7 พืชที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในประเทศไทย
ในโลกของพืชไม่ได้มีเพียงดอกไม้หอมเท่านั้น พืชบางชนิดกลับสร้างกลิ่นที่มนุษย์รู้สึกว่าเหม็นอย่างรุนแรง ทั้งกลิ่นคล้ายเนื้อเน่า มูลสัตว์ กลิ่นฉุน หรือกลิ่นเฉพาะตัว
ที่น่าสนใจคือ กลิ่นเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล แต่เป็นกลไกทางธรรมชาติที่ช่วยให้พืชบางชนิด ดึงดูดแมลงที่ช่วยผสมเกสร หรือป้องกันสัตว์บางประเภท
ต่อไปนี้คือ 7 ตัวอย่างพืชที่พบได้ในประเทศไทยและมีข้อมูลเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ค่อนข้างชัดเจน
1. บัวผุด (Rafflesia kerrii) — ดอกไม้ที่มีกลิ่นคล้ายซากเนื้อ
บัวผุด เป็นหนึ่งในพืชที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้
ชนิดที่พบในประเทศไทยคือ Rafflesia kerrii ซึ่งเป็นพืชกาฝาก ไม่มีลำต้น ใบ และรากที่ทำหน้าที่แบบพืชทั่วไป แต่ดำรงชีวิตโดยอาศัยพืชเจ้าบ้าน
ดอกของบัวผุดมีขนาดใหญ่มาก โดยงานวิจัยจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า ดอกที่บานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50–80 เซนติเมตร และมีน้ำหนักสดประมาณ 6–8 กิโลกรัม อีกทั้งดอกบานเพียงประมาณ 5–7 วันและ ส่งกลิ่นเหม็น ก่อนที่จะเน่าและหลุดจากรากของพืชเจ้าบ้าน
กลิ่นดังกล่าวมีประโยชน์ต่อการสืบพันธุ์ เพราะช่วยดึงดูดแมลงที่เกี่ยวข้องกับซากอินทรียวัตถุให้เข้ามาช่วยในการผสมเกสร
ที่สำคัญ บัวผุดไม่ได้เป็นเพียงดอกไม้ประหลาด แต่เป็นพืชเฉพาะถิ่นของภาคใต้ของประเทศไทยและมีคุณค่าทางธรรมชาติสูง
2. บุกคางคก (Amorphophallus paeoniifolius) — กลิ่นแรงเมื่อออกดอก
บุกคางคก หรือ Elephant yam เป็นพืชในวงศ์บอนที่พบในประเทศไทย มีหัวใต้ดินและจะผลิใบในช่วงฤดูฝน
ส่วนที่หลายคนอาจไม่รู้คือ พืชในสกุล Amorphophallus หลายชนิดขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยบางชนิดมีกลิ่นคล้ายเนื้อเน่า มูลสัตว์ หรือกลิ่นฉุนรุนแรง เพื่อดึงดูดแมลงที่ชอบซากอินทรียวัตถุ
ข้อมูลจาก Kew ระบุว่าในสกุล Amorphophallus ซึ่งมีประมาณ 170 ชนิด กลิ่นของแต่ละชนิดมีตั้งแต่ เนื้อเน่า มูลสัตว์ ชีสเหม็นหืน ไปจนถึงกลิ่นฉุนรุนแรง และสารประกอบกำมะถันบางชนิดเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลิ่นเหล่านี้
บุกคางคกเองเป็นพืชที่พบในประเทศไทย โดยมีงานศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เก็บตัวอย่างจากพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
3. สำโรง (Sterculia foetida) — ชื่อวิทยาศาสตร์ก็สื่อถึง “กลิ่นเหม็น”
สำโรง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่พบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sterculia foetida มีคำว่า foetida ซึ่งหมายถึงกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ และมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ระบุว่าดอกและใบของต้นนี้มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
ดอกของสำโรงมีสีเขียวอมม่วงถึงแดง และกลิ่นที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของพืชชนิดนี้
แม้กลิ่นจะไม่ถูกใจคน แต่สำโรงมีประโยชน์หลายด้าน ทั้งในด้านไม้ใช้สอยและเมล็ด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมต้นไม้ชนิดนี้จึงยังมีคุณค่าในระบบนิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่น
4. พญาสัตบรรณหรือตีนเป็ด (Alstonia scholaris) — ดอกที่บางคนรู้สึกว่าฉุนและไม่พึงประสงค์
พญาสัตบรรณ หรือ ตีนเป็ด เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่พบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมักถูกนำมาปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา
กรมป่าไม้ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตบรรณว่า Alstonia scholaris และเป็นไม้ต้นที่สามารถสูงได้ประมาณ 10–30 เมตร
ช่วงออกดอก ต้นตีนเป็ดอาจมีกลิ่นที่บางคนรู้สึกว่าฉุนหรือไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะเมื่อปลูกจำนวนมากใกล้บ้านหรือบริเวณโรงเรียน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกล่าวว่าตีนเป็ด “เหม็นสำหรับทุกคน” เพราะการรับรู้กลิ่นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
