หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

วิกฤตฟองสบู่เกิดขึ้นได้อย่างไร

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน

ราคาบ้าน หุ้น ที่ดิน หรือสินทรัพย์บางอย่างอาจแพงขึ้นต่อเนื่องจนคนเริ่มเชื่อว่า “ซื้อวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็แพงกว่าเดิม” จุดนี้เองที่ตลาดค่อย ๆ เปลี่ยนจากการซื้อเพราะเห็นคุณค่าจริง ไปเป็นการซื้อเพราะหวังขายต่อให้คนอื่นในราคาที่สูงกว่า หากแรงซื้อยังไหลเข้ามา ราคาก็ดูเหมือนจะไม่มีวันหยุด แต่ความจริงข้างใต้กลับเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าฟองสบู่ทางเศรษฐกิจ

ฟองสบู่ไม่ได้หมายถึงของแพงเพียงอย่างเดียว สินทรัพย์บางชนิดมีราคาแพงได้เพราะรายได้ กำไร ความต้องการใช้จริง หรือปริมาณที่มีจำกัด สิ่งที่ทำให้ตลาดเข้าข่ายฟองสบู่คือราคาพุ่งไกลกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ขณะที่ผู้ซื้อจำนวนมากไม่ได้สนใจแล้วว่าสินทรัพย์นั้นสร้างรายได้เท่าไรหรือมีประโยชน์แค่ไหน สนใจเพียงว่าจะมีคนมารับซื้อต่อในราคาที่แพงกว่าได้หรือไม่

ช่วงเริ่มต้นของฟองสบู่มักมีเหตุผลรองรับอยู่จริง เช่น เศรษฐกิจกำลังฟื้น ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เทคโนโลยีใหม่มีโอกาสเปลี่ยนโลก หรือรัฐบาลกำลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ เรื่องเหล่านี้ทำให้คนกลุ่มแรกเข้าซื้อโดยมีเหตุผล ราคาจึงเริ่มขยับขึ้น เมื่อผู้ซื้อก่อนหน้าได้กำไร ข่าวความสำเร็จก็แพร่ไปยังคนรอบข้าง จากโอกาสลงทุนจึงค่อย ๆ กลายเป็นกระแส

เงินกู้มีบทบาทสำคัญมากในช่วงนี้ หากธนาคารหรือสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อง่าย ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องมีเงินเต็มจำนวนก็สามารถเข้าตลาดได้ คนที่มีเงิน 1 ล้านบาทอาจซื้อทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านบาทโดยใช้เงินกู้ เมื่อราคาขึ้น กำไรบนเงินทุนของตัวเองจะดูสูงมาก จึงยิ่งกระตุ้นให้คนอื่นกู้ตาม แต่การใช้หนี้เร่งผลตอบแทนได้ทั้งสองด้าน ราคาขึ้นก็ได้กำไรมาก ราคาลงเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เงินทุนหายไปเกือบทั้งหมด

บรรยากาศในตลาดฟองสบู่มักทำให้ความระมัดระวังดูเป็นเรื่องล้าสมัย คนที่ไม่ซื้อจะถูกมองว่ากลัวเกินไป ส่วนคนที่เข้าซื้อแล้วได้กำไรจะกลายเป็นตัวอย่างยืนยันว่าตลาดยังไปต่อได้ คำอธิบายแบบ “ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม” เริ่มถูกใช้บ่อยขึ้น มีการนำเหตุผลใหม่มารองรับราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ตัวเลขรายได้หรือผลตอบแทนจริงจะตามไม่ทันก็ตาม

สัญญาณอีกอย่างคือสินทรัพย์เริ่มเปลี่ยนมือเร็วขึ้น ผู้ซื้อไม่ได้คิดจะถือครองเพื่อใช้งานหรือรับรายได้ระยะยาว แต่ตั้งใจซื้อแล้วขายต่อ บางคนจองอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ไม่มีแผนอยู่อาศัย บางคนซื้อหุ้นของบริษัทที่ยังไม่มีกำไรเพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นต่อ การตัดสินใจจึงพึ่งพาความมั่นใจของตลาดมากกว่าความสามารถของสินทรัพย์ในการสร้างมูลค่า

ฟองสบู่ไม่จำเป็นต้องแตกเพราะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งแค่ดอกเบี้ยสูงขึ้น สินเชื่อเริ่มเข้มงวด กำไรของบริษัทต่ำกว่าที่คาด หรือผู้ซื้อรายใหม่ลดลง ก็เพียงพอให้ราคาหยุดขึ้นได้ ปัญหาคือคนจำนวนมากเข้าตลาดด้วยความเชื่อว่าราคาต้องขึ้นต่อ เมื่อราคานิ่ง ความต้องการซื้อจึงลดลงทันที ผู้ถือสินทรัพย์บางส่วนเริ่มขายเพื่อรักษากำไร แล้วแรงขายก็ค่อย ๆ กดราคาให้ต่ำลง

