หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

จากกีฬายอดนิยมสู่ความทรงจำ ทำไมสนามแข่งม้าไทยถึงเงียบลง?

เขียนโดย อเมริกาโน่ดำ

ถ้าพูดถึง “สนามแข่งม้า” ในวันนี้ หลายคนอาจนึกถึงภาพสถานที่เก่า ๆ อัฒจันทร์ขนาดใหญ่ เสียงประกาศการแข่งขัน และผู้คนที่นั่งลุ้นม้าตัวโปรด

แต่ถ้าย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ภาพของสนามม้าในประเทศไทยไม่ได้เงียบเหงาแบบที่หลายคนจินตนาการ

สนามม้าเคยเป็นทั้งสถานที่เล่นกีฬา พื้นที่พบปะของผู้คน สัญลักษณ์ของความทันสมัย และเกี่ยวข้องกับการพนันที่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมาย

แล้วอะไรเกิดขึ้น?

ทำไมกิจกรรมที่เคยมีบทบาทในชีวิตเมืองไทยจึงค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปพูดถึงน้อยลง?

และที่สำคัญ สนามแข่งม้าไทยไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะในปี 2569 ราชกรีฑาสโมสรยังมีการแข่งขันม้าอยู่จริง

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “สนามที่ปิดตัว” แต่เป็นเรื่องของ วัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

จุดเริ่มต้นของสนามแข่งม้าไทย เกิดขึ้นได้อย่างไร

เรื่องราวของการแข่งม้าแบบตะวันตกในไทยย้อนกลับไปถึง พ.ศ. 2440 หลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากยุโรป กลุ่มข้าราชการและผู้ที่เคยเดินทางไปยุโรปได้ร่วมกันจัดการแข่งขันม้าเทียมรถขึ้นที่ท้องสนามหลวง เพื่อถวายการต้อนรับ

จากกิจกรรมในครั้งนั้น การแข่งม้าค่อย ๆ กลายเป็นหนึ่งในกีฬาสมัยใหม่ที่เข้ามาอยู่ในสังคมสยาม

ต่อมาใน พ.ศ. 2444 มีการก่อตั้ง ราชกรีฑาสโมสร หรือที่คนในยุคนั้นเรียกกันว่า “สนามฝรั่ง” ซึ่งในระยะแรกเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติและชนชั้นสูงของสยามเป็นสำคัญ

ไม่กี่ปีต่อมา การแข่งม้าก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ของราชกรีฑาสโมสรอีกต่อไป

“สนามฝรั่ง” กับ “สนามไทย” สะท้อนอะไร

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจของประวัติศาสตร์สนามม้าไทย คือการเกิดขึ้นของสนามม้า 2 แห่งที่มีภาพจำแตกต่างกัน

ราชกรีฑาสโมสรมีรากมาจากสโมสรที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ จึงถูกเรียกว่า “สนามฝรั่ง”

ส่วนในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยาประดิพัทธภูบาลและพระยาอรรถการประสิทธิ์ได้ขอพระบรมราชานุญาตจัดตั้งสนามม้าอีกแห่งสำหรับคนไทย และได้รับพระราชทานนามว่า ราชตฤณมัยสมาคมแห่งกรุงสยาม

สนามแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2459 และต่อมากลายเป็นที่รู้จักในชื่อ สนามม้านางเลิ้ง

การเกิดขึ้นของสนามม้านางเลิ้งจึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสนามกีฬาเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง แต่สะท้อนการขยายตัวของวัฒนธรรมการแข่งม้าไปสู่สังคมไทยในวงกว้างขึ้น

สนามม้าเคยเป็นมากกว่าสถานที่ดูม้า

ถ้ามองสนามม้าในอดีตว่าเป็นเพียงสถานที่สำหรับชมม้าวิ่ง อาจทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ของมันไม่ครบ

สนามม้าเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเพาะพันธุ์ม้า กีฬา การพบปะสังสรรค์ และการพนัน

งานศึกษาด้านการพนันม้าแข่งในประเทศไทยอธิบายว่า สนามม้าเคยเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และมีพัฒนาการจากพื้นที่ของชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ ไปสู่สนามในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

พูดง่าย ๆ คือ ในช่วงหนึ่งสนามม้าเป็นทั้ง “สนามกีฬา” และ “พื้นที่ทางสังคม”

คนไม่ได้ไปเพียงเพื่อดูว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน

แต่ไปพบคนรู้จัก ไปเข้าสังคม ไปติดตามม้า และสำหรับบางคน การพนันก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในวันแข่งขัน

แล้วทำไมความนิยมจึงค่อย ๆ เปลี่ยน

คำตอบไม่ได้มีเหตุผลเดียว

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ บริบททั้งระบบ

1. กฎระเบียบเกี่ยวกับการพนันเข้มงวดขึ้น

สนามม้าในไทยมีความเกี่ยวข้องกับการพนันมาโดยตลอด และนั่นทำให้กิจกรรมประเภทนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพนันแข่งม้า พ.ศ. 2524 กำหนดข้อจำกัดหลายด้าน รวมถึงห้ามอนุญาตจัดตั้งสนามม้าเพิ่มขึ้น และกำหนดจำนวนวันแข่งขันในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน

สำหรับกรุงเทพฯ ระเบียบดังกล่าวยังเคยกำหนดให้สนามราชกรีฑาสโมสรและราชตฤณมัยสมาคมผลัดกันจัดการแข่งขัน โดยมีช่วงเวลาการแข่งขันที่จำกัด

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะเมื่อกิจกรรมหนึ่งมีข้อจำกัดมากขึ้น โอกาสที่จะขยายตัวเป็นความบันเทิงกระแสหลักก็ย่อมเปลี่ยนไปตามบริบท

2. สนามม้าเปลี่ยนจากวัฒนธรรมกระแสหลักเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

งานศึกษาประวัติการพนันม้าแข่งในไทยสะท้อนว่า วงการม้ามีการปรับตัวหลายครั้ง ทั้งในเรื่องการบริหารสนาม เจ้าของสนาม และรูปแบบธุรกิจ โดยเฉพาะช่วงที่สนามภูมิภาคหลายแห่งต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

เมื่อเวลาผ่านไป สนามม้าจึงไม่ได้มีสถานะเหมือนเดิมในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่

จากกิจกรรมที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย กลายเป็นกิจกรรมที่คนกลุ่มหนึ่งติดตามอย่างต่อเนื่องมากกว่า

3. เมืองเปลี่ยน และพื้นที่สนามม้าก็มีความหมายเปลี่ยนไป

กรณีที่เห็นชัดที่สุดคือ สนามม้านางเลิ้ง

สนามแห่งนี้เปิดใช้งานตั้งแต่ พ.ศ. 2459 และจัดการแข่งขันต่อเนื่องเกือบ 102 ปี ก่อนการแข่งขันนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

จากนั้นพื้นที่เดิมถูกพัฒนาเป็น อุทยานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9

นั่นหมายความว่า สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงสนามแข่งม้า แต่เป็นการเปลี่ยนหน้าที่ของพื้นที่เมืองจากสนามกีฬาและกิจกรรมการแข่งขัน ไปสู่พื้นที่สาธารณะรูปแบบใหม่

สนามม้านางเลิ้งจึงกลายเป็น “ตำนาน” เพราะอะไร

คำว่า “ตำนาน” ของสนามม้านางเลิ้งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสนามเก่า

แต่เกิดจากการที่สถานที่แห่งหนึ่งอยู่กับเมืองนานกว่าคนหนึ่งรุ่น

มันผ่านช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์มาหลายยุค มีผู้คนจำนวนมากเคยเข้าไปชมการแข่งขัน ทำงาน หรือมีความทรงจำร่วมกับพื้นที่แห่งนี้

เมื่อการแข่งขันครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 2561 ภาพของอัฒจันทร์และสนามที่เคยมีชีวิตจึงกลายเป็นภาพจากอดีตอย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันพื้นที่เดิมได้รับการพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “สถานที่เดิม แต่ความหมายใหม่”

ไม่ใช่แค่นางเลิ้ง สนามม้าโคราชก็ปิดตำนานเช่นกัน

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในกรุงเทพฯ

ในจังหวัดนครราชสีมา สนามแข่งม้าของจังหวัดอยู่คู่เมืองมายาวนานกว่า 70 ปี ก่อนหยุดดำเนินการมานานหลายปี และในปี 2568 มีข่าวเกี่ยวกับแนวคิดพัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นสวนกีฬาแห่งใหม่ของกองทัพภาคที่ 2

ภาพนี้ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสนามม้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง

แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พื้นที่เมืองและกิจกรรมสาธารณะในแต่ละยุค

แต่เดี๋ยวก่อน…สนามแข่งม้าไทยยังไม่หายไป

ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุด

ถ้าใครคิดว่า “สนามแข่งม้าไทยปิดหมดแล้ว” คำตอบคือ ไม่ใช่

ราชกรีฑาสโมสร ยังคงมีการแข่งขันม้าอยู่

ข้อมูลจากเว็บไซต์ของราชกรีฑาสโมสรระบุโปรแกรมการแข่งขันในปี 2569 รวมถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 และมีรายละเอียดการแข่งขันตั้งแต่ช่วงเที่ยงจนถึงประมาณ 18.00 น.

ดังนั้นคำว่า “สนามม้ากลายเป็นตำนาน” จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

สนามม้าไม่ได้หายไปทั้งหมด

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนกว่าคือ บทบาทของสนามม้าในวัฒนธรรมกระแสหลัก

จากสนามม้าสู่โลกของคนรุ่นใหม่

เรื่องน่าสนใจคือ ในปี 2568 สนามม้ากลับได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่บางส่วนผ่านกระแสเกม Umamusume: Pretty Derby

มีการรวมตัวของแฟนเกมและคอสเพลย์ที่ราชกรีฑาสโมสร และเกิดกิจกรรมที่เชื่อมโลกของตัวละคร “สาวม้า” เข้ากับการแข่งขันม้าจริง

นี่อาจเป็นภาพเล็ก ๆ ที่บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด

สนามม้าอาจไม่ได้กลับไปเป็นความบันเทิงกระแสหลักแบบในอดีต

แต่เมื่อวัฒนธรรมใหม่เข้ามาเชื่อมกับของเก่า สถานที่เดิมก็สามารถถูกค้นพบโดยผู้ชมกลุ่มใหม่ได้อีกครั้ง

Timeline สนามแข่งม้าไทยแบบสั้น ๆ

พ.ศ. 2440
เริ่มมีการจัดแข่งม้าแบบตะวันตกที่ท้องสนามหลวง หลังรัชกาลที่ 5 เสด็จกลับจากยุโรป

พ.ศ. 2444
ก่อตั้งราชกรีฑาสโมสร ซึ่งต่อมากลายเป็นสนามแข่งม้าสำคัญของประเทศ

พ.ศ. 2459
เปิดราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้านางเลิ้ง สำหรับคนไทย

ช่วงศตวรรษที่ 20
การแข่งม้าขยายตัวไปยังภูมิภาค และสนามม้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกีฬาและการพนันของไทย

พ.ศ. 2524
มีการออกระเบียบควบคุมการพนันแข่งม้าและกำหนดข้อจำกัดในการจัดการแข่งขัน

พ.ศ. 2561
สนามม้านางเลิ้งจัดการแข่งขันนัดสุดท้าย หลังเปิดมานานเกือบ 102 ปี

พ.ศ. 2568
สนามม้าโคราชถูกพูดถึงในบริบทการเปลี่ยนพื้นที่เป็นสวนกีฬา ขณะที่ราชกรีฑาสโมสรได้รับความสนใจจากกระแสคนรุ่นใหม่

พ.ศ. 2569
ราชกรีฑาสโมสรยังคงจัดการแข่งขันม้าอยู่ แสดงให้เห็นว่าวงการไม่ได้หายไปทั้งหมด

แล้วอะไรคือสิ่งที่ “หายไป” จริง ๆ

ถ้าจะตอบคำถามนี้ให้ตรงที่สุด อาจไม่ใช่คำว่า สนามแข่งม้า

แต่คือ สถานะของสนามม้าในฐานะความบันเทิงที่คนทั่วไปคุ้นเคย

จากกิจกรรมที่เคยเป็นภาพของสังคมเมืองในยุคหนึ่ง สนามม้าค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่เฉพาะกลุ่มมากขึ้น ขณะที่บางสนามต้องปิดและถูกเปลี่ยนการใช้งานตามบริบทของเมือง

นางเลิ้งจึงกลายเป็นความทรงจำ

โคราชกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พื้นที่กีฬาแบบใหม่

ส่วนราชกรีฑาสโมสรยังคงแข่งม้าอยู่ท่ามกลางกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนไปทุกวัน

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องของสนามแข่งม้ายังน่าสนใจ

เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ม้า”

แต่เป็นเรื่องของ เมือง คน กติกา การพนัน กีฬา และรสนิยมของสังคมที่เปลี่ยนไปตามเวลา

บางสถานที่หายไปจากแผนที่

บางสถานที่ยังอยู่

แต่ความหมายของมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

นั่นแหละคือเหตุผลที่สนามแข่งม้าในอดีตบางแห่ง กลายเป็น “ตำนาน” ของเมืองไทย

เนื้อหาโดย: อเมริกาโน่ดำ
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
อเมริกาโน่ดำ's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 2 ครั้ง
เขียนโดย อเมริกาโน่ดำ
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากกรมธนารักษ์เปิดประมูล เหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาท พ.ศ. 2533 ราคาเริ่มต้นประมูล 300,000 บาท6 เกลือขัดผิวจากเกลือทะเลไทย ที่เดินทางไกลจนกลายเป็นสกินแคร์ในตลาดต่างประเทศทะเลาะกับแฟนแล้วซื้อประชด! สาวดวงปังคว้าแจ็กพอต 80 ล้านเข้าบัญชีแบบงงๆเหรียญราคา 5 บาท รุ่นที่ถูกผลิตน้อยและหาได้ยากที่สุดระดับตำนานสังหรณ์มรณะ! หรือโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้? เรื่องราวของเด็กสาวผู้ทำนายวันตายของตัวเองได้อย่างแม่นยำเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบัน"แอปเปิ้ล" ควรปอกเปลือกก่อนรับประทานหรือเปล่า?4 อันดับ ธนบัตรไทย ที่ผลิตน้อยที่สุดNetflix ไม่ได้เริ่มจาก Streaming ย้อนเส้นทาง 29 ปี จาก DVD ถึงวันนี้"Dameisha" ชายหาดที่คนแน่นที่สุดในโลก จนแทบไม่เห็นผืนทราย!เมืองโบราณที่หายจากประวัติศาสตร์ ก่อนถูกค้นพบโดยความบังเอิญ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา"แอปเปิ้ล" ควรปอกเปลือกก่อนรับประทานหรือเปล่า?ของเล่นยุค 90 ที่เคยซื้อหลักร้อย วันนี้บางรุ่นราคาหลักหมื่นNetflix ไม่ได้เริ่มจาก Streaming ย้อนเส้นทาง 29 ปี จาก DVD ถึงวันนี้สังหรณ์มรณะ! หรือโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้? เรื่องราวของเด็กสาวผู้ทำนายวันตายของตัวเองได้อย่างแม่นยำ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เหรียญราคา 5 บาท รุ่นที่ถูกผลิตน้อยและหาได้ยากที่สุดระดับตำนาน"แอปเปิ้ล" ควรปอกเปลือกก่อนรับประทานหรือเปล่า?Netflix ไม่ได้เริ่มจาก Streaming ย้อนเส้นทาง 29 ปี จาก DVD ถึงวันนี้สังหรณ์มรณะ! หรือโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้? เรื่องราวของเด็กสาวผู้ทำนายวันตายของตัวเองได้อย่างแม่นยำ
ตั้งกระทู้ใหม่