5. หมาเหม็น หรือ Clerodendrum infortunatum — ใบและดอกมีกลิ่นเฉพาะตัว
Clerodendrum infortunatum เป็นไม้พุ่มที่มีถิ่นกำเนิดครอบคลุมเอเชียเขตร้อน และพบในประเทศไทยด้วย โดยฐานข้อมูล Kew ระบุประเทศไทยอยู่ในเขตการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติของชนิดนี้
งานศึกษาทางเภสัชพฤกษศาสตร์ระบุว่าใบของพืชชนิดนี้มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และงานทบทวนทางวิชาการล่าสุดยังกล่าวถึงกลิ่นที่ไม่ดีของดอกด้วย
กลิ่นจึงเป็นลักษณะที่ทำให้พืชชนิดนี้แตกต่างจากไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมทั่วไป
6. ว่านหางจระเข้ — ไม่ใช่ตัวต้น แต่ “ยางเหลือง” มีกลิ่นเหม็น
ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่คนไทยคุ้นเคยมาก แต่สิ่งที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ไม่ได้หมายความว่าใบทั้งใบจะเหม็น
ภายในใบมีทั้ง วุ้นใส และ ยางสีเหลือง โดยข้อมูลของกรมป่าไม้ระบุว่ายางสีเหลืองภายในใบมีกลิ่นเหม็น
ดังนั้น หากตัดใบสด ๆ แล้วมีกลิ่นฉุนหรือเหม็นขึ้นมา ส่วนหนึ่งมาจากยางสีเหลือง ไม่ใช่ตัววุ้นใสที่คนมักนำไปใช้
นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีว่าเวลาพูดว่า “พืชเหม็น” ควรระบุให้ชัดว่า ส่วนใดของพืชเป็นแหล่งกำเนิดกลิ่น
7. Titan arum หรือดอกซากศพ (Amorphophallus titanum) — กลิ่นแรงระดับโลก
แม้ Titan arum หรือ Amorphophallus titanum จะไม่ได้เป็นพืชพื้นถิ่นของประเทศไทย แต่สามารถพบได้ในสวนพฤกษศาสตร์หรือสถานที่เพาะเลี้ยงบางแห่งในประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งพืชที่คนไทยมีโอกาสได้เห็นของจริง
Kew ระบุว่า Titan arum เป็นหนึ่งในพืชที่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลก โดยเมื่อช่อดอกบานจะส่งกลิ่นคล้าย เนื้อเน่า เพื่อดึงดูดแมลงที่กินหรือวางไข่บนซากสัตว์ เช่น แมลงวันและด้วงกินซาก
กลิ่นไม่ได้อยู่ตลอดเวลา เพราะช่วงที่มีกลิ่นแรงสัมพันธ์กับช่วงการผสมเกสร และการบานของช่อดอกก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ
นี่คือเหตุผลที่สวนพฤกษศาสตร์หลายแห่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วง Titan arum บาน เพราะผู้คนต้องการสัมผัสทั้ง “ความยิ่งใหญ่ของดอก” และ “กลิ่นซากศพ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน
ทำไมพืชบางชนิดต้องมีกลิ่นเหม็น?
สิ่งที่มนุษย์มองว่า “เหม็น” อาจเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมากสำหรับพืช
ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมักดึงดูดผึ้ง ผีเสื้อ หรือแมลงบางกลุ่ม ขณะที่พืชบางชนิดเลือกใช้กลิ่นที่เลียนแบบ ซากสัตว์หรืออินทรียวัตถุที่กำลังเน่า เพื่อดึงดูดแมลงอีกกลุ่มหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น Titan arum ใช้กลิ่นเนื้อเน่าเพื่อดึงดูดแมลงที่เกี่ยวข้องกับซากสัตว์ ขณะที่พืชสกุล Amorphophallus หลายชนิดก็ผลิตสารระเหยที่เกี่ยวข้องกับกลิ่นซากและสามารถดึงดูดแมลงบางชนิดได้
ทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?
ปลากัดกับปลากิมแตกต่างกันอย่างไร
นาคาหอบทรัพย์ เปิดเลขเด่น 2 ตัวเน้น ๆ งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
ข้าวเหนียวไทยไปไกลแค่ไหน? เปิดตลาดต่างประเทศที่นิยมข้าวเหนียวจากประเทศไทย
จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว
เปิดลิสต์อาหารเทศกาลกินเจ อะไรกินได้บ้าง? ของใกล้ตัวที่หลายคนยังเข้าใจผิด
ที่มาและตำนานของ "เทศกาลกินเจ"
ทำไมประเทศนี้จึงเขียน Laos แต่ออกเสียง ลาว
จัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกและน้อยที่สุดในโลก 2025
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ตุลาคม 69
5 เมนูเครื่องดื่มในคาเฟ่ ที่คนสั่งเยอะที่สุดตลอดกาล
ข้าวเหนียวไทยไปไกลแค่ไหน? เปิดตลาดต่างประเทศที่นิยมข้าวเหนียวจากประเทศไทย
ปลากัดกับปลากิมแตกต่างกันอย่างไร
นาคาหอบทรัพย์ เปิดเลขเด่น 2 ตัวเน้น ๆ งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
เปิดลิสต์อาหารเทศกาลกินเจ อะไรกินได้บ้าง? ของใกล้ตัวที่หลายคนยังเข้าใจผิด
จัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกและน้อยที่สุดในโลก 2025
5 เมนูเครื่องดื่มในคาเฟ่ ที่คนสั่งเยอะที่สุดตลอดกาล










