ขุนพันธ์ มือปราบดาบแดง กับเส้นทางที่ไสยเวทย์ต้องเดินคู่กฎหมาย
ชื่อของ “ขุนพันธ์” ไม่ได้เดินทางมาถึงคนรุ่นหลังด้วยภาพของนายตำรวจธรรมดา แต่ติดมาพร้อมดาบที่หุ้มถุงผ้าสีแดง เรื่องเล่าคาถาอาคม และรายชื่อโจรที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คนทั้งเมืองหวาดระแวง ในยุคข่าวสารเดินทางช้า การที่ชื่อตำรวจคนหนึ่งถูกพูดถึงข้ามจังหวัด ย่อมมีทั้งผลงานจริงและเรื่องเล่าที่ถูกเติมสีสันระหว่างทาง ชีวิตของพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชจึงอยู่ตรงรอยต่อระหว่างประวัติศาสตร์ราชการกับตำนานพื้นบ้าน
เดิมท่านชื่อ “บุตร พันธรักษ์” เกิดในจังหวัดนครศรีธรรมราช และเติบโตในภาคใต้ที่ยังมีชุมชนชนบท เส้นทางคมนาคมลำบาก และอำนาจรัฐซึ่งเข้าไม่ถึงทุกพื้นที่ เอกสารจากแหล่งการศึกษาบางแห่งระบุปีเกิดต่างกัน คือ พ.ศ. ๒๔๔๖ และ ๒๔๔๗ แต่ตรงกันว่าเป็นคนเมืองนครฯ และมีพื้นฐานการฝึกฝนทางกายที่โดดเด่น ทั้งมวยไทย ยูโด และยิมนาสติก ก่อนเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ใน พ.ศ. ๒๔๖๘ และสำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. ๒๔๗๒
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นก่อนเข้ารับราชการ มีเรื่องเล่าว่าที่พักของท่านในกรุงเทพฯ ถูกโจรงัดและขโมยทรัพย์สินไป เหตุการณ์นั้นทำให้ความตั้งใจที่จะเรียนสายแพทย์เปลี่ยนเป็นการเลือกเส้นทางตำรวจ ฟังดูเหมือนเหตุบังเอิญเล็ก ๆ แต่ช่วยอธิบายว่าทำไมท่านจึงสนใจการปราบโจรอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง
หลังจบการศึกษา ท่านเริ่มงานตำรวจในภาคใต้ ก่อนย้ายไปเป็นผู้บังคับหมวดที่จังหวัดพัทลุงใน พ.ศ. ๒๔๗๔ ที่นี่เองชื่อของบุตร พันธรักษ์ เริ่มถูกพูดถึงจากการปราบ “เสือสัง” หรือ “เสือพุ่ม” ผู้ร้ายที่มีชื่อเสียงและมีผู้คนเกรงกลัว การปฏิบัติการครั้งนั้นมีตำรวจผู้ร่วมงานและคนในพื้นที่ช่วยนำทาง จึงไม่ควรเล่าแบบฮีโร่เดี่ยว เพราะเบื้องหลังความสำเร็จมีการสืบข่าว ความไว้ใจของชาวบ้าน และการทำงานเป็นทีม
ต่อมา ท่านมีผลงานปราบผู้ร้ายหลายพื้นที่ ตั้งแต่ภาคใต้ไปจนถึงภาคกลาง รายชื่อที่ปรากฏในประวัติ ได้แก่ เสือกลับ เสือเมือง เสือทอง เสือย้อย เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสือดำ และเสือมเหศวร รวมถึง “อะแวสะดอ ตาเละ” บริเวณเทือกเขาบูโด นราธิวาส เหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ทำให้ชาวไทยมุสลิมเรียกท่านว่า “รายอกะจิ” ความหมายทำนองว่าอัศวินพริกขี้หนู ชื่อเสียงจึงขยายไปถึงผู้คนต่างศาสนาและต่างภูมิภาค
แล้วคำว่า “จอมขมังเวทย์” เข้ามาอยู่คู่กับชื่อขุนพันธ์ได้อย่างไร ส่วนนี้ต้องแยกความจริงออกเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือภาพจำทางสังคม ผู้คนในยุคนั้นให้คุณค่ากับพระเครื่อง คาถา การลงอักขระ และวิชาอาคม นายตำรวจที่ออกปราบโจรซึ่งถูกเล่าว่ามีของดี จึงถูกมองว่าต้องมีวิชาไว้ป้องกันตัว อีกชั้นคือเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาเกี่ยวกับการศึกษาวิชาจากครูบาอาจารย์และพระเกจิ สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อและคำบอกเล่า ไม่ใช่หลักฐานว่าเวทมนตร์ทำให้กระสุนยิงไม่เข้า หรือทำให้โจรยอมแพ้โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่อธิบายความสำเร็จได้จับต้องกว่าคือทักษะของตำรวจภาคสนาม ขุนพันธ์มีพื้นฐานการต่อสู้ รู้จักภูมิประเทศ เข้าใจนิสัยคน และใช้เครือข่ายข่าวสารในท้องถิ่น การตามจับโจรที่หลบอยู่ตามป่าเขาหรือมีผู้คุ้มครอง ต้องรู้ว่าใครเป็นญาติ ใครส่งเสบียง เส้นทางไหนใช้หลบหนี และเวลาใดที่เป้าหมายเผลอ ความน่าเกรงขามจากชื่อเสียงก็มีผลทางจิตวิทยา เพราะฝ่ายตรงข้ามอาจรู้สึกว่ากำลังจะเจอกับคนที่มีทั้งฝีมือและอำนาจลึกลับ
