เจ็ดพฤติกรรมที่ทำสมองเสื่อมโดยไม่รู้ตัว
สมองไม่ใช่อวัยวะที่เสื่อมลงเฉพาะตอนอายุมากเท่านั้น แต่เป็นอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสิ่งที่เราทำในแต่ละวัน พฤติกรรมบางอย่างที่ทำซ้ำจนเป็นนิสัยอาจค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพการทำงานของสมองโดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกต ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่สะสมทีละเล็กทีละน้อย จนเริ่มรู้สึกว่าความจำไม่ดี สมาธิสั้นลง คิดอะไรช้ากว่าเดิม หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยากขึ้น
ข่าวดีก็คือ หลายปัจจัยสามารถปรับเปลี่ยนได้ และยิ่งเริ่มดูแลเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยรักษาสุขภาพสมองในระยะยาวได้มากขึ้น
1. นอนน้อยหรือนอนไม่มีคุณภาพเป็นประจำ
ช่วงเวลาที่เราหลับ สมองไม่ได้หยุดทำงาน แต่กำลังจัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับมาตลอดทั้งวัน เปลี่ยนความจำระยะสั้นให้กลายเป็นความจำระยะยาว พร้อมทั้งกำจัดของเสียที่สะสมอยู่ระหว่างเซลล์สมองผ่านระบบที่เรียกว่า Glymphatic System
หากนอนดึก นอนไม่พอ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ทุกคืน กระบวนการเหล่านี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้วันถัดมาคิดช้าลง จำอะไรไม่ค่อยได้ อารมณ์แปรปรวน และหากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสมองเสื่อมในอนาคตอีกด้วย
การนอนให้ได้ประมาณ 7–9 ชั่วโมงสำหรับผู้ใหญ่ และมีเวลานอนสม่ำเสมอทุกวัน ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสมอง
2. ไม่ค่อยขยับร่างกาย
สมองต้องอาศัยเลือดและออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เพิ่มการหลั่งสารที่ช่วยให้เซลล์ประสาทสร้างการเชื่อมต่อใหม่ และสนับสนุนการเกิดเซลล์ประสาทในบางบริเวณของสมอง
คนที่นั่งทำงานทั้งวัน แทบไม่เดิน ไม่ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตแบบเคลื่อนไหวน้อย อาจไม่ได้รู้สึกผิดปกติทันที แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประสิทธิภาพด้านความจำ ความเร็วในการคิด และการวางแผนอาจลดลงได้
ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนักเสมอไป การเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ก็ให้ประโยชน์กับสมองได้เช่นกัน
3. ปล่อยให้ความเครียดเรื้อรังอยู่กับตัว
ความเครียดระยะสั้นเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อร่างกายต้องเผชิญความเครียดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่สูงตลอดเวลาสามารถส่งผลต่อการทำงานของสมอง โดยเฉพาะบริเวณฮิปโปแคมปัส ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ
คนที่เครียดสะสมมักเริ่มมีอาการลืมง่าย สมาธิสั้น ตัดสินใจยาก หรือรู้สึกเหมือนสมองไม่ปลอดโปร่ง ทั้งที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคทางสมองโดยตรง
การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฝึกหายใจลึก ๆ ทำสมาธิ หรือหากจำเป็นควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ล้วนช่วยลดผลกระทบจากความเครียดได้
4. กินอาหารที่ไม่สมดุลเป็นเวลานาน
สมองใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งกินหวานมากยิ่งดี
การบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลสูง อาหารแปรรูปมาก ไขมันทรานส์ หรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำเป็นประจำ อาจทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือด และส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาว
ในทางกลับกัน อาหารที่มีปลา ถั่ว ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอกหรืออะโวคาโด มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองได้ดีกว่า
5. แทบไม่ใช้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่
สมองมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Neuroplasticity หรือความสามารถในการปรับตัวและสร้างการเชื่อมต่อใหม่ หากใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน ไม่เคยเรียนรู้ทักษะใหม่ ไม่อ่านหนังสือ ไม่ฝึกคิดวิเคราะห์ หรือไม่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ สมองจะได้รับการกระตุ้นน้อยลง
การเรียนภาษาใหม่ เล่นดนตรี ฝึกงานฝีมือ อ่านหนังสือที่ท้าทาย หรือแม้แต่เปลี่ยนเส้นทางเดินทางบ้างในบางวัน ก็เป็นวิธีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้
ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องยากเสมอไป สิ่งสำคัญคือการให้สมองได้ทำงานในรูปแบบที่ไม่คุ้นเคยอยู่เป็นระยะ
6. สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
สารพิษจากบุหรี่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้น
ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน สามารถทำลายเซลล์ประสาท รบกวนการสร้างความจำ และทำให้สมองหดตัวได้ในบางกรณี
แม้บางงานวิจัยในอดีตเคยเสนอว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยอาจมีประโยชน์ต่อหัวใจ แต่หลักฐานในปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนให้เริ่มดื่มเพื่อหวังผลด้านสุขภาพ ดังนั้นหากไม่ดื่มอยู่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลทางสุขภาพที่จะต้องเริ่ม
7. ปล่อยโรคประจำตัวไว้โดยไม่ควบคุม
โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ไม่ได้กระทบเฉพาะหัวใจหรือหลอดเลือด แต่ยังส่งผลต่อสมองด้วย
เมื่อหลอดเลือดเสื่อม เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เซลล์สมองก็ได้รับออกซิเจนและสารอาหารน้อยลง ความเสียหายอาจค่อย ๆ สะสมเป็นเวลาหลายปีโดยไม่มีอาการชัดเจน ก่อนจะแสดงออกมาในรูปของความจำเสื่อม หรือปัญหาด้านการคิดและการวางแผน
การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ จึงเป็นการดูแลสมองทางอ้อมที่สำคัญมาก
สมองไม่ชอบการดูแลแบบเร่งด่วน แต่ตอบสนองต่อพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน การนอนให้พอ เดินให้มาก กินอาหารที่มีประโยชน์ จัดการความเครียด ใช้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ และควบคุมโรคประจำตัว อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อทำต่อเนื่องเป็นปี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับสมองมักแตกต่างอย่างชัดเจน
สุขภาพสมองไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรือพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเราทุกวันเช่นกัน ยิ่งเริ่มปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่จะรักษาความจำ ความคิด และคุณภาพชีวิตในอนาคตก็ยิ่งมากขึ้น
ไล่สถิติ 16 ต.ค. ย้อนหลัง 10 ปี เจอเลขวนกลับมาให้สะดุดตา ลุ้นงวดนี้มีตัวไหนโผล่อีก
เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!
รู้หรือไม่ ชื่อของคนไทย เมื่อก่อนตั้งได้ แต่เดี๋ยวนี้ห้าม
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
9 ขนมไทยมงคล คนโบราณนิยมใช้ในงานสำคัญ สื่อความหมายเรียกทรัพย์–หนุนชีวิต
เจ็บ 3 ราย หลังเกิดเหตุประตูเหล็กหนัก 500 กิโลกรัมที่ญี่ปุ่นพังถล่ม
เปิดความเชื่อ ของยิ่งเก็บยิ่งจน เสื้อผ้าเก่ากองเต็มตู้ หลายคนเก็บจนลืมว่าเคยมี
ทำไม น้ำอัดลมต้องกลม แต่นมต้องเหลี่ยม เหตุผลที่หลายคนไม่เคยรู้
เผยสถิติเลขออกบ่อยในวันศุกร์ ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
3 ปริศนาขบวนพระศพ ซูสีไทเฮา พายุ–ของเหลวแดง–พระโกศหนัก
5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริง
เลข 5 โผล่ 3 สำนัก งวด 16 ต.ค. 69 หลายสำนักสะกิดตรงกัน จุดไหนน่าจับตา?
เปิด 5 บริษัทยักษ์ใหญ่สัญชาติไทยที่มีกำไรปีที่ผ่านมา มากที่สุดในไทย
โรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทย
เปิดความเชื่อ ของยิ่งเก็บยิ่งจน เสื้อผ้าเก่ากองเต็มตู้ หลายคนเก็บจนลืมว่าเคยมี
สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไร



