ทำไมเสียงฟ้าร้องมาช้ากว่าแสงฟ้าแลบ
เวลาเกิดพายุฝน เรามักเห็นแสงฟ้าแลบก่อน แล้วอีกไม่กี่วินาทีจึงได้ยินเสียงฟ้าร้อง หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ถ้าทั้งสองอย่างเกิดจากฟ้าผ่าเหมือนกัน ทำไมถึงไม่มาพร้อมกัน
คำตอบอยู่ที่ "ความเร็ว" ของแสงและเสียงที่ต่างกันอย่างมหาศาล
ฟ้าผ่าเป็นการปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลในเวลาอันสั้น ขณะเกิดฟ้าผ่า จะมีทั้งแสงและเสียงเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกันที่จุดเดียวกัน ไม่ได้มีการรอให้แสงเกิดก่อนหรือเสียงเกิดทีหลัง
สิ่งที่ทำให้เรารับรู้ไม่พร้อมกันคือ แสงเดินทางเร็วกว่าเสียงมาก
แสงเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที เร็วมากจนสำหรับระยะทางบนโลก แทบถือว่าเดินทางมาถึงตาของเราทันที ไม่ว่าฟ้าผ่าจะอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตรหรือหลายกิโลเมตร เราก็แทบไม่รู้สึกถึงเวลาที่แสงใช้ในการเดินทาง
ส่วนเสียงเดินทางผ่านอากาศด้วยความเร็วประมาณ 343 เมตรต่อวินาที ที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งช้ากว่าแสงหลายแสนเท่า
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามองเห็นฟ้าแลบก่อนเสมอ
ยิ่งฟ้าผ่าอยู่ไกล เสียงก็ยิ่งใช้เวลาเดินทางมาถึงเรานานขึ้น
หลายคนอาจเคยใช้วิธีนับวินาทีหลังเห็นฟ้าแลบ เช่น "หนึ่ง...สอง...สาม..." ก่อนจะได้ยินเสียงฟ้าร้อง วิธีนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเคยชิน แต่ยังใช้ประเมินระยะห่างของฟ้าผ่าได้คร่าว ๆ
หลักการง่าย ๆ คือ ทุก ๆ 3 วินาทีที่นับได้ ฟ้าผ่าจะอยู่ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร เนื่องจากเสียงใช้เวลาประมาณ 3 วินาทีในการเดินทางระยะทางราว 1 กิโลเมตร
ตัวอย่างเช่น หากเห็นฟ้าแลบแล้วอีก 6 วินาทีจึงได้ยินเสียงฟ้าร้อง ก็แสดงว่าฟ้าผ่าอยู่ห่างประมาณ 2 กิโลเมตร
แต่หากแทบเห็นฟ้าแลบแล้วเสียงตามมาติด ๆ หรือห่างกันไม่ถึงวินาที นั่นหมายความว่าฟ้าผ่าเกิดขึ้นค่อนข้างใกล้ และควรรีบหาที่กำบังที่ปลอดภัย เพราะยังมีโอกาสเกิดฟ้าผ่าซ้ำในบริเวณเดิมได้
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เสียงฟ้าร้องไม่ได้เกิดจากไฟฟ้ากระแทกอากาศโดยตรง
เมื่อฟ้าผ่า อากาศบริเวณเส้นทางของสายฟ้าจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิอาจสูงกว่าพื้นผิวดวงอาทิตย์เสียอีกในช่วงเวลาสั้น ๆ อากาศที่ร้อนจัดจะขยายตัวอย่างฉับพลัน เกิดเป็นคลื่นกระแทกที่แผ่ออกไปทุกทิศทาง คลื่นนี้เองที่เราได้ยินเป็นเสียงฟ้าร้อง
บางครั้งเสียงฟ้าร้องเป็นเพียงเสียง "ปัง" สั้น ๆ แต่บางครั้งกลับดังก้องต่อเนื่องหลายวินาที
สาเหตุเพราะสายฟ้าไม่ได้เป็นเส้นตรงสั้น ๆ เสมอไป แต่มีความยาวหลายกิโลเมตรและคดเคี้ยว เสียงจากแต่ละส่วนของสายฟ้าจะเดินทางมาถึงหูเราไม่พร้อมกัน อีกทั้งยังสะท้อนกับเมฆ ภูเขา หรืออาคาร จึงทำให้เกิดเสียงก้องยาวที่คุ้นหู
สภาพอากาศก็มีผลต่อการเดินทางของเสียงเช่นกัน
อุณหภูมิ ความชื้น และทิศทางลมสามารถทำให้เสียงเดินทางได้ไกลหรือใกล้กว่าปกติ บางครั้งเราเห็นฟ้าแลบชัดเจน แต่เสียงกลับเบาหรือแทบไม่ได้ยิน เพราะคลื่นเสียงถูกหักเหหรืออ่อนกำลังระหว่างทาง
หลายคนอาจเข้าใจว่า หากไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แสดงว่าฟ้าผ่าอยู่ไกลจนไม่อันตราย ความจริงแล้ว ฟ้าผ่าสามารถเกิดห่างจากกลุ่มเมฆฝนได้หลายกิโลเมตร จึงไม่ควรอาศัยเพียงเสียงในการตัดสินความปลอดภัย หากเห็นฟ้าแลบ แม้ฝนยังไม่ตกตรงจุดที่ยืนอยู่ ก็ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่โล่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือแหล่งน้ำ
สรุปแล้ว แสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องเกิดขึ้นแทบพร้อมกันจากเหตุการณ์เดียวกัน แต่เราเห็นแสงก่อน เพราะแสงเดินทางเร็วกว่าเสียงอย่างมหาศาล ส่วนเสียงต้องใช้เวลาเดินทางผ่านอากาศจึงมาถึงหูเราในภายหลัง ความแตกต่างเล็ก ๆ ที่เราสังเกตได้ทุกครั้งเมื่อเกิดพายุ จึงเป็นผลจากกฎพื้นฐานของธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบตัวเราอยู่เสมอ
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรือง
5 อุทยานที่สวยที่สุดในไทย
ทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ
เปิดแนวทางเลขเด็ด "อาจารย์หนู" งวดวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569
เลขมงคล เพชรกล้า "เด็กชายนำโชค" 1/8/69
เสียงระเบิดที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ใส่มาตั้งนาน เพิ่งรู้! ทำไมรองเท้า Converse ถึงต้องมี "รูเล็ก ๆ 2 รู" อยู่ข้างเท้า?
5 จังหวัดที่มีธรรมชาติน่าค้นหาและท้าทายที่สุดในประเทศไทย
ทำไมเหาถึงไม่เคยสูญพันธุ์
10 กุศโลบายแปลกๆของคนไทย
จุดกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยาม
ส่องรถหรูของลิซ่า
จุดกำเนิดไฟฟ้าครั้งแรกในสยาม
5 อุทยานที่สวยที่สุดในไทย
เสียงระเบิดที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ประเทศที่คนนิยมกินแมลงจากไทยมากที่สุด อันดับที่หนึ่งของโลก
5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทย
บิล มอร์แกน ชายผู้รอดชีวิต ก่อนขูดลอตเตอรี่ถูกรางวัล 2 ครั้ง



