เงินบาทแข็งขึ้น ไปเที่ยวต่างประเทศแล้วค่าใช้จ่ายส่วนไหนถูกลงชัดที่สุด
เวลาเห็นข่าวว่า “เงินบาทแข็ง” หลายคนจะนึกถึงคนส่งออกก่อน แต่ถ้ามีทริปต่างประเทศอยู่ในหัว เรื่องนี้เกี่ยวกับเงินในกระเป๋าแบบตรงๆ เพราะเงินบาทแข็งหมายถึงเงินจำนวนเท่าเดิมสามารถแลกเงินต่างประเทศได้มากขึ้น
ลองสมมติง่ายๆ ค่าเงินจาก 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขยับมาเป็น 33 บาทต่อดอลลาร์ ถ้าต้องใช้เงิน 1,000 ดอลลาร์ จากเดิมต้องเตรียม 36,000 บาท ตอนนี้ใช้ประมาณ 33,000 บาท ต่างกัน 3,000 บาท ทั้งที่ราคาสินค้าเป็นดอลลาร์ไม่ได้ลดเลย
แล้วเวลาไปเที่ยว เงินก้อนตรงไหนได้ประโยชน์หนักสุด?
ก้อนแรกที่เห็นผลแรงมักเป็น “โรงแรม”
เหตุผลง่ายมาก โรงแรมเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่และคิดเป็นเงินต่างประเทศตรงๆ สมมติพักญี่ปุ่น 5 คืน คืนละ 20,000 เยน รวม 100,000 เยน ถ้า 100 เยนเคยแลกได้ 25 บาท ค่าโรงแรมจะเท่ากับประมาณ 25,000 บาท แต่ถ้าบาทแข็งจน 100 เยนเหลือ 22 บาท ห้องเดิมจะเหลือประมาณ 22,000 บาท ประหยัดทันที 3,000 บาท
ยิ่งทริปยาวหรือเลือกโรงแรมราคาสูง ผลจากอัตราแลกเปลี่ยนยิ่งเห็นชัด เพราะเงินต่างประเทศทุกหน่วยถูกแปลงกลับมาเป็นเงินบาทน้อยลง
ก้อนต่อมาคือช้อปปิ้ง โดยเฉพาะของราคาสูง
เสื้อราคาไม่กี่สิบดอลลาร์อาจรู้สึกต่างไม่เยอะ แต่ถ้าเป็นโทรศัพท์ กล้อง กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา หรือของฝากรวมกันหลักหมื่นหลักแสนบาท ผลต่างเริ่มชัด
สมมติซื้อของราคา 2,000 ดอลลาร์ ตอน 36 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับ 72,000 บาท แต่ถ้าเหลือ 33 บาทต่อดอลลาร์ จะอยู่ที่ 66,000 บาท ส่วนต่าง 6,000 บาททันที
ตรงนี้มีข้อแม้สำคัญ ของบางชนิดอาจมีภาษีท้องถิ่น ภาษีนำเข้าเมื่อเดินทางกลับไทย เงื่อนไขคืนภาษี หรือราคาขายในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น “เงินบาทแข็ง = ซื้อของต่างประเทศถูกกว่าเดิมเมื่อคิดเป็นบาท” ไม่ได้แปลว่าสินค้านั้นต้องถูกกว่าซื้อในไทยเสมอ
ค่าอาหารได้ประโยชน์เหมือนกัน แต่ความรู้สึกอาจไม่แรงเท่าโรงแรม
มื้อหนึ่งราคา 1,500 เยน ค่าเงินเปลี่ยนนิดเดียวอาจประหยัดแค่หลักสิบบาท แต่กินวันละสามมื้อ เที่ยว 7-10 วัน มีคาเฟ่ ขนม น้ำ และร้านพิเศษเพิ่มเข้ามา ยอดรวมอาจเป็นหลายหมื่นเยน พอรวมทั้งทริป ส่วนต่างก็เริ่มกลายเป็นเงินก้อน
