ปริศนา “โรคระบำ” ปี 1518 เหตุใดผู้คนนับร้อยจึงเต้นไม่หยุด
ลองจินตนาการถึงฤดูร้อนอันร้อนระอุในเมือง สทราสบูร์ก (Strasbourg) เมื่อปี ค.ศ. 1518 เมืองแห่งนี้ปัจจุบันอยู่ในประเทศฝรั่งเศส แต่ขณะเกิดเหตุยังเป็นนครเสรีในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ท่ามกลางถนนหินและความเงียบสงบ จู่ ๆ หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ เฟรา ทรอฟเฟีย (Frau Troffea) ก็ก้าวออกมาจากบ้านแล้วเริ่มเต้นรำ
ไม่มีดนตรี ไม่มีงานเฉลิมฉลอง และไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังเต้นเพื่ออะไร

เธอเต้นต่อเนื่องอยู่นานหลายวัน ล้มลงด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่ออีกครั้ง ราวกับร่างกายไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งให้หยุด และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ต่อมาถูกเรียกว่า Dancing Plague of 1518 หรือ “โรคระบำปี 1518”
จากหญิงคนเดียวสู่ผู้เต้นนับร้อย
ภายในเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ มีผู้คนหลายสิบคนเริ่มแสดงพฤติกรรมคล้ายกัน พวกเขาเต้น กระโดด และโยกตัวอยู่ตามถนนหรือพื้นที่สาธารณะ บางคนแทบไม่ได้พัก กินอาหาร หรือดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม เอกสารและคำบอกเล่าบางแหล่งประเมินว่า จำนวนผู้ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นจนถึงประมาณ 400 คน เมืองทั้งเมืองจึงตกอยู่ในความหวาดกลัว เพราะผู้เต้นหลายคนดูไม่ได้กำลังสนุก แต่กลับมีอาการเหนื่อยล้า เจ็บปวด และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
รายละเอียดบางอย่างที่เล่าต่อกันมา เช่น ผู้คนเต้นจนเท้าแตกหรือหมดสติ อาจสะท้อนความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังเป็นประเด็นถกเถียง เอกสารบทกวีในจดหมายเหตุเมืองกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต ขณะที่นักเขียนผู้หนึ่งในพื้นที่ใกล้เคียงอ้างว่าอาจมีผู้ตายถึงวันละ 15 คนในช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันอย่างชัดเจน

การรักษาที่กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
แพทย์และสภาเมืองในเวลานั้นเชื่อว่า อาการประหลาดนี้เกิดจาก “เลือดร้อนเกินไป” หรือความร้อนในร่างกายและสมอง ตามแนวคิดทางการแพทย์ที่ใช้กันในยุคนั้น
วิธีรักษาที่พวกเขาเลือกจึงไม่ใช่การบังคับให้ผู้ป่วยพัก แต่กลับเป็นการปล่อยให้เต้นต่อไปจนกว่าอาการจะหมดไปเอง
สภาเมืองจัดเตรียมพื้นที่เต้นรำ ทั้งตลาดกลางแจ้ง อาคารของสมาคมช่าง และเวทีใกล้ลานค้าขาย พร้อมจ้างนักดนตรีและผู้ช่วยที่มีร่างกายแข็งแรงมาประคองผู้ป่วยให้ยืนและเต้นต่อ
แทนที่สถานการณ์จะดีขึ้น การรวบรวมผู้ป่วยไว้ในพื้นที่สาธารณะกลับทำให้อาการแพร่ไปสู่คนอื่นมากขึ้น ขณะที่ผู้เต้นเดิมต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความร้อนจากแสงแดดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นว่าวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล ทางการจึงเปลี่ยนแนวทาง สั่งห้ามดนตรีและการเต้นรำในพื้นที่สาธารณะ ก่อนนำผู้ป่วยบางส่วนไปยังศาลเจ้าของ นักบุญวิตุส (St. Vitus) ใกล้เมืองซาแวร์น เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา
บันทึกระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ค่อย ๆ หยุดเคลื่อนไหว และเหตุการณ์สงบลงภายในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
พิษจากเชื้อราในขนมปังหรือไม่
หนึ่งในคำอธิบายที่ถูกเสนอขึ้นภายหลังคือ ภาวะพิษจากเชื้อราเออร์กอต (Ergotism) ซึ่งเกิดจากการรับประทานธัญพืช โดยเฉพาะข้าวไรย์ที่ปนเปื้อนเชื้อรา Claviceps purpurea
สารพิษจากเชื้อราชนิดนี้สามารถทำให้เกิดอาการประสาทหลอน กล้ามเนื้อกระตุก ชัก และปัญหาการไหลเวียนเลือด นักวิจัยบางกลุ่มจึงตั้งข้อสงสัยว่า มันอาจอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวผิดปกติของผู้คนในสทราสบูร์ก
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้มีจุดอ่อนสำคัญ เพราะผู้ที่ได้รับพิษรุนแรงมักมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกายจนแทบไม่สามารถยืนหรือเคลื่อนไหวต่อเนื่องได้นานหลายวัน การที่ผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมากแสดงพฤติกรรมคล้ายกันเป็นเวลานานจึงอธิบายด้วยพิษจากเชื้อราเพียงอย่างเดียวได้ยาก

อุปาทานหมู่ท่ามกลางความเครียด
คำอธิบายที่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญคือ ภาวะเจ็บป่วยทางจิตที่เกิดในกลุ่มคน หรือ Mass Psychogenic Illness
ก่อนเกิดเหตุ ชาวเมืองสทราสบูร์กกำลังเผชิญความกดดันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางสังคมและศาสนา โรคภัย ความล้มเหลวของผลผลิต และราคาธัญพืชที่สูงขึ้น ผู้คนจำนวนมากดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความอดอยาก ความไม่แน่นอน และความกลัว
ในขณะเดียวกัน ผู้คนในภูมิภาคนี้ยังมีความเชื่อว่า นักบุญวิตุสสามารถลงโทษคนบาปด้วยการทำให้เต้นอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งแสดงอาการขึ้นต่อหน้าสาธารณชน ความหวาดกลัวและความเชื่อร่วมกันจึงอาจกระตุ้นให้คนอื่นเข้าสู่ภาวะคล้ายภวังค์และแสดงอาการตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายใดที่พิสูจน์ได้อย่างเด็ดขาด งานทบทวนทางวิชาการเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “โรคระบำ” ในยุโรปยังเสนอว่า เหตุการณ์แต่ละครั้งอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความเครียดทางจิตใจ ความเชื่อทางวัฒนธรรม พฤติกรรมทางพิธีกรรม และสภาพแวดล้อมของสังคมในช่วงเวลานั้น
เหตุการณ์ระบำแห่งปี 1518 จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสยองขวัญจากอดีต แต่ยังแสดงให้เห็นว่า ความกลัว ความเชื่อ และแรงกดดันจากสังคมอาจส่งผลต่อร่างกายและพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างคาดไม่ถึง
หากปรากฏการณ์จากความกลัวร่วมกันเกิดขึ้นในยุคสังคมออนไลน์ มันอาจไม่ได้ปรากฏในรูปของการเต้นรำ แต่อาจแพร่กระจายผ่านข่าวลือ ความตื่นตระหนก หรือพฤติกรรมเลียนแบบที่เดินทางจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

เขียนโดย moley
“6-7” คืออะไร? ผู้ใหญ่ได้ยินแล้วงง แต่เด็กพูดกันสนั่น!
7 ประเทศที่พูดคำทักทายว่า ‘สวัสดี’ แล้วฟังไพเราะที่สุด
“67” คืออะไร ทำไมเด็กยุคนี้ถึงชอบพูดกัน
รหัสเลขเด่น "ล๊อตเตอรี่ชี้โขค" 16 สิงหาคม 2569
10 อันดับโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย ปี 2569
จังหวัดของไทยที่คนรัสเซียชื่นชอบที่สุด และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุด
ประเทศอันดับ 1 ของโลก ที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทยมากที่สุด
84,000 พระธรรมขันธ์หมายถึงหน่วยของคำสอนไม่ใช่จำนวนหน้าของพระไตรปิฎก
พระศรีอริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้าในอนาคตตามคติพุทธศาสนา
รัฐบาลเตรียมทยอยยุบ 11 สายงานข้าราชการ เมื่อเจ้าของตำแหน่งพ้นจากราชการ
"ผู้ใหญ่เต๊าะ" เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ "แม่สุนารี" หลังออกจากห้อง ICU
มาฆบูชาไม่ได้สำคัญแค่พระสงฆ์ 1,250 รูปมาพร้อมกันแต่ทุกองค์มีคุณสมบัติพิเศษครบสี่ประการ
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน 10 ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังจำเป็นในชีวิตคนไทย
7 ประเทศที่พูดคำทักทายว่า ‘สวัสดี’ แล้วฟังไพเราะที่สุด
พระองคุลิมาลจากมหาโจรสู่พระอรหันต์และบทเรียนว่าคนเปลี่ยนชีวิตได้จริง
พระศรีอริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้าในอนาคตตามคติพุทธศาสนา
84,000 พระธรรมขันธ์หมายถึงหน่วยของคำสอนไม่ใช่จำนวนหน้าของพระไตรปิฎก