ดาบแดงจึงมีความหมายมากกว่าอาวุธประจำตัว เอกสารท้องถิ่นระบุว่าดาบมีฝักหุ้มถุงผ้าสีแดง และมีความเชื่อว่าเป็นดาบที่สืบทอดจากพระยาพิชัยดาบหัก แต่เรื่องสายการสืบทอดควรวางไว้ในฐานะ “ความเชื่อ” มากกว่าข้อเท็จจริงที่รับรองได้ทั้งหมด ถึงอย่างนั้น ดาบเล่มนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน สีแดงทำให้คนจำได้ และภาพนายตำรวจถือดาบทำให้เรื่องราวมีเอกลักษณ์ เมื่อถูกเล่าซ้ำ สัญลักษณ์ก็ยิ่งแข็งแรงกว่ารายละเอียดทางราชการ
การมองขุนพันธ์ในวันนี้จึงควรระวังไม่ให้เหลือเพียงภาพ “ตำรวจหนังเหนียวจับเสือมือเปล่า” เพราะการปราบปรามในอดีตมีความรุนแรง มีการปะทะ และมีผู้เสียชีวิตจริง ตำนานมักเลือกจำฉากที่กล้าหาญ แต่ไม่ค่อยเล่าความเสี่ยง ความผิดพลาด หรือชีวิตชาวบ้านที่อยู่ท่ามกลางอิทธิพลของโจรกับเจ้าหน้าที่รัฐ การยกย่องบุคคลหนึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกเรื่องเหนือธรรมชาติ การแยก “ผลงานที่มีหลักฐาน” ออกจาก “สีสันของเรื่องเล่า” ทำให้ภาพของขุนพันธ์น่าเชื่อถือขึ้น
หลังรับราชการมายาวนาน ขุนพันธ์เกษียณจากตำรวจใน พ.ศ. ๒๕๐๗ และยังเป็นบุคคลที่สังคมภาคใต้ให้ความเคารพ ท่านถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ คนหลายรุ่นได้พบ ได้ฟังคำบอกเล่า และนำเรื่องของท่านไปสร้างเป็นหนัง หนังสือ รายการโทรทัศน์ รวมถึงวัตถุมงคล ภาพจำจึงไม่ได้หยุดอยู่ในแฟ้มราชการ แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนไทย
เหตุผลที่ชื่อ “ขุนพันธ์” ยังไม่หายไป ไม่ได้มีแค่เรื่องไสยเวทย์หรือดาบแดง หากอยู่ที่การเป็นตัวแทนของยุคที่กฎหมายต้องเดินทางเข้าไปหาความกลัวด้วยกำลังคนไม่กี่คน ท่านมีทั้งตัวตนจริง ผลงานจริง ความเชื่อของสังคม และการเล่าขานที่เพิ่มพลังให้กันไปมา เมื่ออ่านอย่างมีสติ จะเห็นนายตำรวจผู้ฝึกฝนตนเอง เห็นบ้านเมืองที่ยังต้องพึ่งคนภาคสนาม และเห็นวิธีที่สังคมสร้างวีรบุรุษขึ้นจากความต้องการให้ความยุติธรรมมีรูปร่างจับต้องได้
ดังนั้น “ไสยเวทย์สยบโจร” อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเรื่องขุนพันธ์ แต่เป็นประตูสู่ประวัติศาสตร์อีกยุค คาถาอาคมทำให้ตำนานน่าจดจำ ดาบแดงทำให้ภาพชัดเจน ส่วนการสืบข่าว ความกล้า วินัย และการทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ต่างหากที่ทำให้ชื่อของท่านยืนอยู่ได้นาน เมื่อแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน ขุนพันธ์จึงกลายเป็นมนุษย์จริงที่น่าสนใจกว่าตัวละครเหนือจริง
เลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 1 ก.ย. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัว
เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยาก
จากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้าน
สะพานที่ชื่ออ่านยากที่สุดในกรุงเทพฯ
4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุด
เมืองโบราณที่หายจากประวัติศาสตร์ ก่อนถูกค้นพบโดยความบังเอิญ
ทำไม 1 สัปดาห์ต้องมี 7 วัน?
สนามบินในประเทศไทยที่ยังคงเปิดอยู่ แต่ไม่มีเที่ยวบินให้บริการเลย
เหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบัน
"Dameisha" ชายหาดที่คนแน่นที่สุดในโลก จนแทบไม่เห็นผืนทราย!
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
เปิดตำนาน "สีเสื้อมงคล" มาจากไหน? มูตามตารางได้ แต่กาลเทศะสำคัญกว่า
16 สิงหาคม วันสันติภาพไทย วันที่ประเทศไทยกลับคืนสู่สันติ
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
พระพุทธรูปไม่ได้เป็นภาพเหมือน แล้วหน้าตาพระพุทธเจ้ามาจากไหนกันแน่ จากตำนาน พระไตรปิฎก และศิลปะโบราณ
คุกเปลี่ยนคนได้จริงหรือ เมื่อการลงโทษอาจกลายเป็นโรงเรียนของอาชญากรรม
ทำไมคนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ เองได้ แต่ 13 จังหวัดต้องรอมหาดไทยเคาะชื่อให้?
จักรวรรดิอเมริกาเริ่มต้นตรงไหน จากการขยายแผ่นดินสู่มหาอำนาจระดับโลก