เมื่อราคาลดลง ผู้ที่ซื้อด้วยเงินกู้จะได้รับผลกระทบก่อน หากมูลค่าหลักประกันต่ำลง ธนาคารอาจเรียกเงินเพิ่มหรือบังคับขาย ผู้ลงทุนที่ขาดสภาพคล่องก็ต้องรีบขายแม้ไม่อยากขาย การขายบังคับทำให้ราคาลงเร็วกว่าเดิม และยิ่งราคาลงก็ยิ่งมีผู้ถูกบังคับขายเพิ่ม วงจรนี้ตรงข้ามกับช่วงขาขึ้นอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ราคาสูงขึ้นดึงดูดคนซื้อ กลายเป็นราคาที่ลดลงผลักให้ทุกคนแย่งกันออก

ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่ผู้เก็งกำไร หากฟองสบู่มีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับระบบธนาคาร คนทั่วไปที่ไม่ได้ซื้อสินทรัพย์นั้นโดยตรงก็อาจได้รับผลกระทบ บริษัทลดการลงทุนเพราะขาดเงินทุน ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ ธุรกิจขายสินค้าได้น้อยลง การจ้างงานหดตัว และครัวเรือนลดการใช้จ่ายเพราะมูลค่าทรัพย์สินลดลง จากปัญหาในตลาดหนึ่งจึงลามไปสู่เศรษฐกิจทั้งระบบได้

กรณีที่เห็นชัดคือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาช่วงปี 2007–2008 ก่อนหน้านั้นมีการปล่อยสินเชื่อบ้านให้ผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นจำนวนมาก สินเชื่อเหล่านี้ถูกนำไปรวมและแปลงเป็นหลักทรัพย์เพื่อขายต่อในตลาดการเงิน เมื่อราคาบ้านหยุดขึ้นและผู้กู้เริ่มผิดนัดชำระ มูลค่าหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องก็ร่วงลง สถาบันการเงินหลายแห่งขาดทุนหนัก ความเชื่อมั่นระหว่างธนาคารหายไป และปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลก

ญี่ปุ่นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ราคาที่ดินและหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากสินเชื่อที่ขยายตัวและความเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมความร้อนแรง ราคาสินทรัพย์เริ่มลดลง บริษัทและธนาคารต้องแบกรับหนี้เสียจำนวนมาก ผลกระทบลากยาวจนเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซาเป็นเวลาหลายปี

ไทยเองเคยเผชิญภาวะคล้ายกันก่อนวิกฤตปี 2540 ช่วงก่อนเกิดวิกฤตมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามาก การกู้ยืมเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเงินจำนวนไม่น้อยถูกนำไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กับโครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าคาด เมื่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินบาทลดลง เงินทุนไหลออก ภาระหนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นทันทีหลังเงินบาทอ่อนค่า ธุรกิจจำนวนมากจึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ ความเปราะบางที่สะสมอยู่จึงเปิดออกพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ลดลงแรงไม่ได้แปลว่าก่อนหน้านั้นต้องเป็นฟองสบู่ทุกครั้ง ตลาดอาจร่วงเพราะสงคราม โรคระบาด ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือผลประกอบการที่แย่ลงจริง การจะบอกว่าตลาดใดเป็นฟองสบู่จึงต้องดูหลายด้านพร้อมกัน ทั้งระดับราคาเมื่อเทียบกับรายได้ การเติบโตของสินเชื่อ สัดส่วนผู้ซื้อเพื่อเก็งกำไร และความเชื่อที่แพร่หลายในตลาด

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ อาจดูความสัมพันธ์ระหว่างราคาบ้านกับรายได้ครัวเรือน รวมถึงค่าเช่าที่ทรัพย์สินนั้นสร้างได้ หากราคาบ้านเพิ่มเร็วกว่ารายได้และค่าเช่าติดต่อกันนานมาก แปลว่าผู้ซื้อกำลังยอมจ่ายแพงขึ้นโดยไม่ได้รับผลตอบแทนจากการใช้งานเพิ่มตามไปด้วย ส่วนหุ้นอาจพิจารณากำไร กระแสเงินสด และความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ ไม่ใช่ดูเพียงกราฟราคาหรือคำคาดการณ์

พฤติกรรมของคนรอบตัวก็เป็นข้อมูลได้เช่นกัน หากผู้ที่ไม่เคยสนใจการลงทุนเริ่มกู้เงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ตามกระแส มีการอวดกำไรระยะสั้นอย่างกว้างขวาง และแทบไม่มีใครยอมรับความเป็นไปได้ที่ราคาจะลดลง บรรยากาศเช่นนี้ควรทำให้ระวังมากขึ้น ไม่ใช่เพราะตลาดจะต้องพังทันที แต่เพราะราคากำลังพึ่งพาความเชื่อมากกว่าความจริงทางเศรษฐกิจ

คนที่เข้าซื้อช่วงท้ายมักเสี่ยงที่สุด เพราะต้องซื้อในราคาสูงและเหลือส่วนเผื่อความผิดพลาดน้อย หากยังใช้เงินกู้ ระยะเวลาที่ตลาดปรับตัวเพียงไม่กี่เดือนก็อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องได้ การลงทุนที่ดูปลอดภัยตอนราคาขึ้นจึงอาจกลายเป็นภาระทันทีเมื่อไม่มีผู้ซื้อรายใหม่มารองรับ

วิธีป้องกันตัวไม่ได้อยู่ที่การทายให้แม่นว่าฟองสบู่จะแตกวันไหน เพราะแทบไม่มีใครระบุจังหวะได้แน่นอน สิ่งที่ทำได้คือไม่กู้เกินกำลัง ไม่ใช้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะใกล้ ไม่ทุ่มเงินทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียว และตรวจสอบว่าผลตอบแทนที่คาดหวังมาจากรายได้จริงหรือมาจากการหวังให้ราคาขึ้นอย่างเดียว

คำถามง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากคือ หากราคาสินทรัพย์หยุดขึ้นนานสามปี เรายังอยากถือมันอยู่หรือไม่ หากหุ้นไม่ขึ้นแต่บริษัทยังจ่ายเงินปันผลตามเดิม เรายังพอใจหรือไม่ หากบ้านขายต่อไม่ได้ เรายังผ่อนและใช้ประโยชน์จากบ้านหลังนั้นได้หรือเปล่า คำตอบเหล่านี้จะเปิดให้เห็นว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนมูลค่าจริงหรือความหวังจากราคามากกว่ากัน

ฟองสบู่ทุกครั้งมีรายละเอียดต่างกัน แต่กลไกหลักคล้ายกันเสมอ เริ่มจากเรื่องราวที่มีเหตุผล ตามด้วยเงินทุนราคาถูก ราคาที่พุ่งขึ้น ความมั่นใจเกินจริง และหนี้ที่สะสมมากขึ้น พอแรงซื้อใหม่อ่อนลง ตลาดที่ดูแข็งแรงก็เปลี่ยนสภาพอย่างรวดเร็ว สิ่งที่แตกจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่รวมถึงความเชื่อว่าราคาจะขึ้นได้ตลอดไปด้วย

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 17 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เทคนิคการซื้อหวย ลอตเตอรี่ให้ถูกบ่อยขึ้น "ไม่ได้อยู่ที่ดวงอย่างเดียว"เปิด 9 อาชีพในตำนานที่ปัจจุบันเริ่มไม่ค่อยเห็นแล้วในไทย จากอาชีพยอดฮิตในอดีต สู่ความทรงจำของใครหลายคนสิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 1/8/6910 ละครจักรๆ วงศ์ๆ ในตำนาน ที่เคยโด่งดังและครองใจคนไทยคนจีนยุคคาวบอย: ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระแห่งอเมริกันตะวันตกทำไมเรียกนกกระจอกไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม โทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทยชาติที่นิยมกินข้าวเหนียวของไทยมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก6 อำเภอที่ธรรมชาติสวยที่สุดใน ประเทศไทย สัมผัสเสน่ห์ป่าเขา ทะเล และสายหมอกที่งดงามระดับโลกไข่ปลาหมึกที่กินกัน จริง ๆ คือส่วนไหนทำไมเด็กจบใหม่บางคนได้ 80,000 บางคนได้แค่ 20,000?7 จังหวัดที่คนมัก "ขับผ่าน" แต่ถ้าแวะ...อาจหลงรักจนอยากกลับไปอีก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ไข่ปลาหมึกที่กินกัน จริง ๆ คือส่วนไหนทำไมเรียกนกกระจอก10 ละครจักรๆ วงศ์ๆ ในตำนาน ที่เคยโด่งดังและครองใจคนไทยคนจีนยุคคาวบอย: ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระแห่งอเมริกันตะวันตกทำไมเด็กจบใหม่บางคนได้ 80,000 บางคนได้แค่ 20,000?ก่อนออกต้อนวัว คาวบอยชงกาแฟกันอย่างไรในยุคไร้เครื่องกรอง
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
โดนยุงกัดทำไมผิวถึงบวมเป็นตุ่มขนมปังฟูนุ่มเพราะอะไรเบรก ABS ทำงานอย่างไร และควรเหยียบแบบไหนไข่ปลาหมึกที่กินกัน จริง ๆ คือส่วนไหน
ตั้งกระทู้ใหม่