“โมง ทุ่ม ตี” จากเสียงฆ้องและกลองโบราณ สู่คำพูดติดปากบอกเวลาในชีวิตประจำวัน
โมง ทุ่ม ตี — คำที่คุณพูดทุกวัน แท้จริงคือเสียงฆ้องกับกลองที่หายไป
คำบอกเวลาที่เอ่ยปากพูดกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น "โมง", "ทุ่ม" หรือ "ตี" เป็นกฎลับทางภาษาที่คนไทยทุกคนใช้ตรงกันโดยแทบไม่ต้องท่องจำ แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมยามกลางวันถึงเรียกว่า "โมง" พอฟ้ามืดกลับเปลี่ยนเป็น "ทุ่ม" และเมื่อเข้าสู่ยามดึกดื่นดันกลายเป็นคำว่า "ตี" ทั้งที่เป็นการนับชั่วโมงเหมือนกัน แท้จริงแล้วคำศัพท์เหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงคำบอกเวลาธรรมดา แต่คือร่องรอยของเสียงเครื่องดนตรีและกริยาการเคาะสัญญาณบอกเวลาของคนโบราณที่ฝังอยู่ในภาษาพูดจนถึงปัจจุบัน
“โมง” เสียงฆ้องกังวาลยามกลางวัน
ในยุคสมัยที่ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือหรือหน้าจอมือถือ การบอกเวลาให้คนทั้งเมืองรับรู้พร้อมกันต้องอาศัยเสียงที่ส่งไปได้ไกลที่สุด ในเวลากลางวัน เจ้าหน้าที่จะใช้ "ฆ้อง" ใบใหญ่เป็นเครื่องมือหลัก เมื่อเคาะตีหนึ่งครั้ง เสียงอันกังวาลจะแผ่ก้องออกไปเป็นเสียง "โมง...มง...โมง" การตีฆ้อง 3 ครั้งจึงหมายถึงเวลา 3 โมง และคำว่า "ชั่วโมง" ในภาษาไทย ก็มีที่มาจากช่วงระยะเวลาตั้งแต่เสียงฆ้องครั้งหนึ่งไปจนถึงเสียงฆ้องในครั้งถัดไปนั่นเอง
“ทุ่ม” เสียงกลองทุ้มหนักยามค่ำคืน
เมื่อพระอาทิตย์ตกดินและเข้าสู่ยามค่ำคืน สภาพอากาศจะเงียบสงบขึ้น การบอกเวลาจึงเปลี่ยนจากการตีฆ้องมาเป็นการตี "กลอง" ใบใหญ่ เสียงไม้กระทบหนังกลองสุ่มทุ้มหนักแน่นจะเดินทางได้ไกลในความเงียบยามดึก เมื่อเคาะกลอง 1 ครั้ง ยาม 19:00 น. จึงเรียกว่า "1 ทุ่ม" เคาะ 2 ครั้ง เรียกว่า "2 ทุ่ม" การใช้เสียงฆ้องกับเสียงกลองที่โทนเสียงต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้คนในอดีตแยกแยะได้ทันทีว่าช่วงเวลาดังกล่าวคือกลางวันหรือกลางคืนโดยไม่ต้องสับสน
“ตี” กริยาเคาะบอกเวลาดึกดื่น
สำหรับคำบอกเวลาช่วงดึกอย่าง ตี 1, ตี 2 หรือ ตี 3 นั้น คำว่า "ตี" ไม่ใช่เสียงของเครื่องดนตรี แต่เป็นคำกริยาตรงตัวที่หมายถึงการลงมือ "ตี" เครื่องบอกเวลาตามจำนวนครั้ง ซึ่งเป็นการนับนับจำนวนรอบเคาะอย่างเรียบง่ายในยามดึกสงัด
ภูมิปัญญาคนเฝ้ายามและนาฬิกากะลา
