บลูชีส: ศิลปะการหมักบ่มจากเชื้อราป้อนรสชาติอร่อยระดับตำนาน
เปลี่ยนภาพจำจากของเสียสู่ "อัญมณีแห่งรสชาติ" ที่นักชิมทั่วโลกยอมสยบ—ลวดลายสีฟ้าอมเขียวที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อบลูชีส (Blue cheese) อาจทำให้หลายคนเบือนหน้าหนีในแรกเห็น ทว่าในโลกของศิลปะอาหาร สิ่งนี้ไม่ใช่ชีสบูดจากความสกปรก แต่เป็นผลงานชิ้นเอกจากการหมักบ่มร่วมกับราสายพันธุ์พิเศษที่มนุษย์ส่งต่อองค์ความรู้มานานนับพันปี จนกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่หรูหราและมีเรื่องราวโลดโผนที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์
ความลับของเชื้อราที่กินได้อย่างปลอดภัย
ความเข้าใจผิดส่วนใหญ่คือการเหมารวมว่า "เชื้อรา" ทุกชนิดเป็นอันตราย แต่อันที่จริงแล้ว ราสีฟ้าเขียวบนบลูชีสคือราในกลุ่ม Penicillium roqueforti หรือ Penicillium glaucum ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่สร้างสารพิษ (Non-toxic) ต่างจากราสีดำหรือสีส้มที่ขึ้นบนขนมปังและอาหารบูดทั่วไปซึ่งปล่อยสารพิษกลุ่ม Mycotoxin ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
การผลิตบลูชีสมีการควบคุมสายพันธุ์รา อุณหภูมิ ความชื้น และระยะเวลาบ่มอย่างเป็นระบบในห้องแล็บและถ้ำธรรมชาติ เจ้าราสีฟ้านี้จะทำหน้าที่สำคัญในการย่อยสลายไขมันและโปรตีนในก้อนชีส ส่งผลให้เนื้อสัมผัสของชีสมีความนุ่มนวล ครีมมี่ และอบอวลไปด้วยกลิ่นรสเข้มข้น จัดจ้าน เค็มมันลึกซึ้ง ซึ่งไม่มีทางหาได้จากชีสสดทั่วไป
ตำนานและหน้าประวัติศาสตร์ระดับโลก
เรื่องเล่าขานที่โด่งดังที่สุดของบลูชีสเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส กับชีสที่มีชื่อว่า "โรกฟอร์" (Roquefort) ชีสนมแกะลายฟ้าอันเลื่องชื่อ ตำนานกล่าวว่ามีคนเลี้ยงแกะหนุ่มลืมชีสและขนมปังทิ้งไว้ในถ้ำแถบตอนใต้ของประเทศ เมื่อเขากลับมาอีกครั้งในเวลาต่อมาก็พบว่ามีราสีฟ้าเขียวขึ้นเต็มก้อนชีส แต่พอลองเปิดใจชิมกลับพบว่ารสชาติดีเยี่ยมเกินคาด จนกลายเป็นจุดกำเนิดของชีสระดับตำนาน ซึ่งในปี 1925 โรกฟอร์ได้รับสถานะคุ้มครองแหล่งกำเนิด (AOC) และปัจจุบันการผลิตโรกฟอร์แท้ก็ยังต้องทำในถ้ำธรรมชาติของหมู่บ้าน Roquefort-sur-Soulzon เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 8 เกี่ยวกับจักรพรรดิชาร์เลอมาญ (Charlemagne) ที่ทรงใช้มีดพยายามแคะเส้นสีฟ้าในชีสออกเพราะคิดว่าเป็นส่วนที่เสีย จนกระทั่งมีคนกราบทูลอธิบายว่านั่นคือส่วนที่อร่อยที่สุด เรื่องราวนะจุดนี้สะท้อนให้เห็นว่าบลูชีสเคยสร้างความสับสนให้แก่มนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ
ราชาแห่งบลูชีสในแต่ละวัฒนธรรม
บลูชีสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในฝรั่งเศส แต่ในยุโรปยังมีบลูชีสสัญชาติอื่นที่โด่งดังไม่แพ้กัน ได้แก่
กอร์กอนโซลา (Gorgonzola) จากอิตาลี: มีบันทึกว่าเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 879 มีจุดเด่นที่เนื้อนุ่มละมุนและรสชาติที่กลมกล่อม
สติลตัน (Stilton) จากอังกฤษ: โด่งดังมากในศตวรรษที่ 18 จนได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งชีสอังกฤษ” (The King of English Cheeses)
บลูชีสจึงเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า อาหารเลิศรสบางชนิดต้องอาศัยทั้งเวลา ความรู้ ความชำนาญ และความกล้าที่จะทดลองของมนุษย์ สิ่งที่ดูเหมือนของเสียในสายตาของคนหนึ่ง อาจเป็นสิ่งล้ำค่าในสายตาของอีกคน การเปิดใจข้ามผ่านรูปลักษณ์ภายนอกและกลิ่นที่รุนแรง อาจนำพาเราไปพบกับมิติใหม่ของรสชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้ลวดลายสีฟ้าเขียวอันงดงามนี้
เขียนโดย ดร กิฟท์นางมารพยากรณ์
เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และแนวทางการใช้ชีวิตที่เท่าทันโลก
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
เมื่อพนักงานส่งใบลา โดยให้เหตุผลธรรมดาที่แสนพิเศษ เอ๊ะ!! ทำไมเราเข้าใจเขานะ 🤣
มหัศจรรย์เมืองไร้ถนน
10 สัตว์ที่มีอวัยวะเพศยาวที่สุดในโลก อันดับหนึ่งยาวกว่าความสูงของคนทั้งตัว
เส้นสองสลึง เนื้อยึดใต้ผิวหนังองคชาต
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ส่องเทรนด์หวยงวด 1 สิงหาคม 2569 เจาะลึกสถิติย้อนหลังและศาสตร์แห่งตัวเลขวิถีไทย
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
วินิจฉัยผิดไม่ได้แปลว่าหมอต้องติดคุก เปิดข้อกฎหมายเมื่อคนไข้เสียชีวิต
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ทำไม "ปลานิล" ไม่ระบาดเหมือน "ปลาหมอคางดำ" ทั้งที่เข้ามาในไทยก่อน?
แยกออกไหม? "ข้าวแต๋น" กับ "นางเล็ด" ขนมไทยแฝดคนละฝาที่หน้าตาคล้ายแต่ไม่เหมือนกันเป๊ะ
ราพันเซลซินโดรม: เมื่อความบอบช้ำทางใจ ถูกกลืนลงท้องพร้อมเส้นผม
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
มากกว่าแค่ดับคาว! ชวนกิน "ใบมะกรูดซอย" เติมแคลเซียมจากพืชให้กระดูกและฟันแข็งแรง


