ดอกเหม็นที่สุด เคยเป็นดอกไม้ประจำบรองซ์
ถ้าต้องเลือกดอกไม้สักชนิดมาเป็นสัญลักษณ์ประจำเมือง คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงดอกไม้ที่สวย ปลูกง่าย และมีกลิ่นหอม อย่างกุหลาบ ลิลี หรือทิวลิป
แต่เขตบรองซ์ในนครนิวยอร์กเคยเลือกทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะดอกไม้ประจำเขตของที่นี่ตลอดช่วงเวลาราว 60 ปี คือ “ดอกซากศพ” ดอกไม้ขนาดยักษ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นเหมือนเนื้อสัตว์กำลังเน่า
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการประชดหรือความผิดพลาดในการตั้งชื่อ แต่เริ่มจากเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำให้ชาวนิวยอร์กพากันหลั่งไหลไปชมต้นไม้หายากในสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์ก ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบรองซ์
ในปี 1937 ดอกซากศพชนิด Amorphophallus titanum ออกดอกที่สวนแห่งนี้ นับเป็นหนึ่งในการออกดอกครั้งแรก ๆ ที่มีการบันทึกไว้ในสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะพืชชนิดนี้ไม่ได้ออกดอกให้เห็นกันง่าย ๆ บางต้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสะสมพลังงานได้มากพอ และเมื่อดอกบาน ช่วงเวลาที่สวยสมบูรณ์ที่สุดก็มักอยู่ได้เพียงไม่นาน
ผู้คนจึงไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อดูขนาดของมัน แต่ยังอยากรู้ว่ากลิ่นที่ร่ำลือกันนั้นรุนแรงแค่ไหน
อีกสองปีต่อมา ในปี 1939 ดอกซากศพที่สวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์กออกดอกอีกครั้ง ความสนใจที่เกิดขึ้นซ้ำทำให้พืชประหลาดจากเกาะสุมาตราต้นนี้กลายเป็นดาวเด่นของบรองซ์ และในปีเดียวกันนั้น มันก็ได้รับเลือกให้เป็นดอกไม้ประจำเขตอย่างเป็นทางการ
ตำแหน่งนี้อยู่กับดอกซากศพต่อเนื่องจนถึงปี 2000 รวมระยะเวลาประมาณหกทศวรรษ
สิ่งที่คนเรียกว่า “ดอก” ของมัน ที่จริงแล้วไม่ใช่ดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ แต่เป็นช่อดอกที่ประกอบด้วยดอกเล็กจำนวนมากรวมกันอยู่ภายใน โครงสร้างตรงกลางที่ตั้งสูงคล้ายเสาเรียกว่าสปาดิกซ์ ส่วนแผ่นขนาดใหญ่ที่ห่ออยู่รอบนอกเรียกว่าสเปท เมื่อคลี่ออกจะเผยให้เห็นด้านในสีแดงเข้มหรือม่วงแดงคล้ายเนื้อสด
รูปลักษณ์และกลิ่นของมันทำงานร่วมกันเพื่อหลอกแมลงบางชนิด โดยเฉพาะแมลงวันที่ชอบซากสัตว์และด้วงที่กินมูลสัตว์ ให้เข้าใจว่ามีแหล่งอาหารอยู่ใกล้ ๆ เมื่อแมลงคลานเข้าไปในช่อดอก เกสรที่ติดมากับตัวก็มีโอกาสถูกถ่ายไปยังดอกอื่น
ระหว่างที่บาน ส่วนกลางของช่อดอกยังสามารถสร้างความร้อนได้ด้วย อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วยกระจายกลิ่นออกไปในอากาศ ทำให้แมลงตรวจพบได้จากระยะไกล กลิ่นจึงไม่ได้เกิดจากต้นไม้ป่วยหรือเน่าเสีย แต่เป็นกลไกการสืบพันธุ์ที่พัฒนามาอย่างเหมาะเจาะ
มนุษย์อาจรู้สึกว่ากลิ่นนั้นไม่น่าพิสมัย แต่สำหรับแมลงที่พืชต้องการดึงดูด มันคือคำเชิญชั้นดี
ต้นกำเนิดของดอกซากศพอยู่ในป่าฝนทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ใต้ดินมีหัวขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่สะสมอาหาร ช่วงหนึ่งต้นจะผลิใบขนาดมหึมาออกมา ใบเดียวสามารถแตกกิ่งก้านจนดูคล้ายต้นไม้เล็ก ๆ ก่อนจะเหี่ยวลงเมื่อหมดฤดู
จากนั้นพืชจะกลับไปสะสมพลังงานอยู่ใต้ดิน บางครั้งกินเวลาหลายปี จนถึงวันที่มันพร้อมสร้างช่อดอกขนาดใหญ่ขึ้นมาแทนใบ
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่การออกดอกของมันได้รับความสนใจมาก ทุกครั้งที่สวนพฤกษศาสตร์ประกาศว่าดอกซากศพกำลังจะบาน ผู้คนมักต่อแถวยาวเพื่อรอชม บางแห่งเปิดให้เข้าชมนอกเวลาปกติ เพราะถ้าพลาดช่วงหนึ่งหรือสองวันสำคัญไป ดอกอาจเริ่มหุบและกลิ่นอาจจางลงแล้ว
