หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ แชร์ลิ้ง Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม

บ่อน้ำมนต์ยุคกลางสะอาดจริงหรือ เมื่อศรัทธากลายเป็นแหล่งรวมจุลชีพจากปลายนิ้ว

เขียนโดย nantana

ชามหินใบเล็กที่คนทั้งเมืองใช้ร่วมกัน

ลองเดินเข้าโบสถ์หินในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ประตูไม้หนักเปิดออกพร้อมกลิ่นเทียนไข ความชื้น และควันกำยาน ข้างทางเข้ามีอ่างหินใส่น้ำมนต์ตั้งรออยู่ ผู้ศรัทธาจุ่มนิ้วลงไป แตะหน้าผาก หน้าอก และหัวไหล่เป็นรูปกางเขน ก่อนคนถัดไปจะทำแบบเดียวกัน ภาพนี้มีความหมายทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าถอดแว่นของนักประวัติศาสตร์ออกแล้วสวมแว่นนักจุลชีววิทยา อ่างใบนั้นก็คล้ายจุดแลกเปลี่ยนจุลชีพขนาดย่อมอย่างเลี่ยงไม่ได้

คำว่า “เตาปฏิกรณ์ชีวภาพ” ฟังดูน่าขนลุก แต่เป็นเพียงคำเปรียบเทียบ เพราะอ่างน้ำมนต์ไม่ได้ถูกออกแบบให้เพาะเชื้ออย่างถังหมักในห้องทดลอง และยังไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ว่าน้ำมนต์ในโบสถ์ยุคกลางทุกแห่งเต็มไปด้วยอีโคไลหรือเชื้อก่อโรคชนิดเดียวกัน สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มีอยู่จริงคือผลตรวจจากอ่างน้ำมนต์ในโบสถ์สมัยใหม่ ซึ่งช่วยให้มองย้อนกลับไปได้ว่า ภาชนะใส่น้ำซึ่งมีคนจำนวนมากจุ่มมือร่วมกันย่อมมีโอกาสรับจุลชีพจากผิวหนัง สิ่งสกปรก และสภาพแวดล้อมรอบตัว

ปลายนิ้วไม่ได้ลงไปในน้ำเพียงลำพัง

ผิวหนังมนุษย์มีจุลชีพอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ เมื่อจุ่มนิ้วลงในน้ำ เซลล์ผิวที่หลุดลอก เหงื่อ ไขมัน ฝุ่น และแบคทีเรียบางส่วนอาจหลุดตามลงไปด้วย คนหนึ่งฝากร่องรอยไว้เล็กน้อย แต่เมื่อมีผู้ใช้ต่อเนื่องหลายร้อยหรือหลายพันครั้ง ปริมาณสารอินทรีย์และจุลชีพก็สะสมได้ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการเปลี่ยนน้ำหรือขัดล้างอ่างเป็นประจำ

อ่างยุคกลางจำนวนไม่น้อยทำจากหินทราย หินปูน หรือวัสดุธรรมชาติที่มีรูพรุน พื้นผิวขรุขระอาจกักความชื้นและคราบบาง ๆ ไว้ตามซอก จุลชีพบางชนิดจึงเกาะพื้นผิวและสร้างชุมชนที่เรียกว่าไบโอฟิล์มได้ง่ายกว่าบนผิวเรียบสะอาด ถึงกระนั้น ไม่ควรฟันธงว่าความพรุนของหินเป็นตัวการหลักในทุกแห่ง เพราะคุณภาพน้ำ อุณหภูมิ จำนวนผู้ใช้ ระยะเวลาที่ทิ้งน้ำไว้ และวิธีดูแลอ่าง ล้วนมีผลไม่แพ้กัน

