หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เมืองใต้ดินที่มีคนอาศัยอยู่จริง จากนครโบราณถึงเมืองกลางทะเลทราย

เขียนโดย Mesuk

 

เมืองใต้ดินที่มีผู้คนอาศัยอยู่จริง เปิดโลกของนครลับใต้พื้นดินที่ยังมีชีวิตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพูดถึง เมืองใต้ดิน หลายคนอาจนึกถึงฉากในภาพยนตร์หรือเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์ แต่ในความเป็นจริง โลกของเรามีเมืองใต้ดินที่มนุษย์สร้างขึ้นและเคยใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง บางแห่งมีอายุหลายพันปี และบางแห่งยังมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน

เมืองเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความแปลกใหม่เท่านั้น แต่เกิดจากความจำเป็นของมนุษย์ ทั้งการหลบภัยจากสงคราม สภาพอากาศที่รุนแรง การป้องกันผู้รุกราน หรือการหาวิธีอยู่รอดในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตบนดินได้ยาก

จึงไม่ใช่แค่เรื่องน่าทึ่งทางสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมได้เก่งเพียงใด

 

 

1. เดอรินคูยู (Derinkuyu) ประเทศตุรกี

เดอรินคูยูเป็นเมืองใต้ดินที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในแคว้นคัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

เมืองแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1963 หลังจากเจ้าของบ้านรื้อผนังและพบทางเดินลับใต้ดิน นักโบราณคดีพบว่าเมืองแห่งนี้ลึกลงไปประมาณ 85 เมตร มีมากกว่า 18 ชั้น และสามารถรองรับผู้คนได้ราว 20,000 คน พร้อมทั้งมีห้องนอน ห้องครัว คลังเก็บอาหาร โบสถ์ โรงเรียน คอกสัตว์ และระบบระบายอากาศที่ซับซ้อน

เชื่อกันว่าเมืองใต้ดินแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่หลบภัยในช่วงสงครามและการรุกรานหลายยุคสมัย

 

2. ไคมักลี (Kaymaklı) ประเทศตุรกี

อยู่ไม่ไกลจากเดอรินคูยู คือเมืองใต้ดินไคมักลี ซึ่งมีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับเมืองใต้ดินอื่น ๆ ผ่านอุโมงค์ใต้ดิน

เมืองแห่งนี้มีหลายชั้น ประกอบด้วยห้องพัก ห้องเก็บเสบียง โรงไวน์ และโบสถ์ แสดงให้เห็นว่าผู้คนสามารถใช้ชีวิตใต้ดินได้เป็นเวลานานเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ

 

3. คูเบอร์พีดี (Coober Pedy) ประเทศออสเตรเลีย

คูเบอร์พีดีเป็นเมืองที่แตกต่างจากเมืองใต้ดินโบราณ เพราะยังมีผู้คนอาศัยอยู่จริงในปัจจุบัน

เมืองนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ซึ่งอุณหภูมิในฤดูร้อนอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ชาวเมืองจำนวนมากจึงสร้างบ้านใต้ดินหรือที่เรียกว่า Dugout เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน

ภายในเมืองยังมีร้านค้า โรงแรม โบสถ์ และพิพิธภัณฑ์ใต้ดิน ทำให้คูเบอร์พีดีได้รับสมญาว่า "เมืองใต้ดินที่มีชีวิต"

 

4. มอนทรีออลใต้ดิน (RESO) ประเทศแคนาดา

แม้จะไม่ใช่เมืองใต้ดินทั้งหมด แต่ RESO ในเมืองมอนทรีออลถือเป็นเครือข่ายใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มีความยาวกว่า 30 กิโลเมตร เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร และมหาวิทยาลัย ผู้คนหลายแสนคนใช้เส้นทางนี้ทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด

 

5. ปักกิ่งใต้ดิน (Underground City of Beijing) ประเทศจีน

ในช่วงสงครามเย็น กรุงปักกิ่งได้สร้างเครือข่ายอุโมงค์และที่หลบภัยใต้ดินขนาดใหญ่ เพื่อเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน

เครือข่ายดังกล่าวประกอบด้วยห้องพัก โรงพยาบาล ห้องเรียน และคลังเก็บอาหาร แม้ปัจจุบันหลายส่วนจะไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังคงเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ยุคนั้น

ทำไมมนุษย์จึงสร้างเมืองใต้ดิน?

สาเหตุหลักของการสร้างเมืองใต้ดินมีหลายอย่าง เช่น

เมืองใต้ดินหลายแห่งถูกออกแบบอย่างชาญฉลาด มีระบบระบายอากาศ บ่อน้ำ ทางเดินเชื่อมต่อ และทางหนีฉุกเฉิน แสดงถึงความรู้ด้านวิศวกรรมของผู้คนในอดีต

อีกเรื่องที่คนทั่วไปอาจเข้าใจผิดคือ เมืองใต้ดินไม่ได้หมายความว่าต้องมืด อับ หรืออยู่ยากเสมอไป หลายแห่งถูกออกแบบให้มีอากาศถ่ายเท มีพื้นที่เก็บเสบียง และมีโครงสร้างที่รองรับการใช้ชีวิตจริงในช่วงเวลาจำเป็น

เมืองใต้ดินในอนาคต

ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใต้ดินมากขึ้น เช่น ระบบขนส่ง ศูนย์การค้า ทางเดินเชื่อมอาคาร และพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดความแออัดบนพื้นดิน และช่วยให้เมืองใช้พื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในอนาคต เมืองใต้ดินอาจไม่ได้หมายถึงการย้ายคนทั้งเมืองลงไปอยู่ใต้พื