ร่างกายเรามีเลือดอยู่กี่ลิตร
ผู้ใหญ่ทั่วไปมีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกายประมาณ 4–6 ลิตร หรือคิดคร่าว ๆ ราว 7–8 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว คนหนัก 60 กิโลกรัมจึงอาจมีเลือดประมาณ 4.2 ลิตร ส่วนคนหนัก 70 กิโลกรัมอาจมีประมาณ 4.9 ลิตร ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าประมาณ เพราะปริมาณเลือดจริงแตกต่างกันตามเพศ อายุ รูปร่าง สัดส่วนกล้ามเนื้อ ไขมัน การตั้งครรภ์ และสุขภาพของแต่ละคน
เลือดไม่ได้กองรวมกันอยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่ง แต่กระจายอยู่ทั่วระบบไหลเวียน ตั้งแต่หัวใจ หลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำ ไปจนถึงเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กมากตามอวัยวะและเนื้อเยื่อ หากนำหลอดเลือดทั้งหมดในร่างกายมาต่อกันจะเป็นเครือข่ายยาวมหาศาล เลือดจึงเดินทางผ่านแทบทุกส่วนของร่างกายตลอดเวลา
หัวใจเป็นตัวผลักเลือดให้หมุนเวียน โดยหัวใจผู้ใหญ่ขณะพักสูบฉีดเลือดประมาณ 5 ลิตรต่อนาที ฟังดูเหมือนหัวใจสูบเลือดหมดทั้งตัวภายในหนึ่งนาที แต่ความจริงคือเลือดชุดเดิมหมุนวนกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง เลือดออกจากหัวใจไปส่งออกซิเจนและสารอาหารให้เซลล์ จากนั้นรับคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียกลับมายังปอด ตับ และไต ก่อนจะวนกลับมาเริ่มรอบใหม่
เลือดปริมาณประมาณ 5 ลิตรไม่ได้เป็นน้ำสีแดงทั้งหมด ส่วนที่มากกว่าครึ่งคือพลาสมา ซึ่งเป็นของเหลวสีเหลืองอ่อน มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ทำหน้าที่ขนส่งโปรตีน ฮอร์โมน เกลือแร่ สารอาหาร ยา และของเสียต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่งคือเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
เม็ดเลือดแดงมีจำนวนมากที่สุด ภายในมีฮีโมโกลบินสำหรับจับออกซิเจน สีแดงของเลือดก็มาจากฮีโมโกลบินนี้ เม็ดเลือดขาวทำหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ส่วนเกล็ดเลือดช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล หากส่วนประกอบใดผิดปกติ แม้ปริมาณเลือดรวมจะไม่ได้ลดลง คนคนนั้นก็อาจมีอาการซีด ติดเชื้อง่าย หรือเลือดออกหยุดยากได้
เด็กมีเลือดน้อยกว่าผู้ใหญ่ตามขนาดตัว ทารกอาจมีเลือดรวมเพียงไม่กี่ร้อยมิลลิลิตร แต่เมื่อคำนวณเทียบกับน้ำหนักตัวแล้ว สัดส่วนเลือดของเด็กเล็กอาจสูงกว่าผู้ใหญ่เล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ การเสียเลือดในปริมาณที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไม่มาก จึงเป็นเรื่องรุนแรงสำหรับเด็กได้
