หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เรือนแพหายไปไหน จากบ้านที่เคยมีคนอยู่เต็มแม่น้ำ

เขียนโดย thoughtloop

ถ้าย้อนภาพกรุงเทพฯ และเมืองต่าง ๆ ของไทยกลับไปหลายสิบปีก่อน ภาพริมแม่น้ำที่เห็นอาจต่างจากวันนี้มาก

แทนที่จะเป็นคอนโดสูง โรงแรม และร้านอาหารริมน้ำ เราอาจเห็นบ้านไม้เรียงรายอยู่บนผิวน้ำ บางหลังมีบันไดพาดขึ้นฝั่ง บางหลังมีเรือจอดอยู่หน้าบ้าน และบางแห่งมีเรือนแพต่อกันจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่

สิ่งเหล่านี้คือ “เรือนแพ” บ้านที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นดิน แต่ใช้แพเป็นฐานให้ตัวเรือนลอยอยู่บนแม่น้ำ

ในอดีตเรือนแพไม่ได้เป็นเพียงภาพสวย ๆ ของวิถีไทย แต่เป็นบ้านจริง ๆ ที่มีคนเกิด เติบโต ทำอาหาร ทำงาน เลี้ยงลูก และค้าขายอยู่บนนั้น

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ผู้คนพึ่งพาแม่น้ำในการเดินทางและค้าขาย เช่น ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก ท่าจีน แม่กลอง และแม่น้ำสายสำคัญอื่น ๆ การอยู่ริมน้ำมีข้อได้เปรียบมาก เพราะแม่น้ำเปรียบเสมือนทั้งถนนและตลาดในเวลาเดียวกัน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนระบุว่า การสร้างเรือนแพมีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในลุ่มน้ำ เพราะผู้คนในอดีตใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมและค้าขาย การสร้างบ้านบนแพช่วยให้สามารถอยู่อาศัยและทำมาหากินกับสายน้ำได้สะดวก และในบางพื้นที่ยังช่วยลดปัญหาการต้องย้ายบ้านเมื่อระดับน้ำเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลด้วย 

ลองนึกภาพชุมชนริมแม่น้ำสมัยก่อน

ตอนเช้า คนพายเรือออกไปหาปลา เรือบรรทุกสินค้าแล่นผ่านหน้าบ้าน เด็ก ๆ เดินลงบันไดไปขึ้นเรือเพื่อไปเรียน ส่วนคนในบ้านอาจเปิดร้านขายอาหารหรือของใช้ให้กับคนที่เดินทางผ่านไปมา

บ้านจึงไม่ได้แยกออกจากแม่น้ำ

แต่เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ

พิษณุโลก เป็นหนึ่งในเมืองที่เคยมีภาพของเรือนแพอย่างชัดเจน บริเวณแม่น้ำน่านเคยมีชุมชนเรือนแพเรียงรายอยู่สองฝั่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร จนเรือนแพกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง และถึงขั้นปรากฏอยู่ในคำขวัญของจังหวัดว่า “สองฝั่งล้วนเรือนแพ” 

ชุมชนแห่งนี้ยังเกี่ยวข้องกับการค้าขายทางน้ำด้วย เพราะในยุคที่แม่น้ำเป็นเส้นทางหลัก เรือสามารถเดินทางระหว่างพิษณุโลกกับเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือได้ สินค้าหลายชนิดถูกนำมาซื้อขายผ่านพื้นที่ริมแม่น้ำ ทั้งข้าว ของป่า และสินค้าอื่น ๆ 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ้านบนแม่น้ำจะกลายเป็นทั้งบ้าน ร้านค้า และจุดพักเรือไปพร้อมกัน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของเรือนแพกลับกลายเป็นข้อจำกัด

อย่างแรกคือ เมืองเริ่มเปลี่ยนจากเมืองทางน้ำเป็นเมืองทางบก

ถนนถูกสร้างเพิ่มขึ้น รถยนต์เข้ามามีบทบาท การขนส่งทางบกสะดวกขึ้น และผู้คนเริ่มขยับออกจากแม่น้ำเข้าไปตั้งบ้านเรือนตามแนวถนน

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ตัวอย่างจากชุมชนอัมพวาแสดงให้เห็นว่า เมื่อการคมนาคมทางบกพัฒนาขึ้น ความเจริญค่อย ๆ เคลื่อนจากริมแม่น้ำและคลองไปอยู่ตามแนวถนนมากขึ้น ทำให้บทบาทของย่านการค้าริมน้ำลดลง

