หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

"น้อยหน่า" vs "น้อยโหน่ง" ต่างกันอย่างไร?

เขียนโดย Djung

   หลายคนอาจเคยเดินผ่านแผงผลไม้แล้วเห็นทั้งน้อยหน่า และ น้อยโหน่ง วางขายอยู่ใกล้กัน จนเข้าใจว่าเป็นผลไม้ชนิดเดียวกัน หรือคิดว่าน้อยโหน่งเป็นเพียงน้อยหน่าลูกใหญ่เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองมีความแตกต่างกันทั้งในด้านสายพันธุ์ รูปร่าง เนื้อสัมผัส และรสชาติ
   ซึ่งบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับผลไม้ทั้งสองชนิดอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถเลือกซื้อได้ตรงกับความชอบมากที่สุด
"น้อยหน่า" เป็นผลไม้เมืองร้อนที่อยู่ในวงศ์ Annonaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Annona squamosa เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ก่อนจะแพร่กระจายเข้ามาในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งสามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศร้อน ปัจจุบันน้อยหน่าปลูกกันแทบทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศค่อนข้างแห้ง เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ นครราชสีมา และสระบุรี

  ลักษณะของน้อยหน่า ผลมีลักษณะกลมหรือรูปหัวใจ เปลือกแบ่งเป็นตานูนชัดเจน คล้ายเกล็ด เมื่อสุก เปลือกจะเริ่มแยกออกเล็กน้อย เนื้อสีขาวนวล นุ่มมาก มีเมล็ดสีดำจำนวนมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติหวานจัด จึงนิยมรับประทานเป็นผลไม้สด หรือใช้ทำไอศกรีม สมูทตี้ และขนมหวานต่าง ๆ
   ส่วน"น้อยโหน่ง"เป็นผลไม้ลูกผสมที่เกิดจากการนำ น้อยหน่า (Annona squamosa) มาผสมกับ เชอริมัว (Cherimoya – Annona cherimola) ซึ่งเป็นผลไม้เมืองหนาวที่ได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งผลไม้ตระกูลแอนโนนา" การผสมพันธุ์นี้มีเป้าหมายเพื่อรวมข้อดีของทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน เช่น ผลใหญ่ เนื้อแน่น เมล็ดน้อย และรสชาติหวานหอม น้อยโหน่งจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ผู้บริโภค และมีการปลูกเชิงการค้าในหลายจังหวัดของประเทศไทย

   ลักษณะของน้อยโหน่ง ผลใหญ่กว่าน้อยหน่าอย่างชัดเจน บางผลหนักเกือบ 1 กิโลกรัม หรือมากกว่า เปลือกเรียบกว่า ตาไม่แยกชัด เนื้อแน่นละเอียด
เมล็ดน้อยกว่า กลิ่นหอมอ่อน ๆ รสชาติหวานละมุน คล้ายคัสตาร์ด ข้อดี คือรับประทานง่าย เพราะมีเมล็ดน้อย และเนื้อไม่เละง่ายเหมือนน้อยหน่า
   คุณค่าทางโภชนาการ ทั้งน้อยหน่าและน้อยโหน่งอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน และช่วยลดการทำลายของอนุมูลอิสระ ใยอาหาร ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก และทำให้อิ่มนาน
โพแทสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ และช่วยรักษาสมดุลของความดันโลหิต
คาร์โบไฮเดรตธรรมชาติ ให้พลังงานแก่ร่างกาย เหมาะสำหรับรับประทานเป็นของว่าง
   วิธีเลือกซื้อน้อยหน่าและน้อยโหน่ง หากต้องการรับประทานทันที ควรเลือกผลที่ เปลือกเริ่มนิ่มเล็กน้อย มีกลิ่นหอม ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีเชื้อราหรือรอยแตกมากเกินไป หากต้องการเก็บไว้หลายวัน ควรเลือกผลที่ยังแข็ง แล้วนำมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 2–4 วัน จึงจะสุก
   วิธีเก็บรักษา เมื่อผลสุกแล้ว ควรเก็บไว้ในตู้เย็น จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้ประมาณ 2–3 วัน หากผ่าครึ่งแล้ว ควรห่อด้วยพลาสติกแรปหรือใส่กล่องปิดสนิท เพื่อป้องกันเนื้อแห้งและการดูดซับกลิ่นจากอาหารอื่น
   ข้อควรระวังในการรับประทาน แม้ว่าน้อยหน่าและน้อยโหน่งจะมีประโยชน์ แต่ก็มีน้ำตาลธรรมชาติค่อนข้างสูง ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ เมล็ดของผลไม้ทั้งสองชนิด ไม่ควรรับประทาน เพราะแข็งและมีสารประกอบตามธรรมชาติที่ไม่เหมาะสำหรับการบริโภค
   สรุป แม้น้อยหน่าและน้อยโหน่งจะเป็นผลไม้ในสกุลเดียวกันและมีหน้าตาคล้ายกัน แต่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน น้อยหน่าโดดเด่นด้วยเนื้อนุ่ม หวานจัด และกลิ่นหอมแบบดั้งเดิม ส่วนน้อยโหน่งเป็นผลไม้ลูกผสมที่มีผลใหญ่ เนื้อแน่น เมล็ดน้อย และรับประทานได้สะดวกกว่า ไม่ว่าจะเลือกชนิดใด ทั้งสองต่างเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และเป็นอีกหนึ่งผลไม้ไทยที่ควรค่าแก่การลิ้มลอง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตออกใหม่ จะได้รสชาติหวานอร่อยและคุณภาพดีที่สุด

เนื้อหาโดย: Djung
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Djung's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 142 ครั้ง
เขียนโดย Djung
Djung
เน้นเนื้อหา เกี่ยวกับพืช เกษตร ต้นไม้ สุขภาพ และการลงทุนของโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทั้งโลกการเงินและดิจิตัล
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
6 VOTES (3/5 จาก 2 คน)
VOTED: C lover, pakpranang
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดไหนอากาศดีที่สุดในไทย ปี 2569?โรงเรียนเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย ที่อยู่มาตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 44 โรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ของไทย ที่ยังเปิดสอนถึงปัจจุบันรู้จัก "คินสุกิ" บาดแผลที่ถูกประสานด้วยทอง ปรัชญาญี่ปุ่นที่มองว่าความผิดพลาดคือความงามจังหวัดไหนพึ่งรถสองแถวมากที่สุด? เปิดข้อมูลจริง ก่อนสรุปว่าใครคืออันดับ 1Quiet Quitting ทำงานแค่ตามสั่ง ทางรอดคนยุคนี้?มารู้จัก“ชมพู่สีม่วงดำ”ผลไม้หน้าตาแปลก สีเข้มจนเกือบดำกู้ภัยแม่เมาะช่วย “ไซบีเรียน” หมดแรงกลางสระน้ำบ้านห้วยเป็ด ก่อนพากลับคืนเจ้าของอย่างปลอดภัยเปิดเลข “โชคดีดัน” งวด 1 ต.ค. 69 มอง 6-9 เป็นหลัก ก่อนแยกชุด 2 ตัว 3 ตัวบัตรเติมเงินมือถือหายไปไหน? จากบัตรขูด PIN ยุค Y2K สู่การเติมเงินในมือถือThe Dark Hedges แห่งไอร์แลนด์เหนือ อุโมงค์ต้นไม้กว่า 250 ปีที่ราวกับหลุดออกมาจากโลกแห่งเทพนิยายเตือนกันไว้ก่อน! กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 9 ฝนตกหนักถึงหนักมาก 19–20 ก.ย. หลายพื้นที่ต้องระวัง
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 สาขาที่เด็กไทยสมัครมากที่สุด อันดับ 1 คนสมัครหลักหมื่น!จังหวัดไหนอากาศดีที่สุดในไทย ปี 2569?แชตยืมเงิน ฟ้องร้องตามกฎหมายได้จริงไหม?รู้จัก "คินสุกิ" บาดแผลที่ถูกประสานด้วยทอง ปรัชญาญี่ปุ่นที่มองว่าความผิดพลาดคือความงามบัตรเติมเงินมือถือหายไปไหน? จากบัตรขูด PIN ยุค Y2K สู่การเติมเงินในมือถือกู้ภัยแม่เมาะช่วย “ไซบีเรียน” หมดแรงกลางสระน้ำบ้านห้วยเป็ด ก่อนพากลับคืนเจ้าของอย่างปลอดภัย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
อุตสาหกรรมบินและอวกาศไทย อาชีพไหนเงินดี?จังหวัดไหนอากาศดีที่สุดในไทย ปี 2569?แชตยืมเงิน ฟ้องร้องตามกฎหมายได้จริงไหม?รู้จัก "คินสุกิ" บาดแผลที่ถูกประสานด้วยทอง ปรัชญาญี่ปุ่นที่มองว่าความผิดพลาดคือความงาม
ตั้งกระทู้ใหม่