ค่าใช้จ่ายออกเรือประมงแต่ละเที่ยว เรือเล็กถึงเรือพาณิชย์ใช้งบเท่าไร
ค่าใช้จ่ายในการออกเรือประมงแต่ละเที่ยวไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับขนาดเรือ ประเภทเครื่องมือประมง จำนวนวันที่อยู่กลางทะเล รวมถึงระยะทางที่ต้องเดินเรือไปยังแหล่งจับสัตว์น้ำ
เรือประมงพื้นบ้านที่ออกไปเช้าและกลับเย็น อาจใช้เงินเพียงหลักพันบาท ขณะที่เรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งออกทะเลหลายสัปดาห์ อาจต้องเตรียมเงินทุนตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเที่ยว
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถแบ่งงบประมาณโดยประมาณตามขนาดของเรือได้ดังนี้
1. เรือประมงพื้นบ้านหรือเรือขนาดเล็ก
เรือกลุ่มนี้มีขนาดประมาณ 1–3 ตันกรอส มักทำประมงบริเวณชายฝั่ง ออกเรือแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือใช้เวลาไม่เกิน 1–2 วัน
งบประมาณต่อเที่ยวประมาณ 1,500–5,000 บาท
ค่าใช้จ่ายหลักประกอบด้วย
-
ค่าน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน ประมาณ 1,000–3,000 บาท
-
ค่าน้ำแข็งสำหรับแช่ปลา ประมาณ 200–500 บาท
-
ค่าเสบียงและน้ำดื่ม ประมาณ 300–800 บาท
-
ค่าแรงหรือส่วนแบ่งของลูกเรือ

เรือประมงพื้นบ้านจำนวนมากใช้แรงงานจากสมาชิกในครอบครัว หรือมีลูกเรือเพียง 1–2 คน จึงอาจไม่ได้จ่ายค่าแรงเป็นเงินเดือนประจำ แต่ใช้วิธีแบ่งรายได้จากสัตว์น้ำที่จับได้หลังหักค่าใช้จ่าย
ต้นทุนจริงอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ตามระยะทาง สภาพคลื่นลม และปริมาณน้ำมันที่ใช้ในแต่ละวัน
2. เรือประมงขนาดกลาง
เรือประมงขนาดกลางมีขนาดประมาณ 10–30 ตันกรอส สามารถเดินเรือออกไปได้ไกลกว่าเรือพื้นบ้าน และมักใช้เวลาอยู่กลางทะเลประมาณ 3–7 วัน
งบประมาณต่อเที่ยวประมาณ 30,000–100,000 บาทขึ้นไป
ค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่
-
ค่าน้ำมันประมาณ 20,000–60,000 บาท
-
ค่าน้ำแข็งประมาณ 5,000–15,000 บาท
-
ค่าเสบียงและอาหารประมาณ 5,000–10,000 บาท
-
ค่าแรงลูกเรือประมาณ 4–8 คน
ค่าแรงลูกเรืออาจจ่ายแบบเหมาต่อเที่ยว หรือแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ตามมูลค่าสัตว์น้ำที่จับได้ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างเจ้าของเรือ ไต๋เรือ และลูกเรือ
ส่วนค่าน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงตามจำนวนชั่วโมงที่เครื่องยนต์ทำงาน ระยะทางไปกลับ และเวลาที่ต้องวิ่งหาฝูงปลา หากออกเรือนานกว่ากำหนด ต้นทุนส่วนนี้ก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. เรือประมงขนาดใหญ่หรือเรือพาณิชย์
เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่มีขนาดประมาณ 60–100 ตันกรอสขึ้นไป มักออกทำประมงนอกชายฝั่งหรือเดินเรือเป็นเวลานานประมาณ 10–30 วัน
งบประมาณต่อเที่ยวประมาณ 300,000–1,000,000 บาทขึ้นไป
ค่าใช้จ่ายหลักประกอบด้วย
-
ค่าน้ำมัน ซึ่งอาจคิดเป็น 60–70% ของงบทั้งหมด
-
ค่าน้ำแข็งหรือระบบทำความเย็นประมาณ 30,000–80,000 บาท
-
ค่าเสบียงสำหรับลูกเรือ 15–30 คน ประมาณ 30,000–70,000 บาท
-
ค่าบำรุงรักษาเครื่องมือ อวน และอุปกรณ์ประมาณ 20,000–50,000 บาท
-
ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาต และระบบติดตามเรือ หรือ VMS
เฉพาะค่าน้ำมันของเรือขนาดใหญ่อาจสูงถึงหลายแสนบาทต่อเที่ยว เนื่องจากต้องใช้เครื่องยนต์กำลังสูง เดินทางไกล และทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน
นอกจากนี้ เจ้าของเรือยังต้องเผื่อค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ เช่น อวนชำรุด เครื่องยนต์ขัดข้อง อุปกรณ์สูญหาย หรือจำเป็นต้องอยู่กลางทะเลนานกว่าที่วางแผนไว้
โครงสร้างค่าใช้จ่ายหลักของการออกเรือ
เมื่อพิจารณาโดยรวม ต้นทุนการออกเรือประมงหนึ่งเที่ยวอาจแบ่งออกได้ประมาณนี้
1. ค่าน้ำมันประมาณ 60–70%