เมื่อถนนกลายเป็นเส้นทางหลัก การมีบ้านอยู่กลางน้ำจึงไม่ได้สะดวกเหมือนเดิมอีกต่อไป

อีกปัญหาคือ โครงสร้างของเรือนแพเอง

แพที่ลอยอยู่ในน้ำต้องได้รับการดูแลอยู่เสมอ วัสดุที่ใช้เป็นฐานแพต้องเผชิญกับน้ำ แดด ฝน กระแสคลื่น และการเสื่อมสภาพตามเวลา

ในกรุงเทพฯ มีอดีตชุมชนเรือนแพหลายแห่งที่ค่อย ๆ หายไปจากสาเหตุเหล่านี้ เช่น ชุมชนใกล้วัดฉัตรแก้วจงกลณี เขตบางพลัด ซึ่งเคยมีเรือนแพเกือบ 30 หลัง แต่เมื่อเรือด่วนและเรือขนาดใหญ่สร้างคลื่นกระแทกแพอยู่เป็นประจำ ฐานแพก็ผุพังเร็วขึ้น จนหลายครอบครัวตัดสินใจรื้อแพแล้วสร้างบ้านแทน หรือย้ายขึ้นฝั่ง

ปัญหาอีกด้านที่สำคัญคือ สุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม

เมื่อมีคนจำนวนมากอาศัยอยู่บนแม่น้ำ การจัดการขยะ น้ำเสีย และสิ่งปฏิกูลกลายเป็นเรื่องยากกว่าการอยู่บนบก

กรณีชุมชนชาวแพในพิษณุโลกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ในช่วงต้นทศวรรษ 2530 หน่วยงานจังหวัดเริ่มกังวลเรื่องการขับถ่ายและการทิ้งขยะลงแม่น้ำน่านโดยตรง เพราะแม่น้ำเป็นแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมาจึงมีแนวทางย้ายชุมชนขึ้นไปอยู่บนบกเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว 

การย้ายครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครอยากลบวิถีชีวิตเก่าออกจากเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากหลายเรื่องที่มาชนกัน ทั้งสุขอนามัย คุณภาพน้ำ การจัดการขยะ และการเปลี่ยนรูปแบบของเมือง

เรือนแพจึงค่อย ๆ ลดจำนวนลง

บางแห่งหายไปเพราะเจ้าของรื้อแล้วสร้างบ้านบนฝั่ง

บางแห่งย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่จัดไว้ให้

บางแห่งทรุดโทรมจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้

และบางแห่งยังคงอยู่ เพราะคนในชุมชนยังต้องการรักษาวิถีชีวิตเดิมเอาไว้

หนึ่งในตัวอย่างที่ยังเห็นภาพของชุมชนชาวแพได้ชัดคือ แม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี

ที่นี่มีชุมชนชาวแพที่ยังดำรงชีวิตอยู่ต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน โดยข้อมูลของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนระบุว่า ชุมชนแห่งนี้ยังมีเรือนแพมากกว่า 100 หลัง และถือเป็นชุมชนชาวแพสำคัญที่ยังคงมีชีวิตอยู่จริง ไม่ได้เป็นเพียงฉากจำลองในพิพิธภัณฑ์

นี่ทำให้เห็นว่าเรื่องของเรือนแพไม่ได้จบลงด้วยคำว่า “หายไปหมดแล้ว”

จริง ๆ แล้วมัน เปลี่ยนรูปแบบและเหลืออยู่ในบางพื้นที่

เพียงแต่จากอดีตที่เรือนแพเคยพบได้ทั่วไปตามแม่น้ำหลายสาย วันนี้กลายเป็นชุมชนที่เหลืออยู่เพียงบางแห่ง และแต่ละแห่งต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเรือนแพลดจำนวนลง เราไม่ได้สูญเสียแค่บ้านหนึ่งประเภท

แต่กำลังสูญเสียวิถีชีวิตที่ผูกกับแม่น้ำไปพร้อมกัน

เพราะคนที่อยู่บนแพต้องรู้จักระดับน้ำ รู้จักกระแสน้ำ รู้จักช่วงเวลาที่เรือผ่าน รู้ว่าจะจอดแพอย่างไร และจะใช้พื้นที่บนแม่น้ำอย่างไรให้ปลอดภัย