หญิงตั้งครรภ์มีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ร่างกายต้องสร้างเลือดมากขึ้นเพื่อเลี้ยงมดลูก รก และทารก รวมถึงเตรียมรับการเสียเลือดระหว่างคลอด ปริมาณเลือดในช่วงปลายการตั้งครรภ์อาจเพิ่มขึ้นประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับก่อนตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เป็นพลาสมามักเพิ่มมากกว่าเม็ดเลือดแดง จึงเกิดภาวะเลือดเจือจางตามธรรมชาติได้
ร่างกายไม่ได้ปล่อยให้ปริมาณเลือดคงที่แบบตายตัว ไต ฮอร์โมน และระบบประสาทช่วยควบคุมน้ำกับเกลือแร่ตลอดเวลา เมื่อดื่มน้ำน้อย เหงื่อออกมาก อาเจียน หรือท้องเสีย ปริมาณของเหลวในกระแสเลือดอาจลดลงชั่วคราว หัวใจจึงเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว และไตลดการขับปัสสาวะเพื่อรักษาความดันเลือด
การขาดน้ำกับการเสียเลือดไม่เหมือนกัน การขาดน้ำทำให้ร่างกายสูญเสียของเหลวเป็นหลัก ขณะที่การเสียเลือดทำให้สูญเสียทั้งพลาสมา เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และโปรตีนต่าง ๆ ร่างกายสามารถดึงน้ำจากเนื้อเยื่อเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาตรเลือดได้ค่อนข้างเร็ว แต่การสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์และต้องอาศัยธาตุเหล็ก วิตามิน และการทำงานของไขกระดูก
เวลาไปบริจาคเลือด เจ้าหน้าที่มักเก็บเลือดประมาณ 350–450 มิลลิลิตรตามน้ำหนักตัวและหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาล ปริมาณนี้อยู่ราวหนึ่งในสิบหรือน้อยกว่าของเลือดทั้งหมดในผู้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ร่างกายจะเริ่มชดเชยของเหลวอย่างรวดเร็ว ส่วนเม็ดเลือดแดงต้องใช้เวลานานกว่า จึงมีการกำหนดระยะห่างระหว่างการบริจาคและตรวจความเข้มข้นของเลือดก่อนทุกครั้ง
ถ้าเสียเลือดเพียงเล็กน้อยจากแผลถลอกหรือแผลมีดบาด ร่างกายมักควบคุมได้ด้วยการหดตัวของหลอดเลือดและการสร้างลิ่มเลือด แต่เมื่อเสียเลือดมากขึ้น หัวใจจะเต้นเร็ว ตัวเย็น หน้าซีด เหงื่อออก อ่อนแรง เวียนศีรษะ หรือสับสน เพราะร่างกายส่งเลือดไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญได้ไม่เพียงพอ
การเสียเลือดประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมดอาจยังไม่มีอาการเด่นในคนสุขภาพดี แต่ถ้าเสียมากกว่านั้นอาการจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผู้ใหญ่ที่มีเลือด 5 ลิตร การเสียเลือด 15 เปอร์เซ็นต์เท่ากับประมาณ 750 มิลลิลิตร ส่วนการเสียเลือดราว 2 ลิตรถือว่ารุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรใช้ประเมินอาการเอง เพราะเลือดที่ไหลภายในช่องท้อง หน้าอก หรือกะโหลกศีรษะอาจมองไม่เห็นจากภายนอก
บาดแผลบางชนิดดูเล็กแต่เลือดออกมาก โดยเฉพาะแผลบริเวณศีรษะ ใบหน้า มือ หรือจุดที่มีหลอดเลือดจำนวนมาก ขณะเดียวกัน อุบัติเหตุรุนแรงอาจทำให้เลือดออกภายในโดยไม่มีเลือดไหลออกมาเลย หากผู้บาดเจ็บซีดลง หายใจเร็ว ชีพจรเร็ว กระหายน้ำมาก หน้ามืด หมดสติ ท้องบวม หรือมีรอยช้ำขยาย ควรรีบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
