หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมวูดฟร็อกไม่ฉี่หลายเดือน และเปลี่ยนของเสียให้ช่วยชีวิตได้

เขียนโดย evileyes

ถ้ามนุษย์ไม่ได้เข้าห้องน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มรู้สึกทรมานแล้ว แต่กบตัวเล็กชนิดหนึ่งในอเมริกาเหนือสามารถผ่านฤดูหนาวนานหลายเดือนโดยแทบไม่ปัสสาวะ มิหนำซ้ำ ร่างกายของมันยังสามารถแข็งเป็นน้ำแข็งบางส่วน ก่อนกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งเมื่ออากาศอุ่นขึ้น

มันมีชื่อว่า วูดฟร็อก หรือกบป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Rana sylvatica หรือ Lithobates sylvaticus เป็นกบสีน้ำตาลขนาดไม่ใหญ่ รอบดวงตามีแถบสีเข้มคล้ายสวมหน้ากาก

รูปร่างหน้าตาของมันอาจดูธรรมดา แต่ระบบเอาตัวรอดในฤดูหนาวกลับไม่ธรรมดาเลย เพราะนอกจากจะไม่ปัสสาวะเป็นเวลานานแล้ว มันยังยอมให้ของเหลวในร่างกายส่วนหนึ่งกลายเป็นน้ำแข็งได้

นอนแข็งอยู่ใต้กองใบไม้ตลอดฤดูหนาว

เมื่ออากาศเริ่มหนาว วูดฟร็อกจะมุดลงไปอยู่ใต้กองใบไม้ ท่อนไม้ผุ หรือดินชั้นตื้น ๆ แทนการหนีลงไปจำศีลใต้ก้นบ่อน้ำเหมือนกบบางชนิด

จุดซ่อนตัวเหล่านี้ไม่ได้อุ่นพอจะป้องกันความเย็น อุณหภูมิรอบตัวจึงลดต่ำลงจนของเหลวภายนอกเซลล์บางส่วนเริ่มแข็งตัว งานศึกษาวูดฟร็อกในอะแลสกาพบว่า กบสามารถอยู่ในสภาพแข็งตัวตามธรรมชาติได้เป็นเวลาหลายเดือน โดยมีรายงานเฉลี่ยประมาณ 193 วันในพื้นที่ศึกษา

ระหว่างนั้น หัวใจของมันหยุดเต้น การหายใจหยุด เลือดแทบไม่ไหลเวียน และกล้ามเนื้อไม่ขยับ เมื่อมองจากภายนอกจึงแทบไม่ต่างจากกบที่ตายแล้ว

อย่างไรก็ตาม มันยังมีชีวิตอยู่ เพียงเข้าสู่ภาวะที่การทำงานของร่างกายลดลงอย่างมาก เพื่อประคองเซลล์และอวัยวะให้ผ่านช่วงอากาศหนาวจัดไปให้ได้

ไม่ใช่การ “อั้นฉี่” แบบมนุษย์

ประโยคที่ว่า “กบกลั้นฉี่ได้นานหลายเดือน” อาจทำให้หลายคนนึกว่ามันมีปัสสาวะเต็มกระเพาะปัสสาวะ แต่พยายามอั้นเอาไว้เหมือนคนที่หาห้องน้ำไม่ได้

ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

เมื่อวูดฟร็อกเข้าสู่การจำศีล การเผาผลาญพลังงาน การไหลเวียนเลือด และการทำงานของไตจะลดลงอย่างมาก มันไม่กิน ไม่ดื่ม และแทบไม่เคลื่อนไหว การผลิตปัสสาวะจึงไม่ได้เกิดขึ้นในอัตราเดียวกับช่วงที่กบกำลังใช้ชีวิตตามปกติ

ในขณะเดียวกัน ร่างกายยังเปลี่ยนวิธีจัดการกับของเสีย โดยเก็บสารบางอย่างเอาไว้และนำกลับมาใช้ประโยชน์ แทนที่จะรีบขับออกไปพร้อมปัสสาวะ

เปลี่ยนยูเรียจากของเสียให้เป็นเกราะป้องกันเซลล์

สารสำคัญในกระบวนการนี้คือ ยูเรีย ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการสลายโปรตีนและสารประกอบไนโตรเจนในร่างกาย

โดยทั่วไป สัตว์จะขับยูเรียออกทางปัสสาวะ เพราะหากสะสมในระดับสูงเกินไปก็อาจรบกวนการทำงานของเซลล์ได้ แต่วูดฟร็อกกลับสะสมยูเรียไว้ในเลือดและเนื้อเยื่อมากขึ้นก่อนและระหว่างช่วงจำศีล

ของเสียที่ควรถูกขับออกจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันความหนาว

ยูเรียทำหน้าที่เป็นสารช่วยรักษาสมดุลของน้ำและช่วยให้เซลล์ทนต่อความเครียดจากการแช่แข็ง เมื่อของเหลวภายนอกเซลล์เริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง น้ำบางส่วนจะถูกดึงออกจากเซลล์ ทำให้เซลล์หดตัวและเสี่ยงต่อความเสียหาย

ยูเรียจึงไม่ได้ทำหน้าที่ละลายน้ำแข็งเหมือนเกลือที่โรยบนถนน แต่ช่วยประคองโครงสร้างของเซลล์และลดผลกระทบจากการสูญเสียน้ำในสภาพเย็นจัด

กลูโคสช่วยเสริมการป้องกัน

วูดฟร็อกยังมีสารช่วยอีกชนิดหนึ่งคือ กลูโคส

เมื่อเริ่มเกิดน้ำแข็งในร่างกาย ตับจะสลายไกลโคเจนและปล่อยกลูโคสจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด น้ำตาลนี้จะกระจายไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่คล้ายสารป้องกันเซลล์จากความเสียหายระหว่างการแช่แข็ง

น้ำแข็งส่วนใหญ่จะก่อตัวในช่องว่างนอกเซลล์ หากเกิดผลึกน้ำแข็งจำนวนมากภายในเซลล์โดยตรง ผลึกเหล่านั้นอาจทำลายเยื่อหุ้มและโครงสร้างภายในเซลล์จนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้

กลูโคสและยูเรียจึงช่วยกันลดการสูญเสียน้ำของเซลล์ รักษาสมดุลของสารละลาย และเพิ่มโอกาสที่เนื้อเยื่อจะรอดจากกระบวนการแข็งตัวและละลาย งานวิจัยยังพบว่าวูดฟร็อกจากเขตหนาวของอะแลสกามีระบบสะสมสารป้องกันเหล่านี้เด่นกว่าประชากรในเขตอบอุ่น

แบคทีเรียในลำไส้ช่วยรีไซเคิลยูเรีย

ยูเรียที่สะสมอยู่ไม่ได้ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการจัดการ ภายในลำไส้ของกบมีแบคทีเรียบางกลุ่มที่ผลิตเอนไซม์ ยูรีเอส ซึ่งสามารถย่อยยูเรียและช่วยนำไนโตรเจนกลับมาใช้ในกระบวนการทางชีวภาพได้

พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายของกบกับจุลินทรีย์ในลำไส้ช่วยกันรีไซเคิลของเสียบางส่วน แทนที่จะขับออกไปพร้อมปัสสาวะทั้งหมด

งานศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2018 พบกิจกรรมของเอนไซม์ยูรีเอสในระบบทางเดินอาหารของวูดฟร็อกที่จำศีล และชี้ว่าจุลินทรีย์ในลำไส้อาจมีบทบาทในการนำไนโตรเจนจากยูเรียกลับมาใช้ใหม่

ความสามารถนี้มีประโยชน์อย่างมาก เพราะระหว่างจำศีล วูดฟร็อกไม่สามารถออกไปหาแมลงหรืออาหารอื่นได้ การประหยัดและหมุนเวียนสารที่มีอยู่ในร่างกายจึงอาจช่วยเพิ่มโอกาสรอดจนถึงฤดูใบไม้ผลิ

อย่างไรก็ตาม การรีไซเคิลยูเรียไม่ได้หมายความว่าของเสียทั้งหมดถูกนำกลับมาใช้ หรือกบไม่จำเป็นต้องขับถ่ายอีกเลย เมื่อร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ สารส่วนเกินยังคงต้องถูกกำจัดออกตามกระบวนการธรรมชาติ

ประชากรทางเหนือทนหนาวได้มากกว่า

วูดฟร็อกที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ โดยเฉพาะในเขตหนาวจัดอย่างอะแลสกา ต้องเผชิญฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าและอุณหภูมิต่ำกว่าประชากรที่อยู่ในพื้นที่อบอุ่น

งานศึกษาพบความแตกต่างทางสรีรวิทยาระหว่างประชากร โดยกบจากเขตหนาวจัดมีพลังงานสำรองและระบบผลิตสารป้องกันการแข็งตัวที่เหมาะกับการจำศีลยาวนานกว่า พวกมันสามารถทนต่อการที่น้ำในร่างกายส่วนใหญ่กลายเป็นน้ำแข็งภายนอกเซลล์ได้ โดยยังรักษาโครงสร้างสำคัญภายในเซลล์เอาไว้