น้ำดูใส ไม่ได้แปลว่าไม่มีจุลชีพ

งานศึกษาที่เมืองเซบียา ประเทศสเปน ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2545 ตรวจน้ำมนต์จากโบสถ์ที่มีผู้คนเข้าออกหนาแน่น นักวิจัยแยกแบคทีเรียได้ 37 ชนิด ในจำนวนนี้ 30 ชนิดเคยมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับโรคในมนุษย์ พบทั้งกลุ่มโคลิฟอร์ม เอนเทอโรแบคทีเรีย ซูโดโมแนส บาซิลลัส และสแตฟิโลค็อกคัส โบสถ์ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดยังมีจำนวนและความหลากหลายของแบคทีเรียสูงกว่าหลายแห่งอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้จุ่มน้ำมนต์จะต้องป่วยทันที แบคทีเรียหลายชนิดก่อโรคได้ยากและมักเป็นปัญหาเมื่อเข้าสู่บาดแผล ดวงตา ปาก หรือร่างกายของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การพบเชื้อที่มีศักยภาพก่อโรคจึงต่างจากการยืนยันว่าอ่างนั้นทำให้เกิดการระบาด นักวิจัยเองก็ระบุว่าหลายชนิดพบเป็นสาเหตุของโรคค่อนข้างน้อย

การศึกษาอีกชุดในโบสถ์เยอรมนีพบจุลชีพที่เพาะเลี้ยงได้เฉลี่ยประมาณหกพันหน่วยต่อมิลลิลิตร น้ำจากโบสถ์ในเมืองมีปริมาณสูงกว่าโบสถ์ชนบทมาก นักวิจัยจึงตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนผู้มาเยือนน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนงานจากสโลวีเนียพบว่าอ่างที่ผู้ศรัทธาจุ่มนิ้วมีแบคทีเรียมากกว่าถังเก็บน้ำซึ่งยังไม่ผ่านการสัมผัสประมาณหนึ่งถึงสองลำดับขั้น หลักฐานเหล่านี้ทำให้ภาพของ “น้ำที่รับรอยนิ้วมือจากคนทั้งชุมชน” ไม่ใช่เรื่องแต่งเสียทีเดียว

แล้วน้ำมนต์ยุคกลางสกปรกกว่าสมัยนี้หรือไม่

คำตอบตรงที่สุดคือ ยังไม่มีใครตรวจตัวอย่างน้ำที่ค้างอยู่จากยุคกลางได้ น้ำเหล่านั้นหายไปนานแล้ว สิ่งที่เหลือคืออ่างหิน บันทึกพิธีกรรม และหลักฐานว่าภาชนะน้ำมนต์ถูกติดตั้งใกล้ทางเข้าเพื่อให้ผู้คนใช้ก่อนเข้าโบสถ์ เมืองยุคกลางบางแห่งมีประชากรหนาแน่น ระบบกำจัดของเสียไม่ทั่วถึง และความรู้เรื่องเชื้อโรคยังไม่เกิดขึ้น จึงมีเหตุผลพอจะสงสัยว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นได้ แต่การระบุว่ามีอีโคไลหรือสแตฟิโลค็อกคัสในอ่างใดอ่างหนึ่งโดยไม่มีตัวอย่างตรวจจริง ย่อมเกินกว่าหลักฐานจะรองรับ

เกลือที่ใช้ในพิธีเตรียมน้ำมนต์บางธรรมเนียมก็ไม่ได้ทำให้น้ำปลอดเชื้อโดยอัตโนมัติ งานทดลองพบว่าแบคทีเรียหลายชนิดยังทนเกลือระดับต่ำถึงปานกลางได้ โดยเฉพาะสแตฟิโลค็อกคัสบางชนิด หากต้องเพิ่มเกลือจนเข้มข้นพอจะยับยั้งเชื้ออย่างกว้างขวาง น้ำก็อาจระคายผิวและผลึกเกลือยังทำลายเนื้อหินอ่อนหรือหินปูนของโบราณสถานได้อีก

ความศักดิ์สิทธิ์กับความสะอาดเป็นคนละคำถาม

ในมุมของผู้ศรัทธา น้ำมนต์มีคุณค่าจากการเสกและความหมายของพิธี ไม่ได้ผ่านการรับรองว่าเป็นน้ำดื่มหรือของเหลวปลอดเชื้อ ส่วนในมุมสาธารณสุข การเปลี่ยนน้ำสม่ำเสมอ ขัดล้างภาชนะ และหลีกเลี่ยงการนำน้ำเข้าปาก ดวงตา หรือบาดแผล เป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ตรงไปตรงมา หลายโบสถ์จึงปรับใช้ภาชนะแบบจ่ายน้ำโดยไม่ต้องจุ่มมือร่วมกัน โดยเฉพาะหลังการระบาดของโรคทางเดินหายใจครั้งใหญ่

ดังนั้น อ่างน้ำมนต์ยุคกลางอาจไม่ใช่ “หม้อต้มเชื้อโรค” ที่แบคทีเรียทุกชนิดพุ่งเพิ่มแบบไร้ขีดจำกัด แต่ก็ไม่ใช่น้ำใสบริสุทธิ์ซึ่งอยู่เหนือกฎธรรมชาติ ทุกครั้งที่นิ้วมือแตะลงไป ผู้ใช้ย่อมนำโลกขนาดจิ๋วจากผิวของตนลงไปฝาก และรับบางส่วนของคนก่อนหน้ากลับขึ้นมา อ่างหินใบเดียวจึงเป็นทั้งวัตถุแห่งศรัทธา หลักฐานของชีวิตชุมชน และจุดนัดพบเงียบ ๆ ของจุลชีพที่ไม่มีใครในสมัยนั้นมองเห็น

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 77 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: rage555
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
3 อำเภอของประเทศไทย ที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัดใหม่หนังที่ทำรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท เรื่องแรกในประวัติศาสตร์โลกเบื้องหลัง "ช่องรูเล็กๆ ตรงกลางแผ่นเก้าอี้พลาสติก" ที่เรานั่งกันอยู่ทุกวัน!เปิด 10 จังหวัดประชากรเพิ่มขึ้น สวนทางภาพรวมเด็กเกิดน้อยขนมเค้กกับขนมไข่ แตกต่างกันอย่างไร?เบื้องหลัง "เส้นขีดสีขาวและสีแดง" ที่สลับกันบนเสาไฟฟ้าแรงสูงหรือปล่องโรงงาน!เบื้องหลัง "เสียงติ๊งต๊องอันเป็นเอกลักษณ์ในลิฟต์" ที่ไม่ได้ใส่ไว้แค่บอกชั้น!5 มหาวิทยาลัยไทยที่อัตราการแข่งขันสูงที่สุด บางสาขาคนสมัครหลายพัน แต่รับเพียงหลักสิบปฏิทินจีน งวด 16 พ.ย. 69 เผยเลขเด่น 426 จัดชุดสลับ 2 ตัว 3 ตัว ครบทุกตำแหน่งทำไมถังแก๊สหุงต้มตามบ้าน ถึงต้องทำ "ฐานขวดให้มีรูเจาะวงกลม" รอบๆ?ภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ทำรายได้รวมมากถึง 200 ล้านบาทเสือตกถัง ชูเลขเด่น 2-3 จัด 10 คู่สองตัว พร้อมกากบาท 4 ทิศ งวด 16 พ.ย. 69
ดู Hot Topic ทั้งหมด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมช้อนส้อมสเตนเลสแท้ ถึงต้องปั๊มตัวเลข "18-10" ไว้ที่ด้ามจับ?เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทยที่ดูสวย หรูเหมือนอยู่ต่างประเทศกินบุฟเฟ่ต์อย่างไรไม่ให้ตัวบวม ? 6 เทคนิคเลือกรับประทาน ลดโซเดียมโดยไม่ต้องอดของอร่อยทำไมฝาแก้วกาแฟกระดาษ takeaway ถึงต้องมี "รูระบายอากาศจิ๋ว" อยู่ตรงข้ามช่องยกดื่ม?
ตั้งกระทู้ใหม่