หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ประเทศที่ยุบกองทัพไปกว่า 75 ปี แล้วพวกเขาปกป้องประเทศกันอย่างไร?

เขียนโดย thoughtloop

วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ผู้คนจำนวนมากยืนล้อมอาคารหลังหนึ่งในกรุงซันโฮเซ เมืองหลวงของประเทศเล็ก ๆ ในอเมริกากลาง

อาคารแห่งนั้นไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาล

ไม่ใช่รัฐสภา

แต่เป็นค่ายทหาร

ชายผู้หนึ่งเดินถือค้อนเข้าไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะยกมันขึ้นแล้วฟาดลงบนกำแพงค่ายต่อหน้าผู้คน

เสียงค้อนกระทบกำแพงดังเพียงไม่กี่ครั้ง

แต่เสียงนั้นกลับดังก้องไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด

เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงการทุบกำแพงอิฐ

หากเป็นการประกาศต่อประเทศและต่อโลกว่า

"จากวันนี้ไป คอสตาริกาจะไม่มีกองทัพประจำการอีกต่อไป"

หลายคนคิดว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือการพนันที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ประเทศที่ไม่มีทหารจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร

หากประเทศเพื่อนบ้านบุกเข้ามา ใครจะเป็นคนถือปืนออกไปปกป้องประชาชน

หากเกิดสงครามขึ้นจริง จะเอาอะไรไปต่อสู้กับรถถัง เครื่องบินรบ หรือกองกำลังนับหมื่นนาย

คำถามเหล่านี้ยังถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงปัจจุบัน

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เวลาผ่านมากว่า 75 ปี

คอสตาริกาไม่ได้กลับมาจัดตั้งกองทัพอีก

ตรงกันข้าม ประเทศแห่งนี้กลับได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองสูงที่สุดในภูมิภาคอเมริกากลาง และมักได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่สงบที่สุดของทวีปอเมริกา

แล้วประเทศที่ไม่มีทหารประจำการ ใช้วิธีใดในการปกป้องตัวเอง

คำตอบเริ่มต้นจากสงครามที่กินเวลาเพียง 44 วัน


สงครามที่เปลี่ยนอนาคตของประเทศ

แม้ปัจจุบันคอสตาริกาจะถูกจดจำในฐานะประเทศสีเขียว เต็มไปด้วยป่าฝน ภูเขาไฟ และสัตว์ป่านานาชนิด แต่เมื่อเกือบแปดสิบปีก่อน ประเทศนี้ไม่ได้สงบอย่างที่เห็น

ปี ค.ศ. 1948 การเลือกตั้งประธานาธิบดีเกิดข้อพิพาทอย่างรุนแรง เมื่อผลการเลือกตั้งถูกยกเลิกโดยรัฐสภา ฝ่ายที่เชื่อว่าการเลือกตั้งไม่เป็นธรรมจึงลุกขึ้นจับอาวุธ

สงครามกลางเมืองปะทุขึ้นทันที

แม้จะกินเวลาเพียงประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง แต่มีผู้เสียชีวิตราว 2,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียงไม่กี่ล้านคนในเวลานั้น

เมื่อเสียงปืนเงียบลง ผู้ชนะสงครามคือ โฆเซ ฟิเกเรส เฟร์เรร์ (José Figueres Ferrer)

แทนที่จะเฉลิมฉลองชัยชนะด้วยการขยายกองทัพ เขากลับมองเห็นอีกปัญหาหนึ่ง

ในประวัติศาสตร์ของหลายประเทศในลาตินอเมริกา กองทัพมักมีบทบาททางการเมือง และหลายครั้งก็กลายเป็นผู้ก่อรัฐประหารเสียเอง

ฟิเกเรสเชื่อว่า หากปล่อยให้กองทัพมีอำนาจทางการเมืองต่อไป วันหนึ่งประเทศอาจกลับเข้าสู่วงจรเดิม

