ฟองมีเทนใต้ตะกอนเกิดขึ้นได้จริง แต่เหตุใดจึงยังอธิบายบั้งไฟพญานาคไม่ได้
ใต้ผิวน้ำที่ดูนิ่ง ชั้นโคลนกำลังผลิตก๊าซอยู่เงียบ ๆ
ภาพฟองก๊าซผุดจากท้องน้ำไม่ใช่เรื่องแต่งครับ ตามพื้นแม่น้ำที่มีเศษใบไม้ ซากสาหร่าย มูลสัตว์ และอินทรียวัตถุทับถม จุลินทรีย์จะค่อย ๆ ย่อยของเหล่านั้น เมื่อออกซิเจนในรูพรุนของตะกอนหมดลง จุลินทรีย์อีกกลุ่มจึงรับช่วงต่อ กระบวนการช่วงลึกสุดบางส่วนสร้างก๊าซมีเทนขึ้นมา ก๊าซชนิดนี้ละลายน้ำได้ไม่มากนัก พอมีเทนสะสมเกินจุดที่น้ำจะรับไว้ มันจึงรวมตัวเป็นฟองตามช่องว่างของเม็ดทรายและโคลน
คำว่าโพรงก๊าซขนาดใหญ่ฟังดูเหมือนมีถ้ำลับอยู่ใต้แม่น้ำ แต่ของจริงมักซับซ้อนกว่านั้น ฟองอาจกระจายเป็นหย่อมเล็ก ๆ ถูกแรงตึงผิวและโครงสร้างตะกอนกักไว้ บางจุดเชื่อมต่อกันเป็นแนว เมื่อระดับน้ำลด กระแสน้ำกดทับเปลี่ยน อุณหภูมิสูงขึ้น หรือพื้นท้องน้ำถูกรบกวน ฟองจึงหลุดออกมาเป็นชุด ปรากฏการณ์ปล่อยก๊าซแบบฟองนี้เกิดในทะเลสาบ หนองบึง ปากแม่น้ำ และแหล่งน้ำตื้นหลายแห่งทั่วโลก
จุดที่เรื่องวิทยาศาสตร์เริ่มแยกจากคำเล่าคือคำว่า ลุกไหม้เอง
มีเทนติดไฟได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าฟองที่โผล่พ้นน้ำจะกลายเป็นลูกไฟทันที ก๊าซต้องผสมกับอากาศในสัดส่วนที่เหมาะ และต้องมีพลังงานจุดติด เช่น เปลวไฟ ประกายไฟ หรือความร้อนสูง เอกสารความปลอดภัยทางเคมีระบุช่วงติดไฟของมีเทนในอากาศราวร้อยละ 5–15 และให้อุณหภูมิจุดติดเองประมาณ 537 องศาเซลเซียส งานทดลองบางชุดพบว่าค่าต่ำสุดที่มีหลักฐานแน่นอาจอยู่ใกล้ 600 องศาเซลเซียส อากาศเหนือแม่น้ำตามปกติห่างจากเงื่อนไขนี้มาก
ประโยคที่ว่า ฟองเสียดสีกับออกซิเจนจนลุกไหม้ จึงไม่ตรงกับกลไกการเผาไหม้ แรงเสียดทานของฟองกับน้ำหรืออากาศไม่ได้สร้างความร้อนระดับหลายร้อยองศา อีกทั้งมีเทนบริสุทธิ์ไม่มีสี เมื่อเผาไหม้อย่างสมบูรณ์เปลวไฟมักออกสีน้ำเงินจาง ไม่ได้มีสีชมพูติดตัวมาตั้งแต่ใต้โคลน สีแดงหรือชมพูของแสงที่เห็นไกล ๆ ยังขึ้นกับชนิดเชื้อเพลิง สิ่งเจือปน กล้อง สภาพอากาศ และระยะทาง จึงเอาสีเพียงอย่างเดียวมายืนยันว่าคือมีเทนไม่ได้
ระหว่างทางขึ้นสู่ผิวน้ำ ฟองก๊าซก็ไม่ได้รักษารูปร่างและปริมาณเดิมทั้งหมด บางส่วนละลายในน้ำ บางส่วนถูกจุลินทรีย์ที่ใช้มีเทนเป็นอาหารเปลี่ยนรูปก่อนถึงผิวน้ำ ฟองจากบริเวณตื้นมีโอกาสรอดถึงอากาศมากกว่าฟองจากน้ำลึก กระแสน้ำ ความลึก ขนาดฟอง และเวลาที่ลอยขึ้นล้วนเปลี่ยนผลลัพธ์ นี่คือเหตุผลที่การพบมีเทนในตะกอนยังไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าลูกไฟเหนือแม่น้ำเกิดจากมีเทน
