เมื่อเสียงไม้เคาะเรือกลายเป็นภาษาทะเล ภูมิปัญญาหาปลาจากเกาะเล็กในอิตาลี
ท่ามกลางผืนน้ำสีครามรอบเกาะเล็ก ๆ ของอิตาลี ยังมีเรื่องราวของชาวประมงพื้นบ้านที่ใช้เพียงเรือไม้ อวน และเสียงเคาะเป็นส่วนหนึ่งของการหาปลา วิธีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนมีเรดาร์หรือเครื่องตรวจหาฝูงปลา มนุษย์เรียนรู้ที่จะอ่านทะเลจากประสบการณ์และการสังเกตพฤติกรรมสัตว์น้ำอย่างละเอียดเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เทคนิคดังกล่าวควรอธิบายให้ตรงกว่าคำว่า “เคาะเรียกปลา” เพราะหลักฐานที่ตรวจสอบได้จากเกาะอิโซลา เดล จิลโย (Isola del Giglio) ระบุว่า ชาวประมงวางอวนล้อมบริเวณที่ต้องการก่อน จากนั้นจึงใช้ไม้เคาะพื้นเรือและใช้พายทำให้เกิดเสียงในน้ำ เพื่อรบกวนหรือต้อนปลาให้เคลื่อนเข้าไปหาแนวอวน ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเสียงดังกล่าวเลียนแบบฝูงปลาตัวเล็กหรือเรียกปลาใหญ่ให้ขึ้นมารวมตัวใต้เรือโดยตรง
เสียงเคาะที่เดินทางผ่านน้ำ
เมื่อไม้กระทบกับพื้นหรือส่วนประกอบของเรือ เสียงและแรงสั่นสะเทือนจะส่งผ่านลงไปในน้ำ ปลาอาจตรวจจับความเคลื่อนไหวเหล่านี้และตอบสนองด้วยการเปลี่ยนทิศทางการว่าย
ในหนังสือรวบรวมศิลปะและอาชีพของชาวประมงบนเกาะ Isola del Giglio ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 1977 มีคำอธิบายว่า หลังจากจัดวางตาข่ายเรียบร้อยแล้ว ชาวประมงจะใช้พายกระทบน้ำ เคาะพื้นเรือ และบางครั้งใช้ท่อนไม้ที่เตรียมไว้สร้างเสียง จุดประสงค์คือทำให้ปลาเคลื่อนตัวไปตามทิศทางที่ต้องการและเข้าสู่บริเวณของอวน
รายละเอียดนี้ทำให้เห็นว่าเสียงไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน “เหยื่อเรียกปลา” เสียทีเดียว แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของวิธีควบคุมทิศทางฝูงปลาหลังจากวางเครื่องมือประมงแล้ว
ปลาได้ยินเสียงใต้น้ำอย่างไร
ความมหัศจรรย์นี้ไม่ได้เกิดจากปาฏิหาริย์ แต่สัมพันธ์กับความสามารถของปลาในการรับรู้เสียงและการเคลื่อนที่ของอนุภาคน้ำ
งานทบทวนด้านชีวเสียงของปลาระบุว่า ปลาโดยทั่วไปสามารถตรวจจับการเคลื่อนที่ของอนุภาคซึ่งเกิดจากเสียงใต้น้ำ ขณะที่ปลาบางชนิดอาจรับรู้แรงดันเสียงได้ด้วย ความไวและการตอบสนองจะแตกต่างกันไปตามชนิดของปลา สภาพแวดล้อม ความถี่ของเสียง และระยะห่างจากแหล่งกำเนิด
ดังนั้น การเคาะเรือไม่ได้รับประกันว่าปลาทุกชนิดจะว่ายเข้าหาเสียง ปลาอาจเข้ามาสำรวจ เปลี่ยนเส้นทาง หรือตกใจว่ายหนีก็ได้ สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ประสบการณ์ของชาวประมง ทั้งการเลือกจุดวางอวน จังหวะการสร้างเสียง และความเข้าใจพฤติกรรมของปลาที่พบในพื้นที่นั้น
ภูมิปัญญาที่ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
ทักษะเช่นนี้มักไม่ได้อยู่ในตำราเรียน แต่ถ่ายทอดผ่านการออกเรือและลงมือทำร่วมกัน คนรุ่นใหม่เรียนรู้จากการสังเกตว่าควรวางอวนตรงไหน ต้องรอให้กระแสน้ำเป็นอย่างไร และควรสร้างเสียงในจังหวะใด
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO อธิบายว่า ชาวประมงขนาดเล็กมักสะสมความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศและสัตว์น้ำเป้าหมายอย่างละเอียด ความรู้ดังกล่าวเกิดจากการทำงานกับพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน จนกลายเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชุมชน
เสียงไม้เคาะเรือจึงไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคแปลกตาจากอดีต แต่เป็นหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ ของกระบวนการเรียนรู้ธรรมชาติที่สั่งสมผ่านหลายชั่วอายุคน
ประมงพื้นบ้านไม่ได้แปลว่ายั่งยืนเสมอไป
ภาพเรือไม้และอวนแบบดั้งเดิมอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นการประมงที่ไม่กระทบธรรมชาติ แต่ความยั่งยืนไม่ได้ตัดสินจากความเก่าแก่หรือขนาดเรือเพียงอย่างเดียว
ยังต้องพิจารณาชนิดและขนาดของอวน ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ ฤดูสืบพันธุ์ พื้นที่ทำประมง ตลอดจนกฎหมายของแต่ละท้องถิ่น การจับเพียงเท่าที่ชุมชนต้องการอาจช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากร แต่ไม่ควรสรุปว่าทุกวิธีพื้นบ้านเป็นมิตรต่อระบบนิเวศโดยอัตโนมัติ
คุณค่าที่ชัดเจนกว่าคือการรักษาความรู้ของชุมชน และนำความรู้นั้นมาปรับใช้ร่วมกับการจัดการทรัพยากรตามหลักวิทยาศาสตร์
เสียงเล็ก ๆ ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทะเล
เมื่อเรือกลับเข้าเทียบฝั่ง สิ่งที่ชาวประมงนำกลับมาไม่ได้มีเพียงสัตว์น้ำสำหรับเลี้ยงชีพ แต่ยังมีความรู้เกี่ยวกับกระแสน้ำ พื้นทะเล อากาศ และพฤติกรรมของปลาที่สั่งสมเพิ่มขึ้นจากการออกเรือแต่ละครั้ง
เสียงเคาะไม้ข้างเรือจึงเป็นมากกว่าจังหวะประกอบการหาปลา มันคือร่องรอยของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับทะเล และเตือนให้เห็นว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านมีคุณค่าเพียงใดเมื่อได้รับการบันทึก ตรวจสอบ และถ่ายทอดอย่างถูกต้อง
สิ่งที่ควรจดจำคือ เทคนิคที่มีการบันทึกในอิตาลีเป็นการใช้เสียงช่วยรบกวนหรือต้อนปลาเข้าสู่แนวอวน มากกว่าการ “เรียกปลาให้มาหา” ตามความหมายตรงตัว แม้ความจริงจะต่างจากภาพเล่าอันโรแมนติกเล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้ลดมนต์เสน่ห์ของภูมิปัญญาชาวประมงลงเลย
Arte e mestieri dei pescatori dell’Isola del Giglio, FAO, Pacific Northwest National Laboratory
REFERENCES:
https://www.giglioinfo.it/gi-content/useful-info/culture/libro-arte-e-mestieri-dei-pescatori-dell-isola-del-giglio-1977.pdf
https://www.fao.org/4/y1290e/y1290e05.htm
https://www.pnnl.gov/projects/triton/stories/triton-explains-acoustic-particle-motion-and-marine-energy
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
ทำไม "ปลานิล" ไม่ระบาดเหมือน "ปลาหมอคางดำ" ทั้งที่เข้ามาในไทยก่อน?
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
5 เคล็ดลับและเรื่องจริง ที่คนไทย อาจไม่ค่อยรู้
คนซื้อหวยไม่เคยถูก(เพราะอะไร)
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
เล็บจริงก็มีอยู่แล้ว...แล้วทำไมหลายคนยังยอมเสียเงินต่อเล็บทุกเดือน?
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
ทำไมเวลาคันแล้วเราต้องเกา? เบื้องหลังกลไกที่ร่างกายสั่งให้ทำโดยไม่รู้ตัว
จังหวัดที่ผู้ชายหล่อที่สุด ถูกยกย่องว่าหน้าตาดีที่สุดในประเทศไทย
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
หมุดหมายใจกลางแดนอีสาน: ชวนไปเช็กอิน “สะดื้ออีสาน” จุดกึ่งกลางแห่งความภูมิใจที่มหาสารคาม
นอนห้อยอยู่บนหน้าผาสูงชันกับประสบการณ์รอชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์
วิถีชีวิตชาวเกาโชบนทุ่งหญ้าอาร์เจนตินากับวัฒนธรรมการดื่มชามาเต
เปิดโลกทัศน์การเดินทางด้วยวิถีโบกรถและที่พักอาศัยฟรีทั่วโลก