เมื่อพบเลือดออกจากบาดแผล สิ่งสำคัญคือใช้ผ้าสะอาดกดตรงแผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรยกผ้าออกดูซ้ำ ๆ เพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดที่เริ่มก่อตัวหลุด หากเลือดซึมผ่านให้วางผ้าเพิ่มด้านบนแล้วกดต่อ สำหรับแผลลึก เลือดพุ่ง เลือดไม่หยุด ผู้บาดเจ็บกินยาละลายลิ่มเลือด หรือมีอาการผิดปกติ ต้องไปโรงพยาบาลทันที
แม้เลือดในตัวเราจะมีหลายลิตร แต่ปริมาณที่ร่างกายยอมเสียได้อย่างปลอดภัยไม่ได้มากอย่างที่รู้สึก เลือดทุกส่วนต้องทำงานพร้อมกัน ทั้งขนส่งออกซิเจน รักษาความดัน ต่อสู้เชื้อโรค ควบคุมอุณหภูมิ และหยุดเลือดเมื่อเกิดแผล ของเหลวสีแดงที่เห็นเพียงไม่กี่หยดจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนขนาดใหญ่ที่ทำงานอยู่ทุกวินาทีตลอดชีวิต
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
พยากรณ์อากาศวันนี้ 14 กันยายน 2569 ฝนยังตกหลายพื้นที่ ใครต้องเดินทางอย่าลืมพกร่ม
เลขปฏิทินหลวงพ่อรวย งวด 16 ก.ย. 69
ค่าไฟ 3.86 บาทจริงไหม เปิดวิธีคิดบิลไฟ ก.ย.–ธ.ค. 2569 ใช้กี่หน่วยจ่ายเท่าไร
เอเชียนเกมส์ 2026 คนไทยดูช่องไหน? เปิด 8 ช่องทาง พร้อมโปรแกรมทัพไทยและกีฬาไทยที่น่าจับตา
เลขปิงปอง น้องเพชรกล้า งวด 16 ก.ย. 69
แคนาดามีทะเลสาบมากที่สุดในโลกจริงไหม? ทำไมคำตอบถึงมีทั้ง 2 ล้าน 875,000 และ 563 แห่ง
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 16/9/69
เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไร
ส่องเลขเด่นใบฟ้า! อ.กร กาฬสินธุ์ จัดแนวทางสถิติ 16 ก.ย. 69 บีบแต้มท้าย 4-5 ลุ้นรางวัลใหญ่!
หลังสมรสเท่าเทียม ไทยกำลังไปไกลแค่ไหน ? เมื่อ LGBTQ+ ไม่ได้ต้องการแค่ “สิทธิแต่งงาน”
“หลุมดักรถถัง” ที่ชายแดน อวสาน T-59 เขมรจอดเดี้ยงที่ช่องจอม
5 นาฬิกาจับเวลารุ่นโบราณ ที่กรรมการกีฬายุคก่อนใช้จริง อันดับ 1 รุ่นอะไร?
อาชีพที่เหนื่อยและไม่มีใครอยากทำ แต่ถ้าขาดคนทำ ประเทศเดินต่อยาก
พยากรณ์อากาศวันนี้ 14 กันยายน 2569 ฝนยังตกหลายพื้นที่ ใครต้องเดินทางอย่าลืมพกร่ม
ค่าไฟ 3.86 บาทจริงไหม เปิดวิธีคิดบิลไฟ ก.ย.–ธ.ค. 2569 ใช้กี่หน่วยจ่ายเท่าไร
ตลาดจีนเปิดแล้ว สัตว์น้ำไทยต้องผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง
ทำไมช่วงนี้ฝนตกหนัก เปิดเบื้องหลัง “ร่องมรสุม–มรสุมตะวันตกเฉียงใต้” ที่ทำให้ฝนเทลงไทย
ค่าไฟ 3.86 บาทจริงไหม เปิดวิธีคิดบิลไฟ ก.ย.–ธ.ค. 2569 ใช้กี่หน่วยจ่ายเท่าไร
ทำไมคนเราชอบแอบดีใจ เวลาเห็นคนดังหรือคนเพอร์เฟกต์ทำเรื่องพลาด?
ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ 14 ก.ย. 2569 ดูกี่โมง จังหวัดไหนเห็นชัดที่สุด