ค่าน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลัก โดยเฉพาะเรือขนาดกลางและเรือพาณิชย์ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น หรือเรือต้องเดินทางไกลกว่าปกติ ต้นทุนส่วนนี้จะส่งผลต่อเจ้าของเรือและไต๋เรือมากที่สุด
2. ค่าน้ำแข็งและเสบียงประมาณ 15–20%
น้ำแข็งหรือระบบทำความเย็นมีความสำคัญต่อการรักษาคุณภาพสัตว์น้ำ ส่วนเสบียงต้องเตรียมให้เพียงพอกับจำนวนลูกเรือและระยะเวลาที่อยู่กลางทะเล
3. ค่าแรงและค่าซ่อมบำรุงประมาณ 10–15%
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมถึงค่าแรงลูกเรือ การแบ่งรายได้ ค่าซ่อมอวน เครื่องมือประมง และการดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
รายได้จากปลาไม่ใช่กำไรทั้งหมด
สิ่งที่คนทั่วไปอาจเข้าใจผิดคือ เมื่อเรือขายปลาได้จำนวนมาก เงินทั้งหมดไม่ได้กลายเป็นกำไรของเจ้าของเรือทันที เพราะต้องนำรายได้มาหักค่าน้ำมัน น้ำแข็ง อาหาร ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายอื่นก่อน
หากออกเรือแล้วจับสัตว์น้ำได้น้อย ราคาหน้าท่าลดลง หรือเกิดสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เรือบางลำอาจได้กำไรเพียงเล็กน้อย หรือขาดทุนทั้งเที่ยวได้เช่นกัน
ดังนั้น การคำนวณต้นทุนก่อนออกเรือจึงมีความสำคัญมาก เจ้าของเรือต้องประเมินทั้งราคาน้ำมัน จำนวนวันเดินเรือ สภาพอากาศ จำนวนลูกเรือ และราคาสัตว์น้ำที่คาดว่าจะขายได้
โดยสรุป เรือประมงพื้นบ้านอาจใช้งบประมาณหลักพันบาทต่อเที่ยว เรือขนาดกลางใช้ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ส่วนเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่อาจใช้เงินตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านบาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น และต้นทุนจริงของเรือแต่ละลำอาจแตกต่างกันตามลักษณะการทำประมงและสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
หนังดังสัญชาติไทย ที่ถูกนำไปสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ตะวันตก
ปริศนาศตวรรษ “เรือผีแมรี่ เซเลสต์” สภาพเรือสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยต่อสู้ แต่คนหายไปไหนหมด?
กระเป๋าเล็กจิ๋วบนกางเกงยีนส์มีไว้ใส่อะไร? จริง ๆ มันเก่ากว่า “กระเป๋าที่ 5” เสียอีก
เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที แล้วทำไมยังบอกว่า “ยังไม่กระทบกรุงเทพฯ”?
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
อาโองาชิมะ เกาะภูเขาไฟกลางทะเลที่มนุษย์เลือกสร้างบ้านอยู่ภายในปล่อง
5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริง
รู้จัก อำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ดังมาก นักท่องเที่ยวเพียบ
เลข 6 ถูกย้ำถึง 5 จุด! แกะใบ “นกตาทิพย์” 16 ต.ค. 69 จาก 61-64-67-69 มีจุดไหนต้องจับตา
ส่องสถิติเลขท้าย 2 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี งวด 16 ต.ค. เด่นตัวไหนสุด?
ตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริกา
เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที แล้วทำไมยังบอกว่า “ยังไม่กระทบกรุงเทพฯ”?
ปริศนาศตวรรษ “เรือผีแมรี่ เซเลสต์” สภาพเรือสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยต่อสู้ แต่คนหายไปไหนหมด?
โรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทย
ตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริกา
ย้อนวันวาน “ร้านเช่าวิดีโอ” : เสน่ห์ยุค 80s-90s ที่เน็ตลื่นแค่ไหนก็แทนไม่ได้!
ปริศนาศตวรรษ “เรือผีแมรี่ เซเลสต์” สภาพเรือสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยต่อสู้ แต่คนหายไปไหนหมด?
กระเป๋าเล็กจิ๋วบนกางเกงยีนส์มีไว้ใส่อะไร? จริง ๆ มันเก่ากว่า “กระเป๋าที่ 5” เสียอีก
ตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริกา
