ความเชื่อเรื่องการจ้องตาแมวดำในคืนวันโกนมีที่มาอย่างไร
เคยได้ยินเรื่องความเชื่อที่บอกต่อกันมาไหมครับว่า คืนวันโกนห้ามไปจ้องตาแมวดำตรงๆ เพราะอาจจะโดนขโมยดวงวิญญาณได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กจากผู้ใหญ่ในบ้าน ตอนนั้นก็รู้สึกขนลุกทุกครั้งที่เห็นแมวดำเดินผ่านในคืนก่อนวันพระ แต่พอโตขึ้น
กลับรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจดีเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นแมวดำ และทำไมต้องเป็นคืนวันโกน บางคนอาจจะมองว่านี่เป็นเพียงกุศโลบายที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนใช้ขู่เด็กๆ ให้ระวังตัวมากกว่า เพราะในอดีตคืนวันโกนเป็นคืนที่มืดมิดและเต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องภูตผี
ปีศาจ การที่บอกว่าห้ามจ้องตาแมวดำก็อาจจะเป็นวิธีการทางอ้อมที่ป้องกันไม่ให้เด็กๆ ออกไปเดินเล่นในที่มืด หรืออาจจะเป็นกุศโลบายไม่ให้เราไปยุ่งกับสัตว์ที่ไม่คุ้นเคยในยามค่ำคืน เพราะแมวเองก็เป็นสัตว์ที่มีนิสัยรักสันโดษ ถ้าไปรบกวนเขาในจังหวะที่ไม่เหมาะ
สม เขาก็อาจจะข่วนหรือกัดเอาได้ ซึ่งการได้รับบาดเจ็บในสมัยก่อนที่การแพทย์ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าปัจจุบันถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ขณะที่อีกมุมมองหนึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ คือคนที่เชื่อในเรื่องลี้ลับหรือพลังงานบางอย่าง เขามองว่าแมวดำโดยเฉพาะใน
ค่ำคืนที่พลังงานทางจิตวิญญาณเปิดกว้างอย่างคืนวันโกน มีสถานะเป็นตัวกลางระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ ดวงตาของแมดดำถูกมองว่ามีความลึกซึ้งและดึงดูดพลังงานบางอย่าง ที่อาจจะไม่ส่งผลดีต่อผู้ที่ไปจ้องมองตรงๆ ความเชื่อนี้ไม่ได้มีแค่ในบ้านเรานะครับ เพราะ
ในต่างประเทศบางแห่งก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแมวดำในแง่มุมของการเป็นสัตว์นำโชค หรือบางทีก็เป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้ายสลับกันไปมา ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ เลย การที่คนเรามีความเห็นต่างกันในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย บางคน
อาจจะเคยมีประสบการณ์แปลกๆ กับแมวดำจนหันมาเชื่อสนิทใจ ในขณะที่บางคนก็อาจจะเลี้ยงแมวดำเป็นเพื่อนคู่ใจมาหลายปีและไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเลย ความงดงามของเรื่องนี้ผมมองว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าใครถูกหรือใครผิด แต่เป็นเรื่องของความเชื่อที่ฝังรากลึก
ในสังคมบ้านเรามายาวนาน มันสะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการและการเฝ้าระวังภัยของคนสมัยก่อนที่ผูกเรื่องราวให้เข้ากับธรรมชาติรอบตัวได้อย่างน่าทึ่ง ถ้าเป็นเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยได้ยินเรื่องนี้มาแบบไหน หรือเคยมีประสบการณ์อะไรที่ทำให้รู้สึกลังเลเกี่ยวกับความ
เชื่อนี้กันบ้างไหมครับ ลองมาแชร์มุมมองกันดูได้นะครับ เพราะต่างคนก็ต่างประสบการณ์ บางทีการแลกเปลี่ยนอาจจะทำให้เรามองเห็นมุมมองที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อนก็ได้ มันเป็นเรื่องของความสบายใจส่วนบุคคลที่บางครั้งเราก็ไม่ต้องหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์มาตัดสิน
เสมอไป แค่รับรู้และเคารพในมุมมองของแต่ละฝั่ง ก็น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างกันได้ดีที่สุดแล้วครับ
ทำไม "ปลานิล" ไม่ระบาดเหมือน "ปลาหมอคางดำ" ทั้งที่เข้ามาในไทยก่อน?
ทำไมเวลาคันแล้วเราต้องเกา? เบื้องหลังกลไกที่ร่างกายสั่งให้ทำโดยไม่รู้ตัว
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
เล็บจริงก็มีอยู่แล้ว...แล้วทำไมหลายคนยังยอมเสียเงินต่อเล็บทุกเดือน?
5 เคล็ดลับและเรื่องจริง ที่คนไทย อาจไม่ค่อยรู้
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
แนวทางเลขเด็ด "นกตาทิพย์" งวด 1 สิงหาคม 2569 บินมาให้โชคแล้ว!
ความจริงของยางลบสองสี ฝั่งสีน้ำเงินไม่ได้มีไว้ลบปากกา รู้ไว้ก่อนกระดาษพัง
จังหวัดที่ผู้ชายหล่อที่สุด ถูกยกย่องว่าหน้าตาดีที่สุดในประเทศไทย
เปาบราซิเลีย: จากสีย้อมไฮเอนด์ยุคโบราณ สู่หัวใจเครื่องดนตรีคลาสสิกระดับตำนาน
ทําไม"ลิง"ถึงไม่เดิน2ขาเหมือนคน
เล็บจริงก็มีอยู่แล้ว...แล้วทำไมหลายคนยังยอมเสียเงินต่อเล็บทุกเดือน?
10 หมู่บ้านร้างในประเทศไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนอาศัย แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้าง
มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่ขายได้เกือบ 6 แสนบาท! ใครยอมซื้อ?