นี่ไม่ได้หมายความว่าวูดฟร็อกทุกตัวจะสามารถทนความเย็นได้เท่ากัน ระยะเวลาและระดับอุณหภูมิที่รอดชีวิตขึ้นอยู่กับประชากร สภาพแวดล้อม ตำแหน่งจำศีล และความพร้อมของร่างกายแต่ละตัว

เมื่อหิมะละลาย ร่างกายก็เริ่มทำงานอีกครั้ง

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงและอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งในร่างกายจะค่อย ๆ ละลาย ระบบต่าง ๆ จึงกลับมาทำงานตามลำดับ

หัวใจเริ่มเต้น เลือดเริ่มไหลเวียน การหายใจและการเคลื่อนไหวฟื้นกลับมา จากกบที่เคยแข็งทื่อราวกับไม่มีชีวิต มันสามารถกลับมากระโดดและเดินทางไปยังแอ่งน้ำชั่วคราวเพื่อผสมพันธุ์ได้

หลังจากการกิน การดื่ม และการทำงานของไตกลับสู่ภาวะปกติ ยูเรียส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต่อการป้องกันความหนาวแล้วจึงค่อยถูกกำจัดออกจากร่างกาย

ความน่าสนใจของวูดฟร็อกจึงไม่ได้อยู่เพียงว่ามันไม่ปัสสาวะได้นานเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนสารซึ่งปกติถูกมองว่าเป็นของเสียให้กลายเป็นเครื่องมือช่วยชีวิต

ร่างกายของมันไม่ได้ต่อสู้กับฤดูหนาวด้วยการรักษาทุกอย่างให้ทำงานเหมือนเดิม แต่ลดการทำงานแทบทั้งหมด ยอมให้ของเหลวบางส่วนแข็งตัว และใช้ยูเรีย กลูโคส ตลอดจนจุลินทรีย์ในลำไส้ช่วยประคองเซลล์ให้ผ่านช่วงอันตราย

ดังนั้น คำว่า “กบกลั้นฉี่หลายเดือน” จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องทั้งหมด เบื้องหลังความสามารถนี้คือระบบจำศีล การรีไซเคิลไนโตรเจน และกลไกป้องกันเซลล์จากน้ำแข็งที่ทำงานร่วมกันอย่างละเอียด จนกบตัวเล็ก ๆ สามารถนอนแข็งอยู่ใต้กองใบไม้ตลอดฤดูหนาว ก่อนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้งเมื่อหิมะละลาย

เนื้อหาโดย: evileyes
SOURCES:
Journal of Experimental Biology, Journal of Experimental Zoology Part A, National Institutes of Health–PubMed Central

REFERENCES:

https://journals.biologists.com/jeb/article/217/12/2193/12112/Wood-frog-adaptations-to-overwintering-in-Alaska

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4331536/

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC5966601/

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8067143/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
evileyes's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 16 ครั้ง
เขียนโดย evileyes
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: เศรษฐีนี สวย รวย โสด
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ชนะลอตเตอรี่ 14 ครั้ง ด้วย “คณิตศาสตร์เด็กประถม” ร่างกายมนุษย์เปล่งแสง แต่ตาเรามองไม่เห็นAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบวันที่ News Feed ทำคนทั้งเฟซบุ๊กแตกตื่น10 เมืองใต้ดินในตำนานของไทย ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัวเมฆก้อนเดียวหนักเท่าช้างนับร้อยตัวทำไมแป้นตัวเลขโทรศัพท์กับเครื่องคิดเลขจึงเรียงกลับด้านกันนี่คือทะเลทรายที่ร้อนที่สุดในโลก108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ร่างกายมนุษย์เปล่งแสง แต่ตาเรามองไม่เห็นเสียงสิงโต MGM ที่แท้เป็นเสียงเสือจริงไหมสืบทรายขาวบุกจับชายวัย 52 ปี คาหน้าบ้าน พร้อมยาบ้า ยึดเงินสดกว่า 2.2 หมื่นบาทหุบเขาจารามา (Jarama Valley) มหาอำนาจด้านกีฬา...ทำไมแป้นตัวเลขโทรศัพท์กับเครื่องคิดเลขจึงเรียงกลับด้านกันเลขเด่นหวยลาว 23 กรกฎาคม 2569 ส่องสถิติย้อนหลัง พบเลข ถูกพูดถึงมาก จับคู่เลขน่าสนใจ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ร่างกายมนุษย์เปล่งแสง แต่ตาเรามองไม่เห็นวันที่ News Feed ทำคนทั้งเฟซบุ๊กแตกตื่นเมฆก้อนเดียวหนักเท่าช้างนับร้อยตัวเสียงสิงโต MGM ที่แท้เป็นเสียงเสือจริงไหม
ตั้งกระทู้ใหม่