เพราะอะไร...ทำไมจึงห้ามใช้น้ำดับไฟจากน้ำมันในกะทะ ?
หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนว่า หากน้ำมันในกระทะเกิดลุกไหม้ขึ้นมา ห้ามสาดน้ำลงไปโดยเด็ดขาด เพราะแทนที่น้ำจะช่วยให้ไฟมอดดับเหมือนเหตุเพลิงไหม้ทั่วไป มันกลับอาจทำให้เปลวไฟขนาดเล็กพุ่งกระจายกลายเป็นลูกไฟมหึมาภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ปรากฏการณ์นี้มักถูกเรียกว่า “การระเบิดของน้ำมัน” แต่ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นการระเบิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างน้ำกับน้ำมัน สาเหตุสำคัญคือ น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำอย่างฉับพลัน พร้อมผลักน้ำมันที่กำลังลุกไหม้ให้แตกกระจายเป็นละอองทั่วบริเวณ
เมื่อเกิดไฟไหม้น้ำมันในกระทะ อุณหภูมิของน้ำมันมักสูงกว่าจุดเดือดของน้ำมาก น้ำมันประกอบอาหารบางชนิดสามารถร้อนถึงหลายร้อยองศาเซลเซียสก่อนหรือขณะลุกติดไฟ ขณะที่น้ำเดือดที่ประมาณ 100 องศาเซลเซียสภายใต้ความดันบรรยากาศปกติ
ทันทีที่น้ำถูกเทลงในกระทะ น้ำซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำมันจะจมผ่านชั้นน้ำมันลงสู่ด้านล่าง เมื่อหยดน้ำสัมผัสกับก้นกระทะและน้ำมันที่ร้อนจัด มันจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นไอน้ำแทบจะในทันที
ความอันตรายเกิดขึ้นตรงที่น้ำในสถานะไอมีปริมาตรมากกว่าน้ำในสถานะของเหลวอย่างมหาศาล โดยน้ำหนึ่งหน่วยปริมาตรอาจขยายตัวเป็นไอน้ำได้ประมาณ 1,700 เท่า ภายใต้สภาวะโดยประมาณ การขยายตัวอย่างฉับพลันนี้ทำหน้าที่ราวกับแรงดันจากด้านล่าง พุ่งดันน้ำมันร้อนที่ลอยอยู่ด้านบนให้กระเด็นออกจากกระทะอย่างรุนแรง
น้ำมันที่ถูกผลักขึ้นมาไม่ได้กระเด็นออกมาเป็นก้อนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่แตกตัวเป็นละอองขนาดเล็กจำนวนมาก ละอองเหล่านี้มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศสูงกว่าน้ำมันที่รวมกันอยู่ในกระทะหลายเท่า เมื่อมันสัมผัสกับเปลวไฟที่มีอยู่แล้ว ละอองน้ำมันจึงติดไฟพร้อมกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเสาไฟหรือลูกไฟขนาดใหญ่ที่พุ่งขึ้นเหนือกระทะและแผ่ออกไปรอบด้าน
ดังนั้น สิ่งที่มองเห็นคล้ายการระเบิดจึงเป็นผลจากกระบวนการต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่น้ำจมลงไปใต้ชั้นน้ำมัน น้ำเปลี่ยนเป็นไอน้ำ ไอน้ำขยายตัวและพ่นน้ำมันออกมา ก่อนที่ละอองน้ำมันจำนวนมากจะลุกติดไฟพร้อมกัน ปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ไฟลุกลามไปยังตู้ครัว ผ้าม่าน เสื้อผ้า หรือร่างกายของผู้ที่ยืนอยู่ใกล้เตาได้
เมื่อไฟลุกในกระทะควรทำอย่างไร
สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติและอย่าแตะต้องกระทะ ห้ามยกกระทะไปที่อ่างล้างจาน ห้ามถือวิ่งออกจากบ้าน และห้ามพยายามเทน้ำมันที่กำลังลุกไหม้ทิ้ง เพราะการเคลื่อนย้ายอาจทำให้น้ำมันหกใส่ร่างกายหรือกระจายไฟไปทั่วห้องครัวได้ หน่วยงานดับเพลิงแนะนำตรงกันว่าไม่ควรเคลื่อนย้ายภาชนะที่กำลังเกิดไฟไหม้น้ำมัน
หากสามารถเข้าถึงปุ่มควบคุมได้โดยไม่ต้องเอื้อมตัวผ่านเปลวไฟ ให้ปิดเตาหรือแหล่งความร้อนทันที จากนั้นใช้ ฝาโลหะหรือถาดอบโลหะที่มีขนาดใหญ่พอ ค่อย ๆ เลื่อนปิดด้านบนของกระทะจากด้านข้าง การปิดภาชนะจะตัดออกซิเจนที่จำเป็นต่อการเผาไหม้ ทำให้เปลวไฟค่อย ๆ ดับลง ควรหลีกเลี่ยงฝาแก้ว เพราะความร้อนรุนแรงอาจทำให้แก้วแตกร้าวได้
เมื่อปิดฝาแล้ว ต้องปล่อยกระทะไว้ในตำแหน่งเดิมและรอให้เย็นสนิท อย่ารีบเปิดฝาเพื่อตรวจดู เพราะอากาศที่ไหลกลับเข้าไปอาจทำให้น้ำมันซึ่งยังร้อนจัดลุกติดไฟขึ้นมาใหม่ได้ หน่วยงานดับเพลิงบางแห่งแนะนำให้ปล่อยภาชนะเย็นอยู่อย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมง
ผ้าดับเพลิงสามารถใช้กับไฟขนาดเล็กที่ยังจำกัดอยู่ในภาชนะได้ แต่ผู้ใช้ต้องสามารถคลุมไฟได้โดยไม่เข้าใกล้เปลวไฟจนเกินไป และควรใช้อุปกรณ์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเท่านั้น ห้ามใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม หรือผ้าเปียกธรรมดาแทนผ้าดับเพลิง เพราะผ้าอาจติดไฟ หลุดมือ หรือมีน้ำหยดลงไปในน้ำมัน ทำให้เกิดการกระจายตัวของเปลวไฟเช่นเดียวกัน
สำหรับถังดับเพลิง ควรใช้อุปกรณ์ที่ระบุว่าสามารถใช้กับไฟจากน้ำมันและไขมันประกอบอาหารได้ เช่น ถังดับเพลิงประเภท Class K ตามระบบของสหรัฐฯ หรือ Class F ตามระบบที่ใช้ในหลายประเทศ สารดับเพลิงชนิดนี้ได้รับการออกแบบให้ทำปฏิกิริยากับน้ำมันร้อนและสร้างชั้นปกคลุมเหนือเชื้อเพลิง เพื่อลดความร้อนและตัดออกซิเจน ไม่ควรหยิบถังดับเพลิงมาใช้โดยไม่ตรวจสอบประเภท เพราะถังบางชนิดมีน้ำเป็นส่วนประกอบหรืออาจฉีดด้วยแรงจนทำให้น้ำมันกระเด็น
หากไฟสูงเกินกว่าจะปิดด้วยฝา ไฟลุกไปถึงเครื่องดูดควันหรือตู้ด้านบน มีควันหนาทึบ หรือรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะควบคุมได้อย่างปลอดภัย สิ่งที่ถูกต้องที่สุดคือ ออกจากห้องครัว พาทุกคนออกจากอาคาร ปิดประตูไว้ถ้าทำได้โดยไม่เสี่ยง และโทรแจ้งหน่วยดับเพลิงทันที ไม่ควรเสี่ยงชีวิตเพื่อพยายามดับไฟที่เริ่มลุกลามแล้ว
ท้ายที่สุด วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ปล่อยน้ำมันบนเตาไว้โดยไม่มีคนดูแล หากน้ำมันเริ่มมีควัน ให้ปิดเตาและยกภาชนะออกจากความร้อนอย่างระมัดระวังก่อนที่จะลุกติดไฟ ควรเตรียมฝาโลหะที่พอดีกับกระทะไว้ใกล้มือ ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันหรือความร้อน และวางผ้าดับเพลิงหรือถังดับเพลิงที่เหมาะสมไว้ในตำแหน่งซึ่งหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องเดินผ่านเปลวไฟ
เพราะเมื่อไฟจากน้ำมันเกิดขึ้น น้ำหนึ่งแก้วไม่ได้ทำหน้าที่ดับไฟ แต่สามารถเปลี่ยนไฟกองเล็กในกระทะให้กลายเป็นลูกไฟที่ปกคลุมห้องครัวได้ภายในพริบตา สิ่งที่ช่วยหยุดไฟชนิดนี้ได้อย่างแท้จริงจึงไม่ใช่น้ำ แต่คือการ ตัดความร้อน ตัดออกซิเจน และรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมาเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
เขียนโดย dukedick
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
เล็บจริงก็มีอยู่แล้ว...แล้วทำไมหลายคนยังยอมเสียเงินต่อเล็บทุกเดือน?
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
ทำไม "ปลานิล" ไม่ระบาดเหมือน "ปลาหมอคางดำ" ทั้งที่เข้ามาในไทยก่อน?
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
ทำไมน้ำดื่มที่แพงที่สุดในโลก ถึงมีราคาขวดละ 2 ล้านบาท?
5 เคล็ดลับและเรื่องจริง ที่คนไทย อาจไม่ค่อยรู้
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
แนวทางเลขเด็ด "นกตาทิพย์" งวด 1 สิงหาคม 2569 บินมาให้โชคแล้ว!
จังหวัดที่ผู้ชายหล่อที่สุด ถูกยกย่องว่าหน้าตาดีที่สุดในประเทศไทย
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
เล็บจริงก็มีอยู่แล้ว...แล้วทำไมหลายคนยังยอมเสียเงินต่อเล็บทุกเดือน?
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง