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนกลับจากเที่ยวแล้วรู้สึกว่า “รอบนี้ญี่ปุ่นไม่แพงเท่าครั้งก่อน” ทั้งที่ป้ายราคาในญี่ปุ่นแทบไม่ได้เปลี่ยน ความรู้สึกว่าถูกลงส่วนหนึ่งเกิดจากเงินบาทซื้อเงินเยนได้มากขึ้นนั่นเอง
ค่าเดินทางในประเทศปลายทางก็ถูกลงทุกบาททุกสตางค์
รถไฟ รถบัส แท็กซี่ รถเช่า ค่าน้ำมัน บัตรโดยสารรายวัน และตั๋วรถไฟระหว่างเมือง ถ้าจ่ายด้วยสกุลเงินท้องถิ่นก็ได้อานิสงส์จากเงินบาทแข็งทั้งหมด โดยเฉพาะประเทศที่ค่าเดินทางแพงอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ หรือประเทศแถบยุโรป ทริปที่ต้องนั่งรถไฟหลายเมืองจะเห็นผลค่อนข้างชัด
แต่มีค่าใช้จ่ายหนึ่งที่หลายคนคิดว่าน่าจะถูกลงมาก ทั้งที่ความจริงไม่แน่เสมอไป นั่นคือ ตั๋วเครื่องบิน
แม้สายการบินมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินต่างประเทศ แต่ราคาตั๋วไม่ได้เคลื่อนตามค่าเงินบาทแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ราคายังขึ้นกับช่วงเดินทาง จำนวนที่นั่ง ความต้องการ ราคาน้ำมัน เส้นทาง โปรโมชั่น และระบบตั้งราคาแบบไดนามิก บางวันเงินบาทแข็งขึ้น แต่ตั๋วกลับแพงขึ้นหลายพันบาทเพราะกำลังเข้าเทศกาลก็เกิดขึ้นได้
ถ้าถามว่า เงินบาทแข็งแล้วประหยัดตรงไหนมากที่สุด คำตอบจึงไม่ใช่หมวดใดหมวดหนึ่งตายตัว แต่คือ ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ตั้งราคาเป็นเงินต่างประเทศ ยิ่งยอดสูง ผลของค่าเงินยิ่งสูงตาม
โรงแรม 40,000 บาท ช้อปปิ้ง 30,000 บาท และค่าอาหาร 10,000 บาท ถ้าค่าเงินทำให้ต้นทุนเมื่อแปลงเป็นบาทลดลงประมาณ 5% ผลต่างโดยคร่าวๆ คือ 2,000 บาท 1,500 บาท และ 500 บาทตามลำดับ เพราะเปอร์เซ็นต์เดียวกันไปกระทบฐานเงินคนละขนาด
อีกจุดที่ต้องระวังคือบัตรเครดิต เวลาแตะบัตรที่ต่างประเทศ ร้านค้าบางแห่งจะถามว่าจะจ่ายเป็นเงินบาทหรือสกุลเงินท้องถิ่น หากเลือกเงินบาท อาจเข้าสู่ระบบแปลงสกุลเงินของร้านหรือผู้ให้บริการที่เรียกว่า Dynamic Currency Conversion หรือ DCC ซึ่งอัตราที่เสนออาจไม่คุ้มเท่าการเลือกจ่ายเป็นสกุลเงินท้องถิ่น แล้วปล่อยให้เครือข่ายบัตรและธนาคารจัดการการแปลงเงินตามเงื่อนไขของบัตร
ดังนั้นเห็นเครื่องถาม “THB หรือ JPY” ไม่ควรกดเงินบาทเพียงเพราะเห็นตัวเลขที่คุ้นตา ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมประกอบด้วย
ส่วนการแลกเงินสดก็คล้ายกัน คำว่าเงินบาทแข็งในข่าวไม่ได้แปลว่าจะเดินเข้าร้านแลกเงินแล้วได้เรตเดียวกับตัวเลขหน้าจอ เพราะมีส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย แต่ถ้าเงินบาทแข็งขึ้นมากพอ เรตที่นักท่องเที่ยวได้รับก็มักดีขึ้นตามทิศทางตลาด
วิธีมองแบบง่ายที่สุดก่อนเที่ยวคือ อย่าถามแค่ว่า “วันนี้ 1 เยนกี่บาท” ให้ลองเอางบทริปทั้งหมดในสกุลเงินปลายทางมาคำนวณ เช่น ตั้งใจใช้ 200,000 เยน แล้วเทียบว่าเรตเดิมกับเรตใหม่ต้องใช้เงินบาทต่างกันเท่าไร ตัวเลขนั้นคือภาพที่ชัดกว่าการจ้องค่าเงินขึ้นลงวันละไม่กี่สตางค์
และถ้าเงินบาทแข็งเพียงเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรีบแลกเงินทั้งหมดเพื่อหวังจับจังหวะดีที่สุด เพราะค่าเงินเปลี่ยนได้ทั้งสองทาง การทยอยแลกตามช่วงเวลาที่เหมาะกับแผนเดินทางช่วยลดความเสี่ยงจากการเดาทิศทางผิดได้
สรุปแบบคนกำลังจัดกระเป๋าเลยนะ เงินบาทแข็งไม่ได้ทำให้ประเทศปลายทางลดราคาให้ แต่ทำให้ กำลังซื้อของเงินบาทเพิ่มขึ้น ค่าโรงแรม ช้อปปิ้ง อาหาร รถไฟ ค่าเข้าสถานที่ และบริการที่คิดเป็นเงินต่างประเทศจึงมีต้นทุนเป็นบาทลดลง ส่วนใครประหยัดเยอะที่สุดก็ขึ้นกับว่าเงินก้อนใหญ่ของทริปอยู่ตรงไหน ถ้าพักแพง โรงแรมเห็นผลก่อน ถ้าสายช้อป เงินก้อนนั้นจะเห็นผลแรงกว่า และถ้าเที่ยวหลายวัน ผลเล็กๆ จากทุกมื้อทุกเที่ยวรถจะค่อยๆ รวมเป็นเงินก้อนแบบรู้สึกได้ตอนเช็กยอดหลังกลับบ้าน
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
ส่อง “เลขน่าซื้อที่สุด” งวด 1 ก.ย. 2569 คัดเฉพาะเลขชนสำนักดัง ลุ้นรวยรับต้นเดือน! (รวมมิตรจบในกระทู้เดียว)
ส่องเลขเด็ด AI วิเคราะห์เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 ก.ย. 2569 คัดตัวเต็งที่น่าซื้อที่สุดมาให้แล้ว
หมาไทยทำไมต้องหลังอาน
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
ชาติที่คนใช้เงินในประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท แล้วถ้าใช้ 350 หน่วย บิลทั้งก้อนจะถูกคิดยังไง?
อำเภอของไทยที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ที่จะเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว
5 คณะที่เรียนจบแล้วอาจต้องเจอกับการแข่งขันสูงในยุค AI
5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปี
TH-AI Passport ดียังไง? เปิด 7 สิทธิประโยชน์ที่คนไทยควรรู้ ก่อนเริ่มใช้ AI
อำเภอของไทยที่เสี่ยงอันตรายที่สุด ที่จะเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว
5 สิ่งที่ไม่ควรซื้อ มือสอง เด็ดขาด ได้ไม่คุ้มเสีย แถมอันตรายกว่าที่คิด
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
5 นิสัยการใช้เงินที่ดูเหมือน "ประหยัด" แต่จริงๆ คือสิ่งที่ทำให้เราจนลง
5 ช่องทาง "โดนแฮกเงิน" ยุคใหม่ ไม่ต้องกดลิงก์ แค่รับสายอาจเสี่ยงหมดตัว