ในช่วงที่ยังไม่มีการถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ต เหตุการณ์ที่บรองซ์เมื่อทศวรรษ 1930 จึงยิ่งพิเศษกว่าปัจจุบัน การจะเห็นต้นไม้ชนิดนี้ต้องเดินทางไปที่สวนด้วยตัวเอง ภาพของช่อดอกสูงใหญ่และฝูงชนที่แวะเวียนมาดมกลิ่นประหลาดจึงกลายเป็นความทรงจำร่วมของพื้นที่
การเลือกมันเป็นดอกไม้ประจำบรองซ์จึงไม่ได้หมายความว่าชาวเมืองชอบกลิ่นเน่า แต่เป็นการยกให้สิ่งที่สร้างชื่อเสียงแก่สวนพฤกษศาสตร์และดึงดูดผู้คนจำนวนมาก กลายเป็นตัวแทนของเขตที่มันออกดอกให้โลกได้เห็น
อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ประจำพื้นที่มักมีหน้าที่มากกว่าการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ มันควรเป็นสิ่งที่ประชาชนพบเห็นได้ ปลูกตามบ้านได้ หรือใช้ในกิจกรรมชุมชนได้จริง ดอกซากศพกลับมีข้อจำกัดแทบทุกด้าน ทั้งหายาก ดูแลยาก ใช้เวลานานกว่าจะบาน และแทบไม่มีใครอยากปลูกไว้ข้างหน้าต่างบ้าน
ที่สำคัญ ต่อให้มันเป็นดอกไม้ประจำเขต ชาวบรองซ์จำนวนมากก็อาจไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง
ในปี 2000 เขตบรองซ์จึงเปลี่ยนดอกไม้ประจำเขตเป็นเดย์ลิลี ดอกไม้สีสดที่แข็งแรง ปลูกได้ทั่วไป และพบเห็นได้ง่ายกว่ามาก ชื่อของมันมาจากลักษณะที่ดอกแต่ละดอกมักบานอยู่เพียงวันเดียว แต่ต้นหนึ่งสามารถทยอยออกดอกใหม่ได้ต่อเนื่อง จึงเหมาะกับสวนสาธารณะและพื้นที่ชุมชนมากกว่า
การเปลี่ยนครั้งนั้นปิดฉากตำแหน่งทางการของดอกซากศพ หลังจากมันครองชื่อดอกไม้ประจำบรองซ์มาตั้งแต่ปี 1939
ถึงจะถูกแทนที่ไปแล้ว ความผูกพันระหว่างดอกซากศพกับบรองซ์ก็ไม่ได้หายไป เพราะสวนพฤกษศาสตร์นิวยอร์กยังคงปลูกและจัดแสดงพืชกลุ่มนี้ เมื่อมีต้นใดส่งสัญญาณว่าจะออกดอก ข่าวก็ยังดึงดูดคนให้เดินทางมาชมเหมือนเดิม
ดอกซากศพอาจไม่เหมาะจะอยู่บนตราสัญลักษณ์ ไม่เหมาะจะมอบให้คนรัก และไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากนำไปวางกลางโต๊ะอาหาร แต่ครั้งหนึ่งมันเคยทำให้เขตหนึ่งของนิวยอร์กเป็นที่พูดถึงไปทั่วประเทศ
ดอกไม้ที่คนต้องปิดจมูกเมื่อเข้าใกล้ จึงเคยมีตำแหน่งเป็นดอกไม้ประจำบรองซ์ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ และนั่นอาจเป็นตำแหน่งทางการที่แปลกที่สุดตำแหน่งหนึ่งที่ดอกไม้ชนิดใดเคยได้รับ
ทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ
ดราม่าโฆษณาครีมกันแดดกัมพูชา ใช้ภาพ “ลามีน ยามาล” ด้วย AI จนถูกตั้งคำถามเรื่องลิขสิทธิ์และสีผิว
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
งวดที่ 1 สิงหาคม 69 ราศีไหนจะได้เป็นเศรษฐี
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
ไดโนเสาร์ขึ้นบันไดเลื่อนห้างดัง..ปังจนกลายเป็นไวรัลระดับโลก
บังเอิญหรือคำนวณไว้แล้ว? "Joan Ginther" หญิงผู้ถูกรางวัลใหญ่ 4 งวดซ้อน 20 ล้านดอลลาร์
ไม่ต้องไป สน. อีกต่อไป! เช็คประวัติอาชญากรรมออนไลน์ www.crd.go.th สะดวก รวดเร็ว รับผลทางอีเมล
ทำไม "หูฟัง" ถึงต้องมีตัวอักษร L กับ R?
ต้นทุนลอตเตอรี่หนึ่งใบ ไปอยู่ตรงไหนบ้าง
รู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"
ปลานิล…ปลาใกล้ตัวที่คุณค่าทางโภชนาการไม่ธรรมดา คุณค่าทางอาหารจัดว่าดีเทียบเคียงกับปลาแซลมอน
เพ่งจอนาน ๆ ทำไมเราถึงลืมกะพริบตา?
เลขเด็ด "แพนแพนพารวย" งวดวันที่ 1 สิงหาคม 69 สูตรหวยเด็ด รวยก่อนใคร!
"กลิ่นปริศนา" ไร้ที่มา (ธูป/ดอกไม้/น้ำหอม) แต่ละกลิ่นแปลว่าสิ่งใดมาหา?
ไม่ต้องไป สน. อีกต่อไป! เช็คประวัติอาชญากรรมออนไลน์ www.crd.go.th สะดวก รวดเร็ว รับผลทางอีเมล



