อิน จัน ฝาแฝดแห่งสยามที่กลายเป็นชื่อเรียกไปทั่วโลก
คำว่า “แฝดสยาม” เคยถูกใช้เรียกฝาแฝดตัวติดกันในหลายประเทศ ทั้งที่ไม่ได้หมายความว่าฝาแฝดลักษณะนี้จะเกิดเฉพาะในสยาม ต้นทางของคำเรียกมาจากชื่อเสียงของชายสองคนที่เกิดแถวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2354 หรือ ค.ศ. 1811 คนไทยรู้จักพวกเขาในชื่อ อิน–จัน ส่วนในโลกตะวันตกใช้ชื่อ Eng and Chang Bunker
อินกับจันเกิดในครอบครัวที่มีเชื้อสายจีนและใช้ชีวิตวัยเด็กริมแม่น้ำแม่กลอง ร่างกายของทั้งคู่เชื่อมกันบริเวณหน้าอกส่วนล่างด้วยแถบเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อน แม้ตัวติดกัน แต่ต่างคนต่างมีศีรษะ แขน ขา หัวใจ และระบบประสาทของตนเอง พวกเขาสามารถเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ และทำงานร่วมกันได้จนเป็นจังหวะเดียวกันตั้งแต่ยังเด็ก
เรื่องราวเปลี่ยนไปเมื่อโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวสกอตพบทั้งคู่และมองเห็นโอกาสนำไปจัดแสดงในต่างประเทศ หลังการเจรจาหลายปี อินกับจันออกจากสยามในปี ค.ศ. 1829 ขณะอายุราว 17 ปี เดินทางไปถึงบอสตัน และถูกพาแสดงต่อหน้าผู้ชมในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ยุคนั้นผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อดูบุคคลที่มีร่างกายแตกต่างจากคนทั่วไป การแสดงจึงปะปนกันระหว่างความอยากรู้อยากเห็น การศึกษาทางการแพทย์ และธุรกิจที่นำร่างกายมนุษย์มาเป็นสินค้า
ช่วงแรกพวกเขาอยู่ภายใต้สัญญาและการจัดการของนายหน้า ต้องเดินทางต่อเนื่องและถูกตรวจร่างกายต่อหน้าสาธารณะ ต่อมาเมื่อโตพอและเห็นว่ารายได้ไม่ได้ถูกแบ่งอย่างเป็นธรรม ทั้งคู่จึงแยกออกมาบริหารการเดินทางด้วยตนเอง เรียนภาษาอังกฤษ อ่านเขียน และต่อรองธุรกิจได้ ความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้เกิดจากการถูกพาไปยืนให้คนดูเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความสามารถในการควบคุมภาพลักษณ์และหารายได้ในโลกที่มองพวกเขาเป็นของแปลก
ชื่อเสียงของสองพี่น้องทำให้คำว่า Siamese twins หรือฝาแฝดชาวสยามแพร่หลายจนกลายเป็นคำเรียกฝาแฝดตัวติดกันทั่วไป ทุกวันนี้วงการแพทย์นิยมใช้คำว่า conjoined twins หรือฝาแฝดตัวติดกัน เพราะตรงกับภาวะทางกายภาพและไม่ผูกความผิดปกติเข้ากับชื่อประเทศหรือเชื้อชาติ แต่ชื่อ “แฝดสยาม” ยังปรากฏในหนังสือเก่า ภาพโฆษณา และภาษาพูดจากอิทธิพลของอินกับจัน
หลังเดินทางจัดแสดงประมาณสิบปี ทั้งคู่ตัดสินใจตั้งหลักในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซื้อที่ดิน รับสัญชาติอเมริกัน และใช้นามสกุล Bunker ชีวิตของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นนักแสดง อินกับจันทำเกษตร มีทรัพย์สิน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมท้องถิ่น ก่อนจะแต่งงานกับพี่น้องตระกูลเยตส์ในปี ค.ศ. 1843 อินแต่งงานกับซาราห์ ส่วนจันแต่งงานกับแอดิเลด
ทั้งสองครอบครัวมีบุตรรวมกัน 21 คน อินมีลูก 11 คน ส่วนจันมีลูก 10 คน เมื่อครอบครัวใหญ่ขึ้น ภรรยาแยกอยู่คนละบ้าน อินกับจันจึงผลัดกันพักบ้านละสามวัน วิธีนี้ทำให้แต่ละครอบครัวมีเวลาของตัวเอง แม้ร่างกายของพี่น้องจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เรื่องชีวิตแต่งงานของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่สื่อยุคนั้นติดตามอย่างหนัก และมักถูกเล่าแบบเน้นความประหลาดมากกว่ามองว่าทั้งคู่เป็นคนที่กำลังจัดการชีวิตครอบครัวภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีใครเหมือน
อีกด้านของประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดทิ้งคือ อินกับจันกลายเป็นเจ้าของไร่ในภาคใต้ของสหรัฐฯ และถือครองทาสเช่นเดียวกับเจ้าของที่ดินจำนวนหนึ่งในพื้นที่นั้น เรื่องนี้ทำให้ภาพชีวิตของพวกเขาซับซ้อน พวกเขาเคยถูกทำให้เป็นวัตถุจัดแสดงและเผชิญอคติทางเชื้อชาติ แต่เมื่อมีฐานะกลับเข้าไปมีส่วนในระบบทาส การเล่าประวัติของทั้งคู่จึงไม่ควรมีเพียงมุมต่อสู้ชีวิตหรือความรักในครอบครัว ต้องยอมรับการตัดสินใจที่สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นด้วย
สงครามกลางเมืองอเมริกาทำให้ฐานะของครอบครัวเสียหาย เงินบางส่วนสูญมูลค่าและระบบทาสสิ้นสุดลง ทั้งคู่จึงกลับไปเดินสายหารายได้อีกครั้ง ช่วงปลายชีวิตสุขภาพของจันทรุดลง หลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองในปี ค.ศ. 1870 ร่างกายด้านหนึ่งเป็นอัมพาต อินต้องช่วยประคองพี่น้องที่เคยเคลื่อนไหวได้คล่องพร้อมกันมาตลอด
เช้ามืดวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1874 จันเสียชีวิตหลังมีอาการป่วยเกี่ยวกับระบบหายใจ อินยังมีชีวิตอยู่ข้างร่างของน้องและเสียชีวิตตามในอีกประมาณสองชั่วโมง สาเหตุการเสียชีวิตของอินยังมีข้อถกเถียง บางคำอธิบายพูดถึงภาวะช็อก ขณะที่อีกแนวคิดมองถึงการไหลเวียนเลือดผ่านเนื้อเยื่อที่เชื่อมกัน การชันสูตรพบว่าตับของทั้งคู่เชื่อมต่อกันผ่านบริเวณรอยต่อ แต่พวกเขามีอวัยวะสำคัญหลายส่วนแยกจากกัน
ในยุคของอินกับจัน การผ่าตัดแยกร่างมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งความรู้เรื่องหลอดเลือด การดมยาสลบ การควบคุมการติดเชื้อ และการดูแลหลังผ่าตัดยังจำกัด แพทย์จำนวนมากจึงไม่แนะนำให้เสี่ยง หากเกิดในปัจจุบัน ทีมแพทย์จะใช้ภาพถ่ายทางการแพทย์ประเมินอวัยวะและหลอดเลือดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีแถบเนื้อเชื่อมกันภายนอก แต่ไม่สามารถนำมาตรฐานปัจจุบันไปสรุปง่าย ๆ ว่าการผ่าตัดในตอนนั้นต้องสำเร็จแน่นอน
อินกับจันมีชีวิตถึง 62 ปี เดินทางข้ามทวีป สร้างธุรกิจ มีครอบครัวใหญ่ และทิ้งลูกหลานไว้จำนวนมาก ชื่อของพวกเขายังอยู่ทั้งในสมุทรสงคราม นอร์ทแคโรไลนา และพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ในฟิลาเดลเฟีย เรื่องของสองพี่น้องจึงไม่ได้มีเพียงความแปลกของร่างกาย แต่เต็มไปด้วยการย้ายถิ่น ธุรกิจ เชื้อชาติ ครอบครัว การแสวงหาอิสระ และความขัดแย้งทางศีลธรรมของศตวรรษที่ 19
อ้างอิงข้อมูล
https://www.ncpedia.org/biography/bunker-chang-and-eng
https://en.wikipedia.org/wiki/Chang_and_Eng_Bunker
https://muttermuseum.org/stories/posts/chang-and-eng-bunker
10 นามสกุลที่พบเห็นบ่อยในไทย มีทั้งแซ่จีนและนามสกุลไทย
สิบเลขขายดีแม่จำเนียร งวด 16/7/69
ฝรั่งเศสพลาดชิงฟุตบอลโลก 2026 เอ็มบัปเป้ยอมรับ “เราไม่สมควรเข้ารอบ”
เปิดเบื้องหลังวงการ AV อีกด้านที่ไม่ได้มีแค่ชื่อเสียงและรายได้
เจาะสูตรเลขท้าย 2 ตัว "กำลังวันพฤหัสบดี" สถิติย้อนหลัง 10 ปีเด่นเลขอะไร?
ทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้
8 อาหารแปลกที่สุดในโลก ที่หลายคนอาจไม่กล้าลอง
"ทำไมเราต้องรับคุณเข้าทำงาน?" คำถามยอดฮิตจาก HR สรุปแล้ว HR ต้องการคำตอบแบบไหน?
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
10 นักร้องลูกทุ่งไทยที่มีค่าจ้างงานแสดงสูงที่สุด
พืชที่ใช้บรรเทาอาการคัน
ช้างป่า “ดูร์เบ” คร่าชีวิต 4 คนในครอบครัวเดียว ตลอดระยะเวลา 14 ปี
Why Treat Calories Add Up So Fast
8 อาหารแปลกที่สุดในโลก ที่หลายคนอาจไม่กล้าลอง
เปิดตำนาน “เหรียญ 10 บาทสองสี” จากเงินตราในกระเป๋า สู่สุดยอดของสะสมมูลค่าหลักล้าน
พืชที่ใช้บรรเทาอาการคัน
10 อาหารที่แพงที่สุดในประเทศไทย ราคาสูงเพราะวัตถุดิบหายาก
10 ดาราไทยที่คาดว่ามีทรัพย์สินมากที่สุด พร้อมมูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ
เปิดตำนาน “เหรียญ 10 บาทสองสี” จากเงินตราในกระเป๋า สู่สุดยอดของสะสมมูลค่าหลักล้าน
ซื้อหวยยังไงให้ถูกรางวัล? เผยเทคนิคจิตวิทยาและการวางแผนชีวิตที่มากกว่าแค่ดวง