บิน ลาดิน จากทายาทเศรษฐีสู่ศัตรูโลก
ชื่อของ “โอซามา บิน ลาดิน” มักถูกจดจำคู่กับเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 แต่เส้นทางที่ทำให้ชายคนหนึ่งจากครอบครัวมหาเศรษฐีในซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายที่ถูกตามล่ามากที่สุดในโลกนั้น ซับซ้อนกว่าภาพชายไว้เครานั่งถือปืนในถ้ำมาก
โอซามา บิน ลาดิน เกิดเมื่อปี 1957 ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นหนึ่งในบุตรจำนวนมากของโมฮัมเหม็ด บิน อาวาด บิน ลาดิน นักธุรกิจก่อสร้างเชื้อสายเยเมน ผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ซาอุฯ
ครอบครัวบิน ลาดินไม่ได้เป็นตระกูลนักรบหรือผู้นำทางศาสนา แต่เป็นตระกูลผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ โอซามาจึงเติบโตมาในฐานะบุตรของครอบครัวมั่งคั่ง ได้รับการศึกษา และมีทรัพยากรมากกว่าคนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังสหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถานในปี 1979
ในช่วงนั้น โลกอาหรับจำนวนหนึ่งมองสงครามอัฟกานิสถานว่าเป็นการต่อสู้ของชาวมุสลิมกับกองทัพต่างชาติ บิน ลาดินเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนปากีสถานและอัฟกานิสถาน เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักรบแนวหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เงิน เครือข่าย และความสัมพันธ์ ช่วยระดมคนจากหลายประเทศให้เดินทางเข้าร่วมสงคราม
เขามีส่วนสนับสนุนการสร้างที่พัก เส้นทางลำเลียง อาวุธ และระบบช่วยเหลือนักรบต่างชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้บิน ลาดินได้รู้จักผู้คนจำนวนมากที่มีแนวคิดทางศาสนาและการเมืองแบบสุดโต่ง เครือข่ายเหล่านี้ภายหลังกลายเป็นฐานสำคัญของกลุ่มอัลกออิดะห์
คำว่า “อัลกออิดะห์” หมายถึงฐานหรือรากฐาน กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นราวปลายทศวรรษ 1980 เดิมมีลักษณะเป็นเครือข่ายรวบรวมรายชื่อ ประสบการณ์ และการติดต่อของนักรบจากหลายประเทศ แต่เมื่อสงครามอัฟกานิสถานใกล้จบ เป้าหมายของกลุ่มก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการต่อต้านโซเวียต ไปสู่การต่อต้านรัฐบาลและมหาอำนาจที่บิน ลาดินมองว่าเป็นศัตรูของโลกมุสลิม
เรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย คือสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1990 เมื่ออิรักบุกคูเวต และซาอุดีอาระเบียยอมให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาประจำการในประเทศ
บิน ลาดินมองว่าการมีกองทัพต่างชาติ โดยเฉพาะทหารอเมริกัน อยู่ในแผ่นดินซึ่งเป็นที่ตั้งของนครศักดิ์สิทธิ์อย่างมักกะฮ์และมะดีนะฮ์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เขาเสนอให้ใช้นักรบที่เคยผ่านสงครามอัฟกานิสถานมาป้องกันประเทศแทน แต่รัฐบาลซาอุฯ ไม่รับข้อเสนอ
หลังจากนั้น เขาเริ่มวิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดเผย ถูกจำกัดบทบาท และย้ายไปอยู่ซูดานช่วงหนึ่ง ที่นั่นเขาทั้งทำธุรกิจ ลงทุนสร้างถนนและฟาร์ม พร้อมกับขยายเครือข่ายนักรบติดอาวุธไปด้วย
เมื่อถูกกดดันจากนานาชาติ ซูดานจึงให้เขาออกจากประเทศในปี 1996 บิน ลาดินกลับไปอัฟกานิสถาน ซึ่งในเวลาต่อมากลุ่มตาลีบันขึ้นมามีอำนาจและยอมให้เขาพำนักอยู่
อัฟกานิสถานกลายเป็นพื้นที่ที่อัลกออิดะห์ใช้ตั้งค่ายฝึก วางแผน และรับสมาชิกจากหลายประเทศ บิน ลาดินออกแถลงการณ์เรียกร้องให้โจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตร โดยอ้างเหตุผลหลายประการ ทั้งการมีกองทัพสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย นโยบายของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และการสนับสนุนอิสราเอล
ก่อนเหตุการณ์ 11 กันยายน อัลกออิดะห์ถูกเชื่อมโยงกับการโจมตีครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง เช่น การวางระเบิดสถานทูตสหรัฐฯ ในเคนยาและแทนซาเนียเมื่อปี 1998 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าสองร้อยคน และการโจมตีเรือรบยูเอสเอส โคล ที่เยเมนในปี 2000