เด็กที่เติบโตบนแพอาจคุ้นเคยกับการลงเรือพอ ๆ กับเด็กในเมืองที่คุ้นเคยกับการขึ้นรถ

สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ที่ไม่ได้เขียนอยู่ในตำรา แต่ส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง

เมื่อผู้คนย้ายขึ้นฝั่ง ความรู้บางอย่างก็เริ่มหมดความจำเป็น

ถนนกลายเป็นทางหลัก

รถยนต์เข้ามาแทนเรือ

บ้านบนดินเข้ามาแทนบ้านบนแพ

และแม่น้ำจากที่เคยเป็นศูนย์กลางของชีวิต กลายเป็นเพียงสิ่งที่อยู่หน้าบ้าน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพเรือนแพในหนังเก่า ภาพถ่ายโบราณ หรือคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อนจึงทำให้รู้สึกแปลกตา

มันไม่ใช่เพียงเพราะบ้านในภาพดูเก่า

แต่เพราะ เมืองทั้งเมืองเคยหันหน้าเข้าหาน้ำมากกว่าที่เราคุ้นเคยในวันนี้

ทุกวันนี้ ถ้าได้เห็นเรือนแพเหลืออยู่สักไม่กี่หลัง อาจรู้สึกว่าเป็นของเก่าที่กำลังจะหายไป

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เรือนแพเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่คล้าย “พิพิธภัณฑ์ที่มีคนอาศัยอยู่จริง”

มันกำลังบอกเราว่า ครั้งหนึ่งแม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เรามองจากริมฝั่ง

แม่น้ำเคยเป็นถนน

เคยเป็นตลาด

เคยเป็นแหล่งทำมาหากิน

และสำหรับคนจำนวนไม่น้อย มันเคยเป็น บ้าน

จากบ้านที่เคยลอยเรียงกันเต็มผืนน้ำ วันนี้เหลืออยู่เพียงบางแห่ง แต่เรื่องราวของคนที่เคยใช้ชีวิตบนนั้นยังคงอยู่

เพราะบางทีสิ่งที่หายไปจากแม่น้ำ อาจไม่ใช่แค่เรือนแพ

แต่อาจเป็น วิถีชีวิตแบบหนึ่งของคนไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยผูกพันกับสายน้ำแทบทุกลมหายใจ 

Codi , DB SAC, WIKICOMMUNITY Cultural envi
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 1 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อย7 อาหารย่างเตาถ่านไทย เชฟต่างชาติโคตรสนใจ ด้วยกลิ่นควันทำให้อาหารไทยมีเสน่ห์ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้านXPENG L03 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในไทย: วิเคราะห์จุดขาย โอกาส และสิ่งที่ผู้ซื้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากงูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำทำไมหลังฝนตกเราถึงได้กลิ่นดิน? จริง ๆ แล้วกลิ่นนั้นไม่ใช่แค่น้ำฝนผสมดินเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันท่ารำไทยฝึกการควบคุมร่างกายอย่างเป็นระบบจากชูสองนิ้วถึงมินิฮาร์ท จุดเริ่มต้นของท่าที่เราใช้ถ่ายรูปจนติดเป็นนิสัยทำไมคนถึงโอนเงินให้สแกมเมอร์ ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง? เบื้องหลังไม่ใช่ความโง่ แต่คือการถูกเร่งให้ตัดสินใจอินเดียครองอันดับหนึ่งประชากรโลก แซงจีนแล้ว ตัวเลขล่าสุดสะท้อนอนาคตเอเชีย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมหลังฝนตกเราถึงได้กลิ่นดิน? จริง ๆ แล้วกลิ่นนั้นไม่ใช่แค่น้ำฝนผสมดินท่ารำไทยฝึกการควบคุมร่างกายอย่างเป็นระบบทำไมเงินไทยจึงใช้หน่วยว่า “บาท”
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมศาลพระภูมิจึงมีเสาเพียงต้นเดียว แต่ศาลเจ้าที่บางแบบมีหลายเสาทำไมหลังฝนตกเราถึงได้กลิ่นดิน? จริง ๆ แล้วกลิ่นนั้นไม่ใช่แค่น้ำฝนผสมดินก่อนมีร้านสะดวกซื้อ ชุมชนไทยซื้อของกินกันอย่างไร"ดึงเช็ง" แปลว่าอะไร? สแลงรุ่นเก๋าประวิงเวลา...ที่สายยื้อชอบใช้กัน!
ตั้งกระทู้ใหม่