ถ้าจะพิสูจน์ ต้องจับหลักฐานให้ได้ตั้งแต่โคลนถึงท้องฟ้า
• เก็บก๊าซจากจุดที่ฟองผุด แล้ววิเคราะห์ว่ามีมีเทนมากเพียงใด มีฟอสฟีนหรือสารอื่นจริงหรือไม่
• ตรวจไอโซโทปเพื่อแยกก๊าซจากจุลินทรีย์ออกจากแหล่งธรณีวิทยา
• ใช้โซนาร์และกล้องใต้น้ำติดตามเส้นทางฟอง พร้อมบันทึกระดับน้ำ อุณหภูมิ และความดัน
• ตั้งกล้องหลายมุมที่ซิงก์เวลาเดียวกัน เพื่อตรวจตำแหน่ง ความสูง ความเร็ว และต้นทางของแสง
จนกว่าจะมีข้อมูลครบสายเช่นนี้ ข้อสรุปที่ซื่อตรงที่สุดคือ ใต้แม่น้ำโขงอาจมีกระบวนการสร้างและปล่อยมีเทนตามธรรมชาติได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าฟองเหล่านั้นจุดไฟตัวเองแล้วพุ่งขึ้นเป็นบั้งไฟพญานาค ทฤษฎีมีเทนตอบคำถามเรื่องฟองใต้ตะกอนได้ดี ทว่ายังติดช่องว่างสำคัญตรงแหล่งจุดติด รูปแบบการเคลื่อนที่ สีของแสง และการเกิดตามช่วงเวลาที่ผู้คนรายงาน
ความเชื่อยังมีพื้นที่ของความศรัทธา ส่วนวิทยาศาสตร์ต้องยอมรับคำว่า ยังพิสูจน์ไม่ได้ เมื่อหลักฐานยังไม่ครบ
การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันไม่ได้ลดคุณค่าประเพณี กลับช่วยให้การสนทนาตรงไปตรงมาขึ้น เราชื่นชมเรื่องเล่าริมโขงได้ พร้อมกับตรวจสอบกลไกธรรมชาติอย่างระมัดระวัง และไม่ควรทดลองจุดไฟเหนือจุดที่มีก๊าซผุด เพราะมีเทนที่สะสมในพื้นที่อับอากาศยังเป็นเชื้อเพลิงไวไฟและอาจทำให้ออกซิเจนลดลงได้
AI วิเคราะห์สถิติ 20 ปีหวยงวด 16 ส.ค.69 ให้เลขท้าย 2 ตัวเน้นๆ!
ยางรถหมดอายุ ดูจากตรงไหนโดยไม่ต้องถามคนขาย
พาไปดูเรื่องจริงเบื้องหลัง 'ต้มยำกุ้งใส่ทองคำ' เมนูหรูที่มีอยู่จริง
5 เมืองโบราณน่าเที่ยว
ประเทศที่กินไก่จากไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
ทำไมทองคำถึงไม่เป็นสนิม แม้ผ่านไปนานนับพันปี?
5 ประเทศ ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุด
คัดแล้ว 5 เลขเด่น หวยลาววันพุธ
คลิปปาไข่–สาดน้ำบนพรมแดงกลับมาไวรัล แต่ไม่ใช่เหตุทำร้าย
จากเงินราว 1,000 บาท สู่ FUBU แบรนด์แฟชั่นที่วัยรุ่นทั่วโลกรู้จัก
6 ห้างดังในความทรงจำเด็กยุค 90 กรุงเทพฯ–ปริมณฑล
กว่าจะเป็นฝักวานิลลาหอม ๆ ทำไมต้องผสมเกสรและบ่มนานหลายเดือน
ผู้ป่วยหันกลับมาทำร้าย พยาบาลใช้จิวยิตสูหยุดเหตุในไม่กี่อึดใจ
ทำไมทองคำถึงไม่เป็นสนิม แม้ผ่านไปนานนับพันปี?
5 เมืองโบราณน่าเที่ยว