นอกจากนี้ ภาษาไทยยังมีคำบอกเวลาอย่าง "ย่ำรุ่ง" และ "ย่ำค่ำ" ซึ่งมาจากกริยาการตีระฆังหรือกลองรัวถี่ๆ เพื่อประกาศสัญญาณใหญ่ว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นหรือกำลังจะจบลง
ส่วนคำว่า "ยาม" มาจากเวรเฝ้าเมืองที่แบ่งเวลากลางคืนออกเป็นช่วงๆ ละ 3 ชั่วโมง เครื่องมือจับเวลาของคนโบราณจะใช้กะลามะพร้าวเจาะรูลอยไว้ในภาชนะใส่น้ำ เมื่อน้ำค่อยๆ ซึมจนกะลาจมก้น ก็นับเป็น 1 ช่วงเวลา แล้วจึงตีสัญญาณบอกคนทั้งเมือง
ความเชื่อมโยงนี้ยังสะท้อนผ่านรากศัพท์ภาษาบาลี-สันสกฤตของคำว่า "นาฬิกา" ที่มีความหมายเกี่ยวโยงกับลูกมะพร้าวเช่นเดียวกัน ในอดีตใจกลางกรุงเทพฯ จึงมีการสร้าง "หอกลอง" เพื่อทำหน้าที่บอกเวลา เตือนภัยไฟไหม้ และเตือนภัยสงครามไปพร้อมกัน
แม้ในปัจจุบันหอกลองโบราณจะถูกรื้อถอน และอาชีพคนตีบอกเวลาจะเลือนหายไปตามกาลเวลาจนเราเปลี่ยนมามองดูเวลาผ่านหน้าจอเงียบๆ แต่ระบบการบอกเวลาด้วยเสียงของไทยไม่ได้สูญหายไปไหน เพียงแค่ย้ายมาอยู่ในภาษาพูดของทุกคน ทุกครั้งที่เอ่ยคำว่า โมง, ทุ่ม หรือ ตี เท่ากับว่าเรากำลังปลุกเสียงฆ้องและเสียงกลองโบราณให้กลับมาส่งเสียงกังวาลอีกครั้งในชีวิตประจำวัน
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
ล็อตเตอรี่ 1 ใบ สามารถถูกได้สูงสุดถึง 3 รางวัลพร้อมกัน ในงวดเดียวกัน
มหัศจรรย์แห่ง ทะเลสาบกลางขุนเขาไทย ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องอยากมา
ทำไมสุนัขถึงดมหาเจ้าของเจอ? เพราะมนุษย์ทุกคนมี “ลายเซ็นของกลิ่นกาย” ที่ไม่เหมือนใคร
4 คณะหมอลำระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มี ค่าจ้างแพงที่สุด
เคยสังเกตไหม? ทำไมกาสิโนแทบทุกแห่งถึงไม่มีนาฬิกาและไม่มีหน้าต่าง คำตอบคือทำให้คุณลืมเวลา
ส่องมูลค่าทรัพย์สินของ "ลิซ่า" เน็ตไอดอลระดับโลก
เรากำลังกินพลาสติกสัปดาห์ละ 1 บัตรเครดิตจริงหรือ? ความจริงของไมโครพลาสติกที่ซ่อนอยู่ในทุกมื้ออาหาร
ถ้าได้คุยกันบนดาวอังคาร เสียงที่ได้ยินอาจเพี้ยนเหมือนเทปยืด จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ไม่ถึง 30 สาขา
เรื่องเล่าที่คนแชร์กันไม่หยุด! ชาร์ลี แชปลิน เคยลงประกวดคนหน้าเหมือนตัวเองแล้วแพ้จริงหรือ?
ชาร์จมือถือทิ้งไว้ทั้งคืน ทำให้แบตเสื่อมเร็วจริงไหม หรือเป็นความเชื่อที่ยังเข้าใจกันผิด
ติ่งสีชมพูเล็กๆ ที่หัวตา ไม่ได้มีไว้เฉยๆ แต่มันคือร่องรอยจากเปลือกตาชั้นที่ 3 ของบรรพบุรุษเรา
บั้งไฟพญานาค เกิดจากอะไรกันแน่? ทำไมวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้





