หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สิ่งที่คนไทยเคยห้ามทำตอนกลางคืน

เขียนโดย thoughtloop

สมัยเด็ก ๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่ฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำไมต้องห้ามด้วย?”

ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน เดี๋ยวเงินทองจะหาย
ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน เดี๋ยวจะเกิดเรื่องไม่ดี
ห้ามตากผ้าข้ามคืน เดี๋ยวกระสือจะมาเช็ดปาก
ห้ามลับมีดตอนกลางคืน เดี๋ยวจะเกิดอันตราย
หรือถ้าได้ยินใครเรียกชื่อในความมืด ก็อย่าเพิ่งรีบขานรับ

เมื่อฟังตอนเด็ก เรื่องเหล่านี้อาจฟังเหมือนกฎของโลกอีกใบที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นมา แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน จะพบว่าข้อห้ามจำนวนไม่น้อยไม่ได้มีเพียงเรื่องผีหรือโชคลางอยู่เบื้องหลัง บางอย่างเป็น “โบราณอุบาย” ที่ใช้ความกลัวหรือความเชื่อเป็นเครื่องมือสอนลูกหลานให้ระวังอันตราย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรอธิบายแนวคิดเรื่อง “โบราณอุบาย” ว่าเป็นวิธีตักเตือนที่คนรุ่นก่อนใช้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ดูแลทรัพย์สิน สุขภาพ และความเป็นระเบียบของคนในสังคม โดยบางเรื่องอาศัยผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยทำให้คำเตือนน่าจดจำมากขึ้น

หนึ่งในข้อห้ามที่คนไทยรู้จักกันดีคือ ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน

ความเชื่อที่เล่าต่อกันมาคือ หากกวาดบ้านในเวลากลางคืน จะเหมือนกับการกวาดเงินกวาดทองและโชคลาภออกจากบ้าน แต่ถ้าย้อนกลับไปในวันที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า เรื่องนี้มีเหตุผลในชีวิตประจำวันซ่อนอยู่ค่อนข้างชัด

บ้านไทยจำนวนมากใช้ตะเกียงหรือเทียนเป็นแหล่งแสงสว่าง การมองหาของชิ้นเล็ก ๆ บนพื้นจึงทำได้ยากกว่าปัจจุบัน หากกวาดบ้านตอนกลางคืน เหรียญ เครื่องประดับ หรือของชิ้นเล็ก ๆ อาจถูกกวาดหายไปโดยไม่รู้ตัว ยิ่งบ้านไม้ที่มีร่องระหว่างแผ่นพื้น ของเล็ก ๆ อาจตกลงไปด้านล่างได้อีก

กระทรวงวัฒนธรรมเองก็เคยยกข้อห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืนเป็นตัวอย่างของความเชื่อที่ควรนำมาพิจารณาถึงเหตุผลเบื้องหลัง โดยชี้ว่าสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้า การกวาดบ้านในความมืดอาจทำให้มองไม่เห็นสิ่งของและกวาดของมีค่าหายไปได้

อีกตัวอย่างคือ ห้ามตากผ้าข้ามคืน

ความเชื่อบางพื้นที่ผูกเรื่องนี้เข้ากับ “กระสือ” ซึ่งเป็นผีตามความเชื่อพื้นบ้านที่ออกหากินในเวลากลางคืน จึงมีคำเตือนว่าผ้าที่ตากค้างไว้กลางคืนอาจถูกกระสือนำไปใช้

แต่ถ้ามองในมุมชีวิตจริง เสื้อผ้าสมัยก่อนมีคุณค่ามากกว่าที่เรารู้สึกในปัจจุบัน ผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ทอด้วยมือกว่าจะได้มาแต่ละผืนต้องใช้แรงงานและเวลา การปล่อยทิ้งไว้ข้างนอกตลอดคืนอาจทำให้โดนน้ำค้าง ฝน หรือสัตว์และแมลงมาเกาะ นอกจากนี้ยังเสี่ยงสูญหายหรือถูกขโมยด้วย

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชรจึงอธิบายข้อห้ามนี้ในฐานะโบราณอุบายที่ช่วยสอนให้คนรู้จักเก็บรักษาทรัพย์สินและดูแลเสื้อผ้าให้ดี

ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน ก็เป็นอีกความเชื่อที่ยังได้ยินกันอยู่

บางคำบอกเล่าเชื่อว่าการตัดเล็บยามค่ำคืนเป็นลางไม่ดี หรืออาจนำโชคร้ายเข้ามา บางพื้นที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณและสิ่งลี้ลับเข้ามาประกอบความเชื่อด้วย

แต่เหตุผลที่จับต้องได้กว่านั้นคือ ในอดีตการตัดเล็บต้องอาศัยแสงจากตะเกียงหรือเทียน ซึ่งให้แสงน้อยกว่าไฟฟ้ามาก การใช้ของมีคมในสภาพที่มองเห็นไม่ชัดย่อมเพิ่มโอกาสบาดนิ้วหรือเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อได้ยินคำว่า “ห้ามลับมีดตอนกลางคืน” หลายคนอาจจำคำขู่แบบโบราณได้ว่าเป็นเรื่องไม่ดีต่อชีวิตคู่ แต่เหตุผลในทางปฏิบัตินั้นตรงไปตรงมามากกว่า

มีดคมกับความมืดไม่ใช่คู่ที่ดีนัก

ในยุคที่แสงจากตะเกียงมีจำกัด การลับมีดหรือทำงานกับของมีคมตอนกลางคืนมีโอกาสพลาดจนบาดมือได้ เอกสารรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ยกข้อห้ามเรื่องลับมีดตอนกลางคืนไว้พร้อมคำอธิบายว่า สมัยก่อนแสงสว่างมีน้อย จึงเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้

ส่วนข้อห้ามที่ฟังดูหลอนขึ้นมาอีกระดับคือ “ห้ามขานรับเมื่อมีคนเรียกตอนกลางคืน”

ความเชื่อบางแบบอธิบายว่า หากเสียงเรียกนั้นไม่ได้มาจากคน แต่เป็นวิญญาณ การขานรับอาจเท่ากับเปิดทางให้สิ่งนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา

แต่ในสังคมสมัยก่อนก็มีเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นกัน กลางคืนเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่พักผ่อน บ้านเรือนมืดและผู้คนออกจากบ้านน้อย หากได้ยินเสียงเรียกจากนอกบ้าน การออกไปดูหรือขานรับทันทีอาจทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยได้

นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เรื่องผีกับเรื่องความปลอดภัยสามารถเดินมาด้วยกันได้

อีกข้อที่หลายคนคุ้นหูคือ ห้ามผิวปากตอนกลางคืน

ความเชื่อนี้พบในคำสอนพื้นบ้านบางพื้นที่ของไทย โดยมีเรื่องเล่าหลากหลายว่าการผิวปากอาจเป็นการเรียกสิ่งที่มองไม่เห็น หรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในยามวิกาล หลักฐานรวบรวมข้อห้ามตามภูมิปัญญาไทยก็มีการระบุ “ห้ามผิวปากในเวลากลางคืน” เอาไว้ด้วย

แต่เรื่องนี้ต่างจากการกวาดบ้านหรือลับมีดตรงที่ เราไม่ควรพยายามสรุปว่ามีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ข้อเดียวเป็นที่มาของความเชื่อ เพราะข้อห้ามประเภทนี้มีลักษณะเป็นคติชนและคำสอนที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การผิวปากหรือส่งเสียงดังในยามค่ำคืนอาจรบกวนคนอื่น และในชุมชนสมัยก่อนที่เงียบกว่าปัจจุบัน เสียงเพียงเล็กน้อยก็ได้ยินไปไกลมาก

เมื่อมองรวมกัน ข้อห้ามเหล่านี้จึงสะท้อนโลกของคนไทยในอดีตได้มากกว่าที่คิด

โลกที่กลางคืนมืดกว่าปัจจุบัน

โลกที่ของใช้หลายอย่างมีราคาและใช้แรงงานในการผลิตสูง

โลกที่บ้านอยู่ใกล้ธรรมชาติ

โลกที่สัตว์มีพิษอาจเข้ามาอยู่ตามเสื้อผ้า

และโลกที่คำเตือนจากผู้ใหญ่ต้องจำให้ได้ แม้จะไม่มีหนังสือคู่มือความปลอดภัยวางอยู่ข้างตัว

