หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ครั้งหนึ่งส้อมเคยถูกมองว่าผิดศาสนา

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

ทุกวันนี้ส้อมเป็นของธรรมดาจนแทบไม่มีใครคิดว่ามันเคยสร้างความไม่พอใจให้คนทั้งเมืองได้ แต่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ 11 อุปกรณ์ชิ้นเล็กที่มีปลายแหลมสำหรับจิ้มอาหารกลับถูกมองด้วยสายตาระแวง โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่ผู้คนยังนิยมใช้มือ มีด และช้อนเป็นหลัก

ส้อมในยุคนั้นไม่ได้มีรูปร่างเหมือนส้อมสี่ซี่ที่เราใช้กันทั่วไป หลายแบบมีเพียงสองซี่ ตัวด้ามทำจากโลหะหรือวัสดุราคาแพง จึงมักพบในราชสำนักหรือบ้านของชนชั้นสูงมากกว่าบนโต๊ะอาหารของคนทั่วไป หน้าที่หลักคือใช้จิ้มอาหารชิ้นเล็กหรือช่วยรับประทานอาหารที่เหนียวและเลอะมือ

เรื่องที่มักถูกพูดถึงเกิดขึ้นเมื่อหญิงสูงศักดิ์จากจักรวรรดิไบแซนไทน์เดินทางมาแต่งงานกับขุนนางในเมืองเวนิส เธอนำธรรมเนียมการกินแบบราชสำนักตะวันออกมาด้วย รวมถึงการใช้ส้อมทองคำขนาดเล็กแทนการหยิบอาหารด้วยนิ้ว

สำหรับแขกที่ร่วมโต๊ะ ภาพของคนใช้โลหะแหลมจิ้มอาหารแล้วส่งเข้าปากอาจดูทั้งแปลก ทั้งหรูหราเกินจำเป็น และไม่สอดคล้องกับมารยาทที่คุ้นเคย ขณะที่นักบวชบางคนมองว่าการปฏิเสธใช้นิ้วมือที่พระเจ้าประทานให้ แล้วหันไปใช้อุปกรณ์ประดิษฐ์รูปร่างประหลาด เป็นการฟุ่มเฟือยและยกตนเหนือธรรมชาติ

คำตำหนิในเวลานั้นไม่ได้หมายความว่าคริสต์ศาสนามีกฎห้ามใช้ส้อมอย่างเป็นทางการทั่วทั้งยุโรป ความคิดดังกล่าวเป็นท่าทีของนักบวชและสังคมบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อมโยงส้อมเข้ากับความหรูหรา ความเย่อหยิ่ง และวัฒนธรรมต่างถิ่น มากกว่าจะเป็นข้อบัญญัติทางศาสนาที่ชัดเจน

เมื่อหญิงสูงศักดิ์ผู้นั้นเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน มีผู้ตีความเหตุการณ์ว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้า ความเชื่อแบบนี้ฟังดูแปลกสำหรับคนปัจจุบัน แต่ในยุคที่โรคภัยยังอธิบายได้ยาก การเสียชีวิตกะทันหันมักถูกเชื่อมโยงกับศีลธรรม บาป หรือพฤติกรรมที่สังคมไม่ยอมรับอยู่เสมอ

ส้อมจึงไม่ได้ถูกต่อต้านเพราะรูปร่างเพียงอย่างเดียว มันเป็นเหมือนตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงจากโลกอีกฝั่งหนึ่ง

จักรวรรดิไบแซนไทน์มีวัฒนธรรมการกินที่ละเอียดกว่ายุโรปตะวันตกหลายพื้นที่ในเวลานั้น ราชสำนักนิยมภาชนะหรู เครื่องใช้โลหะ และมารยาทบนโต๊ะที่ซับซ้อนกว่า เมื่อธรรมเนียมเหล่านี้เดินทางมาถึงอิตาลี จึงถูกมองทั้งด้วยความสนใจและความไม่ไว้ใจ

นอกจากนี้ ส้อมยังไปแตะกับความคิดเรื่องความเป็นชายและความเรียบง่ายด้วย การใช้มือหยิบอาหารเป็นเรื่องปกติและไม่ได้ถือว่าสกปรก หากล้างมือก่อนกินและใช้นิ้วตามมารยาทที่ยอมรับกัน ผู้ชายบางกลุ่มจึงมองการใช้ส้อมว่าอ่อนแอ จุกจิก หรือเหมาะกับคนที่กลัวมือเปื้อนมากเกินไป

แม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูง การยอมรับส้อมก็ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน การมีส้อมบนโต๊ะไม่ได้แปลว่าทุกคนจะใช้มันกับอาหารทุกชนิด บางคนใช้เฉพาะผลไม้ ขนมหวาน หรืออาหารที่มีซอส ขณะที่เนื้อสัตว์ยังคงใช้มีดตัดแล้วหยิบด้วยนิ้วตามเดิม

อิตาลีเป็นพื้นที่แรก ๆ ในยุโรปตะวันตกที่ส้อมค่อย ๆ กลายเป็นของใช้จริง โดยเฉพาะเมื่ออาหารประเภทเส้นได้รับความนิยมมากขึ้น ส้อมสองซี่ช่วยเกี่ยวเส้นได้สะดวกกว่าการใช้ช้อนหรือมือ ต่อมารูปทรงจึงพัฒนาให้มีซี่มากขึ้น โค้งขึ้น และเหมาะกับการตักอาหารโดยไม่ทำหล่นง่าย

แต่การแพร่ไปยังประเทศอื่นยังใช้เวลาอีกหลายร้อยปี

เมื่อส้อมเดินทางไปฝรั่งเศสและอังกฤษ มันยังถูกมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือยจากอิตาลี ผู้ใช้บางคนถูกล้อว่าแสดงตัวเป็นผู้ดีเกินเหตุ มีบันทึกจากหลายยุคที่สะท้อนว่าคนซึ่งใช้ส้อมในที่สาธารณะอาจถูกมองว่าเสแสร้งหรือหลงแฟชั่นต่างชาติ ไม่ต่างจากเวลาที่สิ่งของใหม่บางอย่างในปัจจุบันถูกมองว่าไม่จำเป็นและมีไว้เพื่ออวดฐานะ

ส้อมเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นเมื่อมารยาทบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไป บ้านชนชั้นกลางมีภาชนะส่วนตัวมากขึ้น การใช้จานร่วมกันลดลง และแนวคิดเรื่องความสะอาดได้รับความสำคัญกว่าเดิม อาหารก็มีรูปแบบหลากหลายขึ้น ทั้งอาหารที่มีซอส ของหวาน เนื้อหั่นชิ้นเล็ก และเมนูที่หยิบด้วยมือไม่สะดวก

เมื่อการผลิตโลหะพัฒนาขึ้น ส้อมก็ไม่ใช่ของแพงที่สงวนไว้ให้ราชสำนักอีกต่อไป จากของแปลกที่เคยถูกตำหนิเรื่องศีลธรรม มันกลายเป็นเครื่องใช้ประจำบ้าน และค่อย ๆ ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของมารยาทพื้นฐาน

ประวัติศาสตร์ของส้อมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอุปกรณ์กินอาหาร แต่สะท้อนว่าคนเรามักตัดสินสิ่งใหม่ผ่านค่านิยมเดิม สิ่งที่ดูไม่จำเป็นในสายตาคนรุ่นหนึ่ง อาจกลายเป็นของที่คนรุ่นต่อมาขาดไม่ได้

ทุกครั้งที่เราหยิบส้อมขึ้นมากินข้าว จึงน่าคิดอยู่เหมือนกันว่า ของธรรมดาบนโต๊ะวันนี้ เคยเป็นของแปลกที่ถูกกล่าวหาว่าฟุ่มเฟือย เย่อหยิ่ง และถึงขั้นขัดกับความเชื่อของผู้คนมาก่อน

เนื้อหาโดย: TEN OUT OF TEN
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 102 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: rage555
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ส่องเลขเด่นใบฟ้า! อ.กร กาฬสินธุ์ จัดแนวทางสถิติ 16 ก.ย. 69 บีบแต้มท้าย 4-5 ลุ้นรางวัลใหญ่!เอเชียนเกมส์ 2026 คนไทยดูช่องไหน? เปิด 8 ช่องทาง พร้อมโปรแกรมทัพไทยและกีฬาไทยที่น่าจับตารวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอมเปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไรตลาดจีนเปิดแล้ว สัตว์น้ำไทยต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้างลายมือให้โชค! ส่องกระดาน 'พี่จันทร์' งวด 16 ก.ย. 69 ยก 4 วางแกนนำ คัด 4 คู่เด็ดบน-ล่างเลขปิงปอง น้องเพชรกล้า งวด 16 ก.ย. 69 ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ 14 ก.ย. 2569 ดูกี่โมง จังหวัดไหนเห็นชัดที่สุดMessiahGPT เครื่องมือ AI ตัวใหม่ที่จะช่วยให้แรนซัมแวร์ และการทำ Phishing ทำงานได้อย่างอัตโนมัติทำไมคนยุคดิจิทัลยังดูดวง ? คำทำนายอาจไม่ได้มีไว้แค่ “ทายอนาคต”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เอเชียนเกมส์ 2026 คนไทยดูช่องไหน? เปิด 8 ช่องทาง พร้อมโปรแกรมทัพไทยและกีฬาไทยที่น่าจับตาตลาดจีนเปิดแล้ว สัตว์น้ำไทยต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้างเปิด 5 ตำแหน่งสายกฎหมายภาครัฐ เงินเดือนสูงสุดใครแตะ 1.38 แสนบาทต่อเดือน?มหาวิทยาลัยที่คนลาวชอบที่สุด และนิยมเข้าเรียนมากที่สุดในไทยส่องเลขเด่นใบฟ้า! อ.กร กาฬสินธุ์ จัดแนวทางสถิติ 16 ก.ย. 69 บีบแต้มท้าย 4-5 ลุ้นรางวัลใหญ่!
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ 14 ก.ย. 2569 ดูกี่โมง จังหวัดไหนเห็นชัดที่สุดน้ำมันไทยมีสำรอง 121 วัน จริงหรือ เปิดตัวเลข 4 ก้อนที่ซ่อนอยู่ในระบบพลังงานปลาหมอคางดำถึงขั้น “เขตภัยพิบัติ” ทำไม 18 จังหวัด แต่ระบาดถึง 85 อำเภอทำไมราชสกุลเคยใช้ “ณ กรุงเทพ” ก่อนเปลี่ยนเป็น “ณ อยุธยา”?
ตั้งกระทู้ใหม่