จุดเริ่มต้นของกลิ่นตัว ไม่ได้อยู่ที่เหงื่อ แต่อยู่ที่แบคทีเรีย
เหงื่อที่เพิ่งซึมออกจากผิวใหม่ ๆ แทบไม่มีกลิ่นเลย แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง กลับกลายเป็นกลิ่นที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คำถามคือ ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเหงื่อของเรา
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเหงื่อโดยตรง แต่อยู่ที่ แบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเราตามธรรมชาติ ร่างกายมีต่อมเหงื่อหลายชนิด โดยเฉพาะ ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine Gland) ที่กระจุกตัวอยู่บริเวณรักแร้และขาหนีบ ต่อมชนิดนี้ผลิตเหงื่อที่มีโปรตีนและไขมันปะปนอยู่ ต่างจากเหงื่อทั่วตัวที่ส่วนใหญ่เป็นแค่น้ำและเกลือแร่
เมื่อเหงื่อจากต่อมอะโพไครน์สัมผัสอากาศ แบคทีเรียบนผิวจะเริ่มย่อยสลายโปรตีนและไขมันเหล่านั้น กระบวนการย่อยนี้เองที่ปล่อยสารประกอบมีกลิ่นออกมา พูดง่าย ๆ คือ เหงื่อไม่เหม็น แบคทีเรียที่กินเหงื่อต่างหากที่เป็นตัวสร้างกลิ่น
ทำไมกลิ่นตัวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ลองสังเกตดูว่าเสื้อผ้าตัวเดียวกัน คนละคนใส่ กลับมีกลิ่นเหงื่อไม่เหมือนกันเลย นั่นเพราะกลิ่นตัวถูกกำหนดจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งพันธุกรรม ฮอร์โมน อาหารที่กิน ยาที่ใช้ สุขภาพร่างกาย และที่สำคัญคือชนิดของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวของแต่ละคน ซึ่งไม่มีใครมีชุดแบคทีเรียเหมือนกันเป๊ะแม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน
ทำไมบางคนมีกลิ่นตัวน้อยกว่าคนอื่นโดยธรรมชาติ
งานวิจัยด้านพันธุกรรมพบข้อมูลที่น่าสนใจคือ คนเอเชียตะวันออกจำนวนมากมียีนที่ทำให้ต่อมอะโพไครน์ทำงานน้อยกว่ากลุ่มประชากรยุโรปและแอฟริกาบางกลุ่ม ผลคือมีแนวโน้มมีกลิ่นตัวน้อยกว่าโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะดูแลตัวเองดีกว่า แต่เป็นความแตกต่างทางชีววิทยาที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
กลิ่นตัวจึงไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกาย แต่เป็นผลพวงจากวิวัฒนาการที่มนุษย์มีมานับแสนปี ในอดีตมันอาจเคยทำหน้าที่สื่อสารเรื่องสุขภาพและความแข็งแรงระหว่างกันโดยที่เราไม่รู้ตัว
สรุปแล้วเราควบคุมมันได้แค่ไหน
ในยุคที่ผู้คนอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าอดีตมาก การอาบน้ำ ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และดูแลสุขอนามัยผิวหนังให้แบคทีเรียสะสมน้อยลง จึงเป็นวิธีจัดการกลิ่นตัวที่ตรงจุดที่สุด เพราะสิ่งที่เราควบคุมได้จริงคือแบคทีเรียบนผิว ไม่ใช่ตัวเหงื่อเอง
ครั้งต่อไปที่ได้กลิ่นตัวหลังออกกำลังกาย จะได้รู้ว่าไม่ใช่เหงื่อที่เหม็น แต่เป็นกองทัพแบคทีเรียตัวจิ๋วที่กำลังทำงานอยู่บนผิวของเรานั่นเอง เพื่อนๆ มีวิธีจัดการกลิ่นตัวแบบไหนที่ได้ผลดีที่สุด มาแชร์กันได้เลย
แหล่งที่มา:
- American Academy of Dermatology (AAD)
- Cleveland Clinic
- National Institutes of Health (NIH)
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 900+ บทความ | 500+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
ล็อตเตอรี่ 1 ใบ สามารถถูกได้สูงสุดถึง 3 รางวัลพร้อมกัน ในงวดเดียวกัน
เมื่อยา "ลดน้ำหนัก" กลายเป็นต้นเหตุ... เทรนด์เสริมความงามสุดช็อก เมื่อคนรวยเลือกฉีด "ไขมันจากศพ" เพื่อกู้ร่างพัง!
แผนลวงโลกข้ามศตวรรษ! หนุ่มเมาแล้วขับหัวใส จัด "งานศพตัวเอง" ตบตาตำรวจเพื่อหนีคุกรอบที่ 3 สุดท้ายไม่รอดเพราะความโป๊ะแตกของครอบครัว
นักวิทยาศาสตร์ได้ยินเสียงกรีดร้องใต้โลกจริงหรือ? เปิดที่มาตำนาน “เสียงจากนรก”
ชาร์จมือถือทิ้งไว้ทั้งคืน ทำให้แบตเสื่อมเร็วจริงไหม หรือเป็นความเชื่อที่ยังเข้าใจกันผิด
เปิด 3 หลักฐาน: ทำไมวัตถุลึกลับ 'Oumuamua' ถึงอาจเป็นเทคโนโลยีของต่างดาว?
4 คณะหมอลำระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มี ค่าจ้างแพงที่สุด
มหัศจรรย์แห่ง ทะเลสาบกลางขุนเขาไทย ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องอยากมา
เรากำลังกินพลาสติกสัปดาห์ละ 1 บัตรเครดิตจริงหรือ? ความจริงของไมโครพลาสติกที่ซ่อนอยู่ในทุกมื้ออาหาร
น้ำยาหล่อเย็นรถยนต์มีหลายสี สีไหนดีกว่ากัน แล้วสีบอกอะไรได้บ้าง?
ส่องมูลค่าทรัพย์สินของ "ลิซ่า" เน็ตไอดอลระดับโลก
ทำไมครูลักเซมเบิร์กจึงมีค่าตอบแทนสูงติดอันดับ OECD
มดนักพลีชีพ! สายพันธุ์ที่เลือก 'ระเบิดตัวเอง' เพื่อแลกกับการปกป้องรังจนวินาทีสุดท้าย
8 อำเภอในไทยที่พบงูกะปะได้บ่อยพื้นที่ป่า สวนยาง และสวนผลไม้ ต้องระมัดระวัง
หวยออก “69” แบบไม่มีใครตั้งตัว! ย้อนดูเลขที่ซ่อนอยู่ในข่าวก่อนวันหวยออกแถมเคยออกตรงวันที่ 1 สิงหาคมมาแล้ว
แผนลวงโลกข้ามศตวรรษ! หนุ่มเมาแล้วขับหัวใส จัด "งานศพตัวเอง" ตบตาตำรวจเพื่อหนีคุกรอบที่ 3 สุดท้ายไม่รอดเพราะความโป๊ะแตกของครอบครัว
เมื่อยา "ลดน้ำหนัก" กลายเป็นต้นเหตุ... เทรนด์เสริมความงามสุดช็อก เมื่อคนรวยเลือกฉีด "ไขมันจากศพ" เพื่อกู้ร่างพัง!