คนสมัยก่อนจึงใช้สิ่งที่เด็กเข้าใจง่ายที่สุดมาช่วยจำ

ถ้าบอกว่า “อย่ากวาดบ้านกลางคืน เพราะอาจกวาดเหรียญตกลงใต้ถุน” เด็กอาจไม่จำ

แต่ถ้าบอกว่า “อย่ากวาด เดี๋ยวเงินทองออกจากบ้านหมด” คำเตือนนั้นอาจติดหัวไปอีกนาน

ถ้าบอกว่า “อย่าตากผ้าทิ้งไว้ เพราะอาจเปียกน้ำค้าง” ก็อาจฟังธรรมดา

แต่ถ้าบอกว่า “กระสือจะมาเช็ดปาก” เด็กคงรีบวิ่งไปเก็บผ้าก่อนฟ้ามืดแน่นอน

นี่คือเสน่ห์ของโบราณอุบาย

มันไม่ได้พยายามอธิบายโลกด้วยเหตุผลแบบตำราวิทยาศาสตร์ แต่ใช้เรื่องเล่า ความกลัว และสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วยให้คนจำข้อควรระวังได้ง่ายขึ้น

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าข้อห้ามทุกอย่างจะมีเหตุผลเบื้องหลังที่พิสูจน์ได้ และความเชื่อเรื่องผีหรือโชคลางก็ยังคงเป็นเรื่องทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

แต่เมื่อเราแยก “ความเชื่อ” ออกจาก “กุศโลบาย” ออกจากกัน จะเห็นว่าคำเตือนของคนรุ่นก่อนบางเรื่องฉลาดกว่าที่คิด

พวกเขาอาจไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องมือแพทย์ทันสมัย และไม่มีระบบความปลอดภัยแบบทุกวันนี้

แต่พวกเขามีวิธีของตัวเองในการสอนลูกหลานว่าอะไรควรระวัง

และหลายครั้ง วิธีนั้นเริ่มต้นด้วยประโยคสั้น ๆ ที่เด็กฟังแล้วไม่กล้าถามต่อว่า

“อย่าทำตอนกลางคืน”

เพราะเบื้องหลังคำห้ามธรรมดา ๆ อาจไม่ได้มีแค่เรื่องผี

แต่อาจมีทั้งเรื่อง ความปลอดภัย ทรัพย์สิน สุขภาพ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน ซ่อนอยู่ด้วย

เนื้อหาโดย: thoughtloop
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 3 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ทึ่งทั่วไทย : “ฝ่ามือพระพุทธเจ้า” ความมหัศจรรย์กลางทะเลชุมพร“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยเมื่อ “มินิสเกิร์ต” เคยถูกห้ามในโรงเรียน ศึกแฟชั่นร้อนแรงแห่งยุค 1970sเกาหลีใต้เจอฝนหนัก เกอเจ–ทงยองอ่วม อพยพประชาชนเกือบ 400 คนเคยเรียกกันเล่นๆ ว่า “พี่น้อง” เกือบ 30 ปีต่อมา DNA ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงงูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้านเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันเปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากจากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้าน4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุดปริศนาใต้บ่อหิน 2,000 ปี! ขุดพบร่าง "สตรีปริศนาแห่งยุคเหล็ก" ในสุสานที่ประณีตจนนักโบราณคดีนึกว่าเป็นฝีมือคนยุคปัจจุบัน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุดทึ่งทั่วไทย : “ฝ่ามือพระพุทธเจ้า” ความมหัศจรรย์กลางทะเลชุมพรเมื่อ “มินิสเกิร์ต” เคยถูกห้ามในโรงเรียน ศึกแฟชั่นร้อนแรงแห่งยุค 1970s
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เปิด 7 ประเทศอาเซียนที่มีทองคำสำรองมากที่สุด ไทยอยู่อันดับที่เท่าไร?“ลิงเกลาดา” หรือ “Bleeding-heart monkey” ที่แปลว่า “ลิงหัวใจที่กำลังตกเลือด” ลิงที่มีสีสันแปลกตาทึ่งทั่วไทย : “ฝ่ามือพระพุทธเจ้า” ความมหัศจรรย์กลางทะเลชุมพรเมื่อ “มินิสเกิร์ต” เคยถูกห้ามในโรงเรียน ศึกแฟชั่นร้อนแรงแห่งยุค 1970s
ตั้งกระทู้ใหม่