จากชูสองนิ้วถึงมินิฮาร์ท จุดเริ่มต้นของท่าที่เราใช้ถ่ายรูปจนติดเป็นนิสัย
จากชูสองนิ้วถึงมินิฮาร์ท จุดเริ่มต้นของท่าที่เราใช้ถ่ายรูปจนติดเป็นนิสัย
ลองนึกย้อนกลับไปดูรูปถ่ายเก่า ๆ ของตัวเองสักหน่อย
ไม่ว่าจะเป็นรูปสมัยเรียน รูปกับเพื่อน รูปท่องเที่ยว หรือรูปที่ถ่ายเล่นหน้ากล้อง มีโอกาสไม่น้อยที่ใครสักคนในภาพจะ ชูสองนิ้วเป็นรูปตัว V
บางคนทำเพราะเป็นท่าโพสติดตัว บางคนทำเพราะไม่รู้จะเอามือไว้ตรงไหน และอีกหลายคนก็คงไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า ท่ามือง่าย ๆ นี้มีประวัติความหมายยาวไกลกว่าการเป็น “ท่าถ่ายรูป”
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เมื่อเวลาผ่านไป ท่าที่เคยเป็น V-sign กลับมี “คู่แข่ง” ที่กลายเป็นภาษากายยอดนิยมไม่แพ้กัน นั่นคือ มินิฮาร์ท หรือ Finger Heart ที่ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประกบกันเป็นรูปหัวใจเล็ก ๆ
แต่สองท่านี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร และจริง ๆ แล้วใครเป็นคนเริ่ม?
ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกว่า “ชูสองนิ้ว” มีหลายความหมาย
ท่าชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางให้เป็นรูปตัว V ไม่ได้มีความหมายเดียวทั่วโลก
ในบริบทหนึ่งมันอาจหมายถึง Victory หรือชัยชนะ ในอีกบริบทหนึ่งกลายเป็น Peace หรือสันติภาพ และในบางประเทศ หากหันฝ่ามือผิดด้านก็อาจมีความหมายหยาบคายได้เช่นกัน
ดังนั้น ถ้าจะถามว่า “ท่าชูสองนิ้วเกิดขึ้นเมื่อไร” คำตอบจึงไม่ง่ายนัก เพราะตัวท่ามือเองมีประวัติยาวนานกว่าความหมายสมัยใหม่ที่เราเห็นในรูปถ่าย
สิ่งที่มีหลักฐานค่อนข้างชัดคือ การใช้ตัว V เป็นสัญลักษณ์ Victory ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
1941 จุดเปลี่ยนสำคัญของ V-sign
ในเดือนมกราคม 1941 Victor de Laveleye นักการเมืองและผู้ประกาศข่าวชาวเบลเยียมที่ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ เสนอให้ใช้ตัวอักษร V เป็นสัญลักษณ์ร่วมในการต่อต้านนาซี
ตัว V เชื่อมโยงกับคำว่า “victoire” ในภาษาฝรั่งเศส และ “victory” ในภาษาอังกฤษ ขณะที่แนวคิดเดียวกันยังเชื่อมกับคำว่า “vrijheid” หรือเสรีภาพในภาษาดัตช์ด้วย
ต่อมา BBC ช่วยเผยแพร่แนวคิด “V for Victory” ไปยังยุโรป และ Winston Churchill ก็กลายเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ภาพการชูสองนิ้วรูป V ติดอยู่ในความทรงจำของผู้คน
ภาพของ Churchill ขณะทำ V-sign มีบันทึกและภาพถ่ายจำนวนมากจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และภาพถ่ายบางส่วนจากคอลเลกชัน Imperial War Museums ถูกเผยแพร่ผ่าน Wikimedia Commons ในสถานะที่อนุญาตให้นำกลับมาใช้ได้ตามเงื่อนไขของไฟล์
พูดง่าย ๆ คือ
จากเดิมที่เป็นเพียงรูปทรงของนิ้ว V มันถูกทำให้กลายเป็น “สัญลักษณ์” ที่คนทั้งโลกจดจำ
แล้ว Victory กลายเป็น Peace ได้อย่างไร?
หลังสงคราม ความหมายของ V ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ชัยชนะ”
ในช่วงทศวรรษ 1960 ขบวนการต่อต้านสงครามและวัฒนธรรมฮิปปี้ในสหรัฐฯ นำ V-sign มาใช้ในความหมายของ สันติภาพ หรือ Peace
จึงเกิดการเปลี่ยนความหมายที่น่าสนใจ
Victory → Peace
ท่าเดิมยังเป็นนิ้วสองนิ้วรูป V เหมือนเดิม แต่สิ่งที่คนต้องการสื่อเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคมและการเมือง
และจากตรงนี้เอง เรื่องราวของ V-sign เริ่มเดินทางเข้าสู่โลกของ “การถ่ายรูป”
ทำไมคนญี่ปุ่นจึงชอบชูสองนิ้วเวลาถ่ายรูป?