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อของบิน ลาดินกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก คือวันที่ 11 กันยายน 2001
ผู้ก่อการร้าย 19 คนจี้เครื่องบินโดยสารสี่ลำ เครื่องบินสองลำพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนครนิวยอร์ก อีกลำชนอาคารเพนตากอน และลำสุดท้ายตกในรัฐเพนซิลเวเนีย หลังผู้โดยสารพยายามต่อสู้กับผู้จี้เครื่องบิน
มีผู้เสียชีวิตเกือบสามพันคน เหตุการณ์นี้เปลี่ยนนโยบายความมั่นคงของโลกอย่างมหาศาล สนามบินเพิ่มมาตรการตรวจค้น ประเทศต่าง ๆ ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย และสหรัฐฯ ประกาศ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย”
สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลตาลีบันส่งตัวบิน ลาดิน แต่ตาลีบันปฏิเสธที่จะส่งมอบตัวโดยทันที สหรัฐฯ และพันธมิตรจึงเปิดฉากโจมตีอัฟกานิสถานในเดือนตุลาคม 2001 รัฐบาลตาลีบันถูกโค่นลงอย่างรวดเร็ว แต่บิน ลาดินหลบหนีไปได้
หลายปีหลังจากนั้น มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับที่อยู่ของเขา บางกระแสบอกว่าอยู่ตามถ้ำในเขตภูเขาชายแดนอัฟกานิสถาน บางกระแสบอกว่าเสียชีวิตไปแล้วจากโรคประจำตัว ความจริงคือเขาหลบซ่อนอยู่ในบ้านพักขนาดใหญ่ที่เมืองแอบบอตตาบัด ประเทศปากีสถาน ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไม่มากนัก
บ้านหลังนี้มีรั้วสูง ระบบรักษาความปลอดภัยผิดปกติ ไม่มีโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต และผู้อยู่อาศัยเผาขยะภายในบริเวณบ้าน ไม่ได้นำออกไปทิ้งเหมือนคนทั่วไป พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เริ่มสงสัย
คืนวันที่ 2 พฤษภาคม 2011 ตามเวลาปากีสถาน หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกเข้าไปในบ้านพัก บิน ลาดินถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการ ศพของเขาถูกนำไปตรวจยืนยันตัวตน และถูกฝังในทะเลตามคำชี้แจงของสหรัฐฯ
การเสียชีวิตของบิน ลาดินไม่ได้ทำให้แนวคิดหรือเครือข่ายก่อการร้ายหายไปทันที อัลกออิดะห์มีโครงสร้างกระจายตัวอยู่ในหลายภูมิภาค สมาชิกและกลุ่มพันธมิตรบางส่วนยังดำเนินกิจกรรมต่อ ขณะเดียวกัน กลุ่มติดอาวุธรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้น โดยบางกลุ่มมีแนวคิดและวิธีการต่างจากอัลกออิดะห์
สิ่งที่ทำให้บิน ลาดินแตกต่างจากผู้นำกลุ่มติดอาวุธทั่วไป คือเขาไม่ได้มีแค่แนวคิดสุดโต่ง แต่มีทั้งเงิน เครือข่ายระหว่างประเทศ ประสบการณ์จากสงคราม และความสามารถในการสร้างภาพตัวเองให้เป็นสัญลักษณ์
เขาใช้ความขัดแย้งจริงในตะวันออกกลาง ผสมกับการตีความศาสนาแบบเลือกเฉพาะส่วน เพื่อทำให้ความรุนแรงดูเหมือนเป็นหน้าที่ที่ชอบธรรม ทั้งที่เหยื่อจำนวนมากเป็นประชาชนธรรมดา รวมถึงชาวมุสลิมเอง
บิน ลาดินจึงไม่ใช่เพียงชายผู้วางแผนการโจมตีครั้งใหญ่ แต่เป็นตัวอย่างว่าความไม่พอใจทางการเมือง เมื่อถูกผูกเข้ากับอุดมการณ์สุดโต่ง เงินทุน และเครือข่ายไร้พรมแดน สามารถกลายเป็นภัยที่กระทบคนทั้งโลกได้อย่างไร
ยุคนี้โทรศัพท์ 2 เครื่องกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เพราะอะไร?
จามแรงจนซี่โครงหัก เป็นไปได้จริงไหม
หูฟังหนึ่งชั่วโมง แบคทีเรียเพิ่ม 700 เท่าจริงหรือ
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
นี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
ชนะลอตเตอรี่ 14 ครั้ง ด้วย “คณิตศาสตร์เด็กประถม”
รีโมทแอร์ใช้ถ่านอัลคาไลน์ได้ไหม
มือซ้ายพิมพ์งานหนักกว่าที่คิด
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
ดาวอังคารไม่ได้กลม แต่ไม่ใช่ลูกรักบี้
10 สัญญาณเตือนว่าสัตว์กำลังป่วย สังเกตให้ทันก่อนอาการรุนแรง
หูฟังหนึ่งชั่วโมง แบคทีเรียเพิ่ม 700 เท่าจริงหรือ
สาวจีนโดนผัวฟ้อง หลังผัวรูปว่าแอบคบผู้ชาย 8 คนพร้อมกัน
ทำไมหูแมวถึงขยับได้เก่งขนาดนี้
