ร่างกายมนุษย์เปล่งแสง แต่ตาเรามองไม่เห็น
เวลาปิดไฟจนห้องมืดสนิท เรามักคิดว่าร่างกายของตัวเองกลืนหายไปกับความมืด เหลือเพียงความร้อนที่แผ่ออกมา แต่ในความเป็นจริง ผิวหนังของเรากำลังปล่อยแสงออกมาตลอดเวลา เพียงแต่มันจางเสียจนดวงตาของมนุษย์ไม่มีทางมองเห็นได้โดยตรง
แสงนี้ไม่ใช่ออรา ไม่ใช่พลังลึกลับ และไม่ได้หมายความว่าคนเราจะส่องสว่างเหมือนหิ่งห้อย นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การปล่อยโฟตอนระดับอ่อนมาก” เป็นแสงจริงที่มีบางส่วนอยู่ในช่วงคลื่นที่ตาของเรารับรู้ได้ แต่มีความเข้มต่ำกว่าระดับที่ตาเปล่าจะตรวจจับได้ประมาณหนึ่งพันเท่า [oai_citation:0‡PLOS](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0006256)
ต้นกำเนิดของแสงไม่ได้มาจากหลอดไฟจิ๋วที่ซ่อนอยู่ใต้ผิว แต่มาจากปฏิกิริยาเคมีตามปกติภายในเซลล์ ขณะที่ร่างกายเปลี่ยนอาหารและออกซิเจนให้เป็นพลังงาน จะเกิดโมเลกุลที่มีพลังงานสูงและอนุมูลอิสระขึ้นมาบางส่วน เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับไขมันหรือโปรตีน โมเลกุลบางตัวจะอยู่ในสภาวะกระตุ้น ก่อนปล่อยพลังงานออกมาเป็นโฟตอน
พูดง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เซลล์ทำงาน ร่างกายอาจมีแสงจางมากหลุดออกมาด้วย
เรื่องนี้แตกต่างจากแสงของหิ่งห้อยหรือแมงกะพรุน สัตว์เหล่านั้นมีระบบสร้างแสงเฉพาะทาง ใช้สารและเอนไซม์ที่วิวัฒนาการมาเพื่อผลิตแสงให้เห็นชัด ส่วนแสงจากมนุษย์เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเคมีในเซลล์ จึงอ่อนกว่ามากและไม่ได้มีไว้สำหรับส่งสัญญาณหรือส่องทาง [oai_citation:1‡PLOS](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0006256)
การถ่ายภาพแสงชนิดนี้ไม่สามารถใช้กล้องมือถือหรือกล้องถ่ายรูปทั่วไปได้ ต่อให้เข้าไปอยู่ในห้องที่มืดสนิทและเปิดหน้ากล้องนานเท่าไร สัญญาณก็ยังถูกกลบด้วยสัญญาณรบกวนจากตัวกล้อง นักวิจัยจึงต้องใช้กล้อง CCD ที่มีความไวสูงมาก วางอยู่ในห้องปิดแสง และลดอุณหภูมิของตัวรับภาพลงถึงประมาณลบ 120 องศาเซลเซียส เพื่อลดสัญญาณรบกวนให้เหลือน้อยที่สุด
ในการทดลองที่เผยแพร่เมื่อปี 2009 นักวิจัยให้ชายสุขภาพดีวัยยี่สิบจำนวนห้าคนเข้าไปนั่งในห้องมืด หลังจากรอให้ร่างกายปรับตัวกับความมืด 15 นาที จึงถ่ายภาพต่อเนื่องครั้งละ 20 นาที การวัดทำทุกสามชั่วโมง ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม เป็นเวลาสามวัน [oai_citation:2‡PLOS](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0006256)
ภาพที่ได้ไม่ได้แสดงร่างกายเป็นเงาคนสว่างชัดเหมือนในภาพยนตร์ แต่เป็นข้อมูลโฟตอนจำนวนเล็กน้อยที่กล้องเก็บสะสมไว้ แล้วนำมาประมวลผลให้เห็นว่าบริเวณใดปล่อยแสงมากหรือน้อย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสว่างของร่างกายไม่ได้คงที่ตลอดวัน
ในกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว แสงค่อนข้างอ่อนในช่วงเช้า จากนั้นเพิ่มขึ้นในช่วงบ่าย และขึ้นสูงสุดราวสี่โมงเย็น ก่อนค่อย ๆ ลดลงในตอนกลางคืน รูปแบบนี้ทำให้นักวิจัยมองว่า การปล่อยแสงอาจเกี่ยวข้องกับนาฬิกาชีวภาพและจังหวะการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย [oai_citation:3‡PLOS](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0006256)
ใบหน้ายังปล่อยแสงมากกว่าลำตัว โดยเฉพาะบริเวณแก้มและรอบปาก ส่วนรอบดวงตากลับมีระดับต่ำกว่า นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ความแตกต่างนี้อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ รวมถึงปริมาณเมลานินและสารบางชนิดในผิวแต่ละบริเวณ
อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ไม่ใช่ภาพถ่ายความร้อน
กล้องตรวจจับความร้อนวัดรังสีอินฟราเรดที่วัตถุปล่อยออกมาตามอุณหภูมิ ขณะที่การปล่อยโฟตอนระดับอ่อนมากเป็นแสงที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ ในการทดลอง ตำแหน่งที่มีอุณหภูมิผิวสูงไม่ได้ตรงกับตำแหน่งที่ปล่อยโฟตอนมาก และระดับแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันก็ไม่สัมพันธ์กับอุณหภูมิร่างกายอย่างชัดเจน [oai_citation:4‡PLOS](https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0006256)
ดังนั้น ต่อให้คนหนึ่งมีไข้หรือรู้สึกร้อน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยแสงชนิดนี้มากที่สุดเสมอไป ความร้อนกับแสงที่เกิดจากกระบวนการในเซลล์เป็นคนละเรื่องกัน แม้ทั้งสองอย่างจะออกมาจากร่างกายเหมือนกันก็ตาม
คำว่า “แสงที่มองเห็นได้” ก็ทำให้หลายคนเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะมันหมายถึงความยาวคลื่นของแสง ไม่ได้หมายความว่าความเข้มของแสงมากพอให้เรามองเห็น แสงจากร่างกายอาจอยู่ในช่วงสีเขียว เหลือง หรือแดงที่ดวงตารับได้ตามหลักการ แต่จำนวนโฟตอนที่มาถึงตาในแต่ละช่วงเวลาน้อยเกินกว่าจะกระตุ้นเซลล์รับแสงจนสมองสร้างเป็นภาพขึ้นมา
แม้ยืนมองกันในห้องมืดนานแค่ไหน เราจึงไม่เห็นอีกฝ่ายเรืองแสง และการปล่อยแสงนี้ก็ไม่ได้ทำให้ห้องสว่างขึ้นแม้แต่น้อย
งานทดลองดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมเพียงห้าคนและเป็นชายวัยใกล้เคียงกันทั้งหมด ผลเรื่องช่วงเวลาที่สว่างที่สุดจึงไม่ควรถูกนำไปใช้ตัดสินมนุษย์ทุกคนทันที อายุ เพศ สภาพผิว การนอน อาหาร ความเครียด สุขภาพ และสภาพแวดล้อม อาจทำให้รูปแบบการปล่อยโฟตอนแตกต่างกันได้
ในอนาคต การวัดแสงระดับอ่อนมากอาจช่วยให้นักวิจัยติดตามการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญ ความเครียดออกซิเดชัน หรือสภาพของเนื้อเยื่อได้โดยไม่ต้องเจาะร่างกาย แต่เครื่องมือในปัจจุบันยังต้องควบคุมความมืดและสัญญาณรบกวนอย่างละเอียด จึงยังห่างจากการนำกล้องมาส่องตัวแล้ววินิจฉัยสุขภาพได้ทันที
ความจริงที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า “มนุษย์เรืองแสง” แต่คือร่างกายกำลังทิ้งร่องรอยเล็ก ๆ ของการทำงานระดับเซลล์ออกมาทุกวินาที เรามองไม่เห็นมัน เพราะประสาทสัมผัสของมนุษย์มีขีดจำกัด แต่เมื่อใช้เครื่องมือที่ไวพอ ความมืดรอบตัวเราก็ไม่ได้มืดสนิทอย่างที่ตาเห็น
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
ปวยเล้ง ผักใบเขียวที่หลายคนเข้าใจผิด
ชนะลอตเตอรี่ 14 ครั้ง ด้วย “คณิตศาสตร์เด็กประถม”
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
Google เปิดตัว Gemini 3.6 Flash พร้อม AI รุ่นใหม่
สืบเหนือคลองจ.กระบี่ รวบ "แป๊ะ ห้วยยูง และ"ธี โคกยาง" ผู้ต้องหาคดียา
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
เสือตกถังพลังเงินดี (ปกฟ้า) งวด 1 ส.ค. 69 สำนักดังสายเหนียว ห้ามพลาด!
10 เมืองใต้ดินในตำนานของไทย ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้
เมฆก้อนเดียวหนักเท่าช้างนับร้อยตัว
เลขเด่นหวยลาว 23 กรกฎาคม 2569 ส่องสถิติย้อนหลัง พบเลข ถูกพูดถึงมาก จับคู่เลขน่าสนใจ
เสียงสิงโต MGM ที่แท้เป็นเสียงเสือจริงไหม
สืบเหนือคลองจ.กระบี่ รวบ "แป๊ะ ห้วยยูง และ"ธี โคกยาง" ผู้ต้องหาคดียา
Google เปิดตัว Gemini 3.6 Flash พร้อม AI รุ่นใหม่
เสียงสิงโต MGM ที่แท้เป็นเสียงเสือจริงไหม
หุบเขาจารามา (Jarama Valley) มหาอำนาจด้านกีฬา...
ทำไมแป้นตัวเลขโทรศัพท์กับเครื่องคิดเลขจึงเรียงกลับด้านกัน