นี่เป็นอีกส่วนที่น่าสนใจ เพราะต้นกำเนิดของการใช้ V-sign เป็นท่าถ่ายรูปในญี่ปุ่น ยังไม่มีคำตอบที่ฟันธงได้เพียงหนึ่งเดียว
มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการแพร่หลายของท่านี้ในญี่ปุ่น ทั้งอิทธิพลจากขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม โฆษณากล้อง Konica ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และกระแสจากนักสเก็ตลีลาอเมริกัน Janet Lynn ในโอลิมปิกฤดูหนาวที่ซัปโปโรปี 1972
สิ่งที่พอพูดได้อย่างปลอดภัยคือ เมื่อเข้าสู่ญี่ปุ่น V-sign ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการถ่ายรูป โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่
และในช่วงทศวรรษ 1980–90 วัฒนธรรมความน่ารักหรือ kawaii และสื่อบันเทิงญี่ปุ่นก็ช่วยทำให้ท่า V กลายเป็นท่าโพสที่พบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้น
มีเหตุผลด้านภาพถ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ท่า V สามารถวางไว้ข้างใบหน้า ทำให้ภาพดูมีท่าทางมากกว่าการยืนเฉย ๆ และช่วยให้คนถ่ายรูปมี “อะไรให้มือทำ”
จากญี่ปุ่น ท่านี้ก็แพร่ไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย และกลายเป็นภาษากายที่หลายคนทำโดยแทบไม่ต้องคิด
แต่แล้ว “มินิฮาร์ท” โผล่มาจากไหน?
เมื่อเข้าสู่ยุค K-pop เราเริ่มเห็นท่าใหม่มากขึ้น
นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ประกบกันเป็นรูปหัวใจเล็ก ๆ
ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Finger Heart ส่วนในเกาหลีมีคำว่า 손가락 하트 ซึ่งหมายถึง Finger Heart เช่นกัน
หน้าตาของมันต่างจาก V-sign อย่างชัดเจน
V-sign: นิ้วชี้ + นิ้วกลาง → รูปตัว V
Finger Heart: นิ้วโป้ง + นิ้วชี้ → รูปหัวใจ
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองท่ากลายเป็น “ภาษากายสำหรับหน้ากล้อง”
แล้วใครเป็นคนคิดมินิฮาร์ท?
แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า มีบุคคลคนเดียวเป็นผู้คิดค้น Finger Heart
Korea JoongAng Daily รายงานว่า มีผู้ที่ถูกพูดถึงหลายคน เช่น นักแสดง Kim Hye-soo, G-Dragon และนักแสดงตลก Yang Se-hyung ขณะที่ภาพของ Kim Hye-soo ที่ทำ Finger Heart กับนักแสดง Shin Seung-woo ระหว่างช่วงถ่ายละครในปี 2010 ถูกยกเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าท่านี้มีใช้ในวงการบันเทิงเกาหลีแล้วในเวลานั้น
ดังนั้นการเขียนว่า
“Kim Hye-soo เป็นผู้คิดค้นมินิฮาร์ท”
จึง แรงเกินหลักฐาน
คำที่ปลอดภัยกว่า คือ
Kim Hye-soo เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงว่าอาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้ท่านี้เป็นที่รู้จัก
แล้ว Nam Woo-hyun เกี่ยวข้องอย่างไร?
ในปี 2016 Nam Woo-hyun สมาชิกวง INFINITE เคยถูกถามว่าเขาเป็นคนคิดค้น Finger Heart หรือไม่
คำตอบของเขาน่าสนใจมาก เพราะเขาไม่ได้บอกว่าเป็นผู้คิดค้น แต่บอกว่า ท่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว และเขามีส่วนทำให้มันได้รับความนิยมในช่วงประมาณปี 2011–2012
นี่ทำให้เกิดความแตกต่างที่สำคัญระหว่างคำว่า
“ผู้คิดค้น”
กับ
“ผู้ทำให้แพร่หลาย”
สองคำนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
และนี่เป็นหนึ่งในจุดที่บทความเกี่ยวกับมินิฮาร์ทจำนวนมากมักถูกเล่าปนกัน
จากท่าของคนดัง กลายเป็นภาษากายของคนทั่วไป
เมื่อ K-pop และ K-drama แพร่ไปทั่วเอเชีย Finger Heart ก็เดินทางไปพร้อมกับวัฒนธรรมเหล่านั้น
จากเดิมที่เป็นท่าของศิลปินกับแฟนคลับ มันค่อย ๆ กลายเป็นท่าที่คนทั่วไปใช้ในรูปถ่าย งานอีเวนต์ และโซเชียลมีเดีย
Korea.net อธิบายว่า Finger Heart กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูด และมีความหมายเกี่ยวกับความรักหรือความรู้สึกดี ๆ มากกว่าจะเป็นเพียงท่าแฟชั่นชั่วคราว
จึงไม่น่าแปลกที่ในปัจจุบันเราเห็นนักแสดง นักกีฬา ศิลปิน หรือแม้แต่คนทั่วไปทำมินิฮาร์ทหน้ากล้อง
รวมถึงในประเทศไทยเองก็เห็นการใช้คำว่า “มินิฮาร์ท” ในข่าวและภาพถ่ายของบุคคลสาธารณะมาอย่างต่อเนื่องหลายปี
Timeline จากสองนิ้ว ถึงหัวใจดวงเล็ก
ไทม์ไลน์นี้จึงไม่ได้หมายความว่า “ท่าหนึ่งถูกคิดขึ้นแล้วเปลี่ยนเป็นอีกท่า” โดยตรง แต่เป็นการมอง วิวัฒนาการของภาษากายที่ใช้หน้ากล้อง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสงคราม การเมือง วัฒนธรรมญี่ปุ่น และ Korean Wave ในแต่ละยุค
เรื่องหนึ่งที่ไม่ควรเข้าใจผิด
มีเรื่องเล่าที่มักถูกนำมาเชื่อม V-sign กับพลธนูอังกฤษในยุทธการ Agincourt เมื่อปี 1415 โดยอ้างว่าฝรั่งเศสจะตัดนิ้วของพลธนู และผู้รอดชีวิตจึงชูสองนิ้วเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้าม
เรื่องนี้ เป็นตำนานที่แพร่หลาย แต่ยังไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นต้นกำเนิดของ V-sign
ดังนั้นไม่ควรนำเรื่องนี้มาเขียนเป็นข้อเท็จจริงเด็ดขาด
จาก “ชัยชนะ” ถึง “ความรัก”
ถ้ามองย้อนกลับไป จะเห็นว่าท่ามือง่าย ๆ สองท่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ
V-sign
เริ่มมีชื่อเสียงในความหมายของชัยชนะ → เปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพ → กลายเป็นท่าโพสยอดนิยมในเอเชีย
ส่วน Finger Heart
เกิดขึ้นในบริบทวัฒนธรรมเกาหลี → ถูกทำให้เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง → แพร่ไปพร้อม K-pop และ K-drama → กลายเป็นภาษากายสากลของความรักและความขอบคุณ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่คำถามว่า
“ใครเป็นคนคิดท่านี้?”
แต่เป็นคำถามว่า
“ทำไมคนทั่วโลกจึงหยิบท่ามือเล็ก ๆ เหล่านี้ไปใช้ และทำไมความหมายของมันจึงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย?”
เพราะบางครั้งวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางผ่านหนังสือหรือคำพูดเท่านั้น
มันอาจเดินทางผ่าน สองนิ้ว
และในอีกยุคหนึ่ง อาจย่อเหลือเพียง หัวใจดวงเล็ก ๆ ที่ปลายนิ้ว ก็ได้
TIME — V-Sign: Why East Asians Make Peace Signs in Photos
The Japan Times — Mystery shrouds origin of the ubiquitous V sign
Sanook — ที่มาของท่าชู 2 นิ้ว
Korea JoongAng Daily — Where did the K-heart pose come from?
Soompi — INFINITE's Woohyun Says He Popularized the Finger Heart
Korea.net — Finger Heart
Cathay — A brief history of Korean finger hearts
Wikimedia Commons — Winston Churchill V-sign photo
Wikimedia Commons — Finger Heart category
“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อย
สั่งสมสุตตะ ฟังธรรมอย่างไรให้ชีวิตค่อยๆ เดินไปทางเจริญ
คนแบบไหนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในไฟนรก ทั้งที่ยังไม่ทันตาย
เหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบัน
ตีนเสาช่วยปกป้องเสาไม้เรือนไทยจากความชื้น
ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้าน
ยิ่งวิเวก ยิ่งมีความสุข เมื่อการอยู่ลำพังกลายเป็นเวลาพักใจ
สีแดงบ้านเชียงเกิดจากแร่เหล็กและการเผา
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุด
เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยาก
เส้นโค้งท้องสำเภาช่วยกระจายน้ำหนักพระอุโบสถไทย
7 แสตมป์ไปรษณีย์ รัชกาลที่ 9 ที่หายากและมีมูลค่ามาก
ทำไมคนถึงโอนเงินให้สแกมเมอร์ ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง? เบื้องหลังไม่ใช่ความโง่ แต่คือการถูกเร่งให้ตัดสินใจ
ทำไมบริษัทบางแห่งมี “ตราครุฑ” ติดหน้าอาคาร? ไม่ใช่โลโก้ทั่วไป แต่คือ “ตราตั้งห้าง”
XPENG L03 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในไทย: วิเคราะห์จุดขาย โอกาส และสิ่งที่ผู้ซื้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ
คุณกำลังติดเชื้อ "อกหัก" อยู่หรือเปล่า? 5 อาการเตือนที่หมอก็รักษาไม่ได้!



