หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ถอดรหัสปริศนา “หินอัลนัสลา” รอยผ่ากลางเรียบกริบ ธรรมชาติสร้างได้อย่างไร

เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์

 


ท่ามกลางทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบีย มีหินทรายขนาดมหึมาก้อนหนึ่งที่ดึงดูดสายตาผู้คนทั่วโลก นั่นคือ “หินอัลนัสลา” (Al Naslaa) ซึ่งมีรอยแยกแนวดิ่งตรงกลางอย่างเรียบและเป็นระเบียบ จนเมื่อมองเผิน ๆ อาจรู้สึกราวกับหินทั้งก้อนถูกตัดด้วยเครื่องมือขนาดยักษ์

แต่เบื้องหลังภาพที่ดูเหมือนปริศนานี้ มีคำอธิบายทางธรณีวิทยาหลายแนวทาง และหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันชี้ไปทางกระบวนการธรรมชาติมากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติหรือเทคโนโลยีลึกลับ

ความมหัศจรรย์ของหินอัลนัสลา

หินอัลนัสลาตั้งอยู่บริเวณ เทมา (Tayma) ในแคว้นตาบูก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบีย ตัวหินประกอบด้วยหินทรายสองส่วนขนาดใหญ่ มีช่องแยกแคบ ๆ คั่นตรงกลาง และแต่ละส่วนตั้งอยู่บนฐานหินที่เล็กกว่าส่วนบนอย่างเห็นได้ชัด รูปลักษณ์นี้ทำให้หินดูคล้ายกำลังทรงตัวอยู่บนขารองรับตามธรรมชาติ

Live Science ระบุว่าหินมีความสูงประมาณ 6 เมตร และกว้างประมาณ 9 เมตร ขณะที่ Saudipedia ของซาอุดีอาระเบียระบุอายุทางธรณีวิทยาของหินไว้ราว 400 ล้านปี จึงต่างอย่างมากจากข้อมูลที่มักแพร่ต่อกันในโลกออนไลน์ว่าตัวหินมีอายุเพียงไม่กี่พันปี

สิ่งที่มีอายุระดับหลายพันปีคือร่องรอยจากมนุษย์บนพื้นผิวหิน โดยมีทั้ง จารึกแบบธามูดิก (Thamudic) และภาพสลักรูปสัตว์ ขณะที่แหล่งข้อมูลด้านโบราณคดียังระบุว่าพื้นที่เทมาเป็นชุมชนสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณและมีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ย้อนหลังไปหลายยุคสมัย

แล้วรอยแยกที่ดูเหมือนถูกตัดเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ความเรียบและเกือบเป็นเส้นตรงของช่องแยกทำให้เกิดข้อสันนิษฐานมากมาย แต่คำอธิบายทางธรณีวิทยาที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีอยู่หลายแนวทาง

1. รอยแตกหรือรอยต่อในเนื้อหิน

หนึ่งในคำอธิบายสำคัญคือ หินอาจแตกออกตาม joint หรือรอยแตกตามธรรมชาติในมวลหิน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจากความเค้นในเปลือกโลกโดยที่เนื้อหินสองด้านไม่จำเป็นต้องเลื่อนตัวออกจากกันมากนัก หากแนวรอยแตกเดิมค่อนข้างตรง ก็สามารถกลายเป็นช่องแยกที่เห็นได้ชัดขึ้นภายหลังเมื่อผ่านการผุพังและกัดเซาะเป็นเวลานาน

2. การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก

อีกสมมติฐานหนึ่งเชื่อมโยงรอยแตกกับการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แรงที่สะสมในชั้นหินอาจทำให้หินทรายเกิดการแตกตามแนวที่มีความอ่อนแออยู่ก่อน หลังจากนั้นลม น้ำ และเม็ดทรายจึงค่อย ๆ กัดเซาะและปรับผิวบริเวณรอยแตกให้เรียบขึ้น

3. การแข็งตัวและละลายของน้ำ

มีข้อเสนออีกแนวทางว่า น้ำอาจซึมเข้าสู่รอยแตกเล็ก ๆ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำจนน้ำแข็งตัว ปริมาตรที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้รอยแตกขยายตัวทีละน้อย กระบวนการแข็งตัวและละลายซ้ำ ๆ อาจทำให้รอยแตกเชื่อมต่อกันจนหินแยกออกเป็นสองส่วนได้ อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงเป็นหนึ่งในสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อสรุปที่ยืนยันสาเหตุของอัลนัสลาอย่างเด็ดขาด

แล้วมนุษย์โบราณหรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกเกี่ยวข้องหรือไม่?

ด้วยรูปลักษณ์ที่คล้ายรอยตัดจากเครื่องมือ จึงไม่น่าแปลกที่เรื่องราวเกี่ยวกับ มนุษย์ต่างดาว เทคโนโลยีโบราณ หรือมนุษย์ในอดีตที่ตัดหินออกเป็นสองส่วน จะถูกพูดถึงตามสื่อและโลกออนไลน์

อย่างไรก็ตาม จากแหล่งข้อมูลด้านธรณีวิทยาและโบราณคดีที่ตรวจสอบครั้งนี้ ไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่ารอยแยกถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตนอกโลก ข้อเสนอเหล่านี้จึงควรถูกมองเป็นข้อสันนิษฐานหรือเรื่องเล่าประกอบความลึกลับ มากกว่าจะอยู่ในระดับเดียวกับคำอธิบายทางธรณีวิทยา

ธรรมชาติค่อย ๆ แกะสลักหินตลอดเวลา

ส่วนฐานของอัลนัสลาที่เว้าเล็กกว่าส่วนบนมีลักษณะคล้ายสิ่งที่เรียกว่า mushroom rock หรือหินรูปเห็ด ซึ่งพบได้ในภูมิประเทศทะเลทราย การกัดเซาะจากลมและอนุภาคทรายใกล้ระดับพื้นสามารถทำให้ส่วนล่างของหินสึกเร็วกว่าส่วนบน จนเกิดเป็นฐานแคบอย่างที่เห็น

สำหรับผิวบริเวณช่องแยกนั้น ลม น้ำ และเม็ดทรายที่ผ่านเข้าไปตามรอยแตกสามารถมีส่วนกัดเซาะพื้นผิวต่อเนื่องหลังจากหินแยกออกแล้ว ทำให้ขอบและพื้นผิวดูเรียบขึ้นตามกาลเวลา แต่ยังไม่มีคำอธิบายเดียวที่พิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาดว่าเหตุการณ์ใดเป็นต้นกำเนิดของรอยแยกนี้

ความน่าสนใจของ หินอัลนัสลา จึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ใครเป็นคนตัดหิน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การได้เห็นว่ารอยแตกตามธรรมชาติ การผุพัง และการกัดเซาะสามารถร่วมกันสร้างรูปร่างที่ดูแม่นยำเกินคาดได้เพียงใด

และบางทีสิ่งที่ทำให้อัลนัสลาน่าทึ่งที่สุด อาจไม่ใช่ความลึกลับจากนอกโลก แต่เป็นความสามารถของธรรมชาติที่ค่อย ๆ เปลี่ยนก้อนหินตลอดช่วงเวลาหลายล้านปี จนเกิดเป็นภาพที่ดูราวกับประติมากรรมที่ถูกตั้งใจสร้างขึ้น

 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์'s profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 1 ครั้ง
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
นักเขียนและนักวิเคราะห์คอนเทนต์เชิงโหราศาสตร์จิตวิทยา มานุษยวิทยา สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง และวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณ
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำเลขนำโชค "อาม่า ให้ลาภ" 1 กันยายน 2569“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยทำไมเมนูอาหารในร้านหรูถึงไม่มีรูปภาพสับปะรดเคยเป็นผลไม้หรูของยุโรป จากของหายากสู่สัญลักษณ์ฐานะเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันเปิดตัวเลข 3 เขื่อนยักษ์ของไทย เขื่อนที่กักเก็บน้ำได้มากที่สุดในประเทศไทยเปิด 10 อันดับ เงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย วุฒิ ป.เอก ใครให้สูงสุด?หวยลาว 19 สิงหาคม 2569 ส่องเลขที่คนพูดถึงในโซเชียล Facebook YouTube TikTok งวดนี้เลขไหนน่าจับตา?อินเดียครองอันดับหนึ่งประชากรโลก แซงจีนแล้ว ตัวเลขล่าสุดสะท้อนอนาคตเอเชียเปิด 10 อันดับผู้นำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้าน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมเมนูอาหารในร้านหรูถึงไม่มีรูปภาพเปิดตัวเลข 3 เขื่อนยักษ์ของไทย เขื่อนที่กักเก็บน้ำได้มากที่สุดในประเทศไทยหวยลาว 19 สิงหาคม 2569 ส่องเลขที่คนพูดถึงในโซเชียล Facebook YouTube TikTok งวดนี้เลขไหนน่าจับตา?เปิด 10 อันดับผู้นำที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกช็อก! “เรย์ แมคโดนัลด์” เสียชีวิตในวัย 49 ปี ที่บ้านพักย่านพัฒนาการ
วิกฤตสายมูในไต้หวัน! เด็กแห่บูชา "กุมารทอง" หวังเสริมเสน่ห์แต่ส่งผลพังยับ“หม้อตาหม้อยาย” สัญลักษณ์นับถือ-เซ่นไหว้ผีความลับใต้ผืนทราย กำเนิดโอเอซิสกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุคำสาปฟาโรห์: ตำนานอาถรรพ์หรือความจริงทางวิทยาศาสตร์
ตั้งกระทู้ใหม่