เขาจึงเลือกแนวทางที่แทบไม่มีใครกล้าทำ

ยุบกองทัพเสียตั้งแต่ต้น

ปี ค.ศ. 1949 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของคอสตาริกาจึงบัญญัติไว้ชัดเจนว่า

ประเทศจะไม่มีกองทัพประจำการในยามปกติ

นี่ไม่ใช่เพียงนโยบายของรัฐบาลชุดหนึ่ง

แต่มันถูกยกระดับให้เป็นหลักการของประเทศ

และยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้


ไม่มีทหาร...แต่ไม่ได้ไร้การป้องกัน

เมื่อพูดถึงคำว่า "ยุบกองทัพ"

หลายคนมักจินตนาการว่า ประเทศนี้คงไม่มีปืน ไม่มีเครื่องแบบ และไม่มีใครคอยเฝ้าชายแดน

แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

คอสตาริกาไม่มี กองทัพประจำการ (Standing Army)

แต่ยังคงมี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ที่ดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงหลายประเภท

ไม่ว่าจะเป็น

หน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้คือการดูแลความสงบภายในประเทศ ป้องกันอาชญากรรม ควบคุมชายแดน และรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง

คอสตาริกาไม่ได้เลือก "ไม่มีใครป้องกันประเทศ"

แต่เลือกเปลี่ยนจาก กองทัพ ไปสู่ ระบบความมั่นคงที่ขับเคลื่อนโดยหน่วยงานพลเรือน

การตัดสินใจนี้ทำให้ประเทศสามารถลดบทบาทของกำลังทหารในการเมือง และหันไปลงทุนกับความมั่นคงในอีกความหมายหนึ่ง

คำถามคือ...

เมื่อไม่มีงบประมาณมหาศาลสำหรับซื้อรถถัง เครื่องบินรบ หรือเรือรบ

เงินจำนวนมหาศาลนั้นหายไปไหน

และมันเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ได้อย่างไร

เงินที่เคยใช้ซื้ออาวุธ ถูกเปลี่ยนเป็นการลงทุนกับ "คน"

การยุบกองทัพไม่ได้ทำให้คอสตาริกากลายเป็นประเทศร่ำรวยในชั่วข้ามคืน

และก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐมีเงินเหลือมหาศาลจนใช้ไม่หมด

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ลำดับความสำคัญของงบประมาณ

ในหลายประเทศ งบประมาณด้านกลาโหมมักเป็นหนึ่งในงบก้อนใหญ่ของรัฐ เพราะต้องครอบคลุมทั้งเงินเดือนกำลังพล การฝึก การบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ การจัดซื้ออาวุธ และการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร

เมื่อคอสตาริกาไม่มีภาระเหล่านี้ รัฐบาลจึงสามารถนำทรัพยากรไปลงทุนในด้านอื่นได้มากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ การศึกษา

รัฐบาลทยอยเพิ่มงบประมาณให้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และโครงการพัฒนาครู โดยมีแนวคิดว่า ประเทศเล็กที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล จำเป็นต้องสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์" ให้แข็งแกร่งที่สุด

การลงทุนระยะยาวนี้ทำให้อัตราการรู้หนังสือของคอสตาริกาอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน และระบบการศึกษากลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

อีกด้านหนึ่งคือ สาธารณสุข

คอสตาริกาพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพกระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่งผลให้อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศ

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนชี้ว่า การลงทุนในคน ไม่ได้ให้ผลตอบแทนทันทีเหมือนการสร้างถนนหรืออาคาร แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ผลลัพธ์จะสะท้อนผ่านคุณภาพแรงงาน สุขภาพของประชาชน และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการส่วนใหญ่ก็ย้ำว่า ความสำเร็จของคอสตาริกาไม่ได้เกิดจากการยุบกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากนโยบายหลายด้านที่ทำงานร่วมกัน ทั้งการเมืองที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ การลงทุนต่อเนื่อง และการบริหารภาครัฐ

ประเทศสีเขียวที่เลือกลงทุนกับธรรมชาติ

หากมองภาพถ่ายดาวเทียมของคอสตาริกา สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือพื้นที่สีเขียวอันกว้างใหญ่

ทั้งที่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ประเทศเคยสูญเสียพื้นที่ป่าไปมากจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรม

รัฐบาลจึงเริ่มเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่

แทนที่จะมองป่าเป็นพื้นที่รอการพัฒนา พวกเขาเริ่มมองว่าป่าคือ "ทรัพย์สิน" ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

คอสตาริกาประกาศตั้งอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองจำนวนมาก พร้อมออกมาตรการจูงใจให้เจ้าของที่ดินรักษาป่าไว้ เช่น โครงการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับบริการทางระบบนิเวศ (Payment for Environmental Services)

ผลลัพธ์คือ พื้นที่ป่าของประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมา

ทุกวันนี้ พื้นที่คุ้มครองคิดเป็นสัดส่วนสูงของพื้นที่ประเทศ และคอสตาริกากลายเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสป่าฝน สัตว์ป่า และภูเขาไฟ

การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสร้างรายได้มหาศาล และกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ

หลายคนจึงมองว่า การลงทุนในธรรมชาติไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนอีกด้วย

แล้วถ้ามีประเทศอื่นบุกจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

นี่คือคำถามที่ถูกถามมากที่สุดทุกครั้งที่พูดถึงคอสตาริกา

คำตอบสั้น ๆ คือ

คอสตาริกาไม่ได้เชื่อว่าจะไม่มีภัยคุกคาม

แต่เชื่อว่า ความมั่นคงของประเทศไม่ได้พึ่งอาวุธเพียงอย่างเดียว

ประเทศใช้การทูตเป็นแนวทางหลักในการแก้ไขข้อพิพาท และเข้าร่วมองค์กรระหว่างประเทศอย่างแข็งขัน เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ถูกจัดการผ่านกลไกระหว่างประเทศมากกว่าการใช้กำลัง

ในด้านความมั่นคง คอสตาริกายังทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะในการต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาคอเมริกากลาง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คอสตาริกาไม่ได้มี "เกราะวิเศษ" ที่ทำให้ปลอดภัยจากทุกความเสี่ยง

ประเทศยังคงเผชิญปัญหาการค้ายาเสพติด การลักลอบขนสินค้า และอาชญากรรมในบางพื้นที่เช่นเดียวกับประเทศอื่น

การไม่มีกองทัพไม่ได้ทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไป

แต่ทำให้รัฐบาลต้องพัฒนาศักยภาพของตำรวจ หน่วยข่าวกรอง และความร่วมมือระหว่างประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น

ประเทศอื่นทำตามได้หรือไม่?

เมื่อเรื่องราวของคอสตาริกาได้รับความสนใจ หลายคนมักถามว่า

"ถ้าดีขนาดนี้ ทำไมทุกประเทศไม่ยุบกองทัพตาม"

คำตอบของนักรัฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ

เพราะบริบทของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

คอสตาริกามีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก ไม่มีข้อพิพาทด้านพรมแดนรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน และมีประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่แตกต่างจากหลายประเทศ

ในทางกลับกัน ประเทศที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง หรือมีภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องรักษากองทัพไว้เพื่อการป้องปรามและการป้องกันประเทศ

ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการจึงมักยกคอสตาริกาเป็น "กรณีศึกษา" มากกว่า "ต้นแบบที่ทุกประเทศต้องทำตาม"

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การถามว่า "ควรมีกองทัพหรือไม่"

แต่คือการตั้งคำถามว่า ประเทศหนึ่งควรจัดสมดุลระหว่างความมั่นคง การพัฒนาประชาชน และการใช้ทรัพยากรอย่างไร

ประเทศเล็ก ๆ ที่ทำให้โลกต้องหันกลับมาตั้งคำถาม

ทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ งบประมาณด้านกลาโหมมักกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงเสมอ

หลายประเทศแข่งขันกันพัฒนาเครื่องบินรบรุ่นใหม่

ลงทุนในเรือดำน้ำ

พัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธ

หรือเพิ่มกำลังพลให้มากขึ้น

เหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก

เพราะในโลกที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การมีศักยภาพในการป้องกันประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง คอสตาริกากลับเลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่าง

ประเทศไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่า "กองทัพไม่จำเป็น"

แต่กำลังพิสูจน์ว่า ความมั่นคงของชาติไม่ได้มีเพียงมิติเดียว

นอกจากอาวุธแล้ว ยังมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ความมั่นคงทางอาหาร

ความมั่นคงด้านสาธารณสุข

คุณภาพการศึกษา

ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันของรัฐ

และความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งเหล่านี้อาจมองไม่เห็นเหมือนรถถังหรือเครื่องบินรบ แต่กลับเป็นรากฐานที่ช่วยให้ประเทศยืนหยัดได้ในระยะยาว

ความสงบ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า คอสตาริกาโชคดีที่ไม่มีใครอยากรุกราน

แต่ในความเป็นจริง ประเทศต้องทำงานหนักเพื่อรักษาความสงบนี้ไว้

คอสตาริกาเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง และมักใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขข้อพิพาท แทนการใช้กำลังทหาร

ประเทศยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในงานด้านข่าวกรอง การรักษาความปลอดภัยชายแดน การลาดตระเวนทางทะเล และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรับมือกับการค้ายาเสพติด การลักลอบขนอาวุธ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภูมิภาคอเมริกากลาง

กล่าวอีกอย่างคือ แม้จะไม่มีกองทัพประจำการ แต่ก็ไม่ได้ละเลยเรื่องความมั่นคง

เพียงแต่เลือกใช้เครื่องมือที่แตกต่างออกไป

สิ่งที่โลกเรียนรู้จากคอสตาริกา

ทุกวันนี้ นักศึกษาด้านรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนโยบายสาธารณะจากหลายประเทศ มักศึกษาคอสตาริกาในฐานะกรณีตัวอย่างของประเทศที่เลือกเส้นทางไม่เหมือนใคร

ไม่ใช่เพราะทุกประเทศควรยุบกองทัพ

แต่เพราะคอสตาริกาแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจด้านนโยบายครั้งหนึ่ง สามารถส่งผลต่อทิศทางของประเทศได้นานหลายชั่วอายุคน

หากวันนั้น หลังสงครามกลางเมือง รัฐบาลเลือกเพิ่มกำลังทหารแทนการยุบกองทัพ

คอสตาริกาในวันนี้อาจมีหน้าตาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ไม่มีใครรู้ว่าทางเลือกนั้นจะดีกว่าหรือแย่กว่า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ประเทศนี้ได้สร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นบนเวทีโลก ด้วยการเลือกลงทุนในคน การศึกษา สาธารณสุข และธรรมชาติ ควบคู่กับการสร้างระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ

ไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกประเทศ

แม้เรื่องราวของคอสตาริกาจะสร้างแรงบันดาลใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า โมเดลนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับทุกประเทศได้

แต่ละประเทศมีภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และระดับภัยคุกคามที่แตกต่างกัน

ประเทศที่มีข้อพิพาทเรื่องดินแดน มีความตึงเครียดตามแนวชายแดน หรืออยู่ในภูมิภาคที่เกิดสงครามบ่อยครั้ง ย่อมมีโจทย์ด้านความมั่นคงไม่เหมือนคอสตาริกา

ด้วยเหตุนี้ การมีหรือไม่มีกองทัพจึงไม่ใช่คำตอบที่ใช้ได้กับทุกแห่ง

สิ่งสำคัญกว่าคือ การใช้ทรัพยากรของประเทศให้เหมาะสมกับบริบท และสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เสียงค้อนที่ยังดังก้องมาถึงปัจจุบัน

ย้อนกลับไปยังวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1948

เสียงค้อนที่กระแทกกำแพงค่ายทหารในวันนั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก

มันไม่ใช่เพียงการรื้ออาคารหลังหนึ่ง

แต่เป็นการประกาศว่า ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้กำลังเลือกอนาคตอีกแบบหนึ่ง

กว่าเจ็ดทศวรรษผ่านไป คอสตาริกายังคงไม่มี กองทัพประจำการ แต่ยังคงมีตำรวจ หน่วยยามฝั่ง หน่วยพิทักษ์ชายแดน และกลไกด้านความมั่นคงที่ทำงานควบคู่กับการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เรื่องราวของคอสตาริกาไม่ได้พิสูจน์ว่า "กองทัพไม่สำคัญ"

แต่พิสูจน์ว่า ความมั่นคงของประเทศอาจมีได้หลายรูปแบบ

บางประเทศเลือกสร้างความมั่นคงด้วยกำลังรบ

บางประเทศเลือกสร้างความมั่นคงด้วยการลงทุนในประชาชน

และคอสตาริกาคือหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้โลกตั้งคำถามว่า...

บางครั้ง สิ่งที่ปกป้องประเทศได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่อาวุธที่ทรงพลังที่สุด แต่อาจเป็นสังคมที่ประชาชนได้รับการศึกษา มีสุขภาพที่ดี มีสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง และมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ ยังคงถูกกล่าวถึงอยู่เสมอ เมื่อโลกพูดถึง "เส้นทางที่แตกต่าง" ในการสร้างความมั่นคงของชาติ และเป็นบทเรียนสำคัญว่า บางครั้งการตัดสินใจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไปอีกหลายชั่วอายุคน

เนื้อหาโดย: thoughtloop / AI
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 28 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 ประเทศ ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดสาวไปวิ่งในสวน เจอ 2 หนุ่มเข้าประชิด ก่อนถูกฉุดลากเข้าห้องน้ำโชคดีตำรวจผ่านมาเจอทัน7 ของเล่นในตำนานของเด็กไทย ที่เห็นเมื่อไรก็ทำให้คิดถึงวันวานล็อตเตอรี่ 1 ใบ สามารถถูกได้สูงสุดถึง 3 รางวัลพร้อมกัน ในงวดเดียวกันจากกาแฟชะมดถึงชิชา 5 ของกินที่มีที่มาแปลกกว่าที่คิดYouTuber บุคคลที่มีรายได้สูงที่สุดในประเทศไทยเมื่อความอยากสวยพาไปไกล เปิด 4 วิธีบำรุงผิวที่ชวนขนลุกประเทศที่คนชอบมาเที่ยวไทยที่สุด มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยมากที่สุดเลขเด็ด "ปฏิทินท้าวเวสสุวรรณโณ" งวด 16 ส.ค. 69 รวมเลขเด่น 2 ตัว 3 ตัวข้าวหอมมะลิของไทย ประเทศไหนซื้อไปบริโภคมากที่สุดในโลกดื่มน้ำมาก กระทะเทฟลอน ลูกเหม็น—5 เรื่องธรรมดาที่ต้องใช้ให้ถูก5 สัญญาณที่หลายคนเชื่อว่า "ดวงกำลังจะเปลี่ยน" คุณเคยเจอบ้างไหม?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
จำเธอได้ไหม? “เด็กหญิงที่สวยที่สุดในโลก” โตเป็นสาววัย 20 แล้ว สวยเหมือนเดิม แต่ชีวิตไม่ง่ายอย่างที่คิด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เครดิตบูโรไม่ใช่ "แบล็กลิสต์" เรื่องจริงที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอดเบื้องหลังธุรกิจน้ำแข็ง ของจำเป็นที่อยู่เบื้องหลังร้านอาหารแทบทุกแห่งทำไมถนนในญี่ปุ่นหลายสายไม่มีชื่อ แล้วบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายถูกได้อย่างไร?หมู่บ้านที่คุยกันด้วยเสียงนกหวีด เรื่องจริงของภาษาที่ได้ยินไกลหลายกิโลเมตร
ตั้งกระทู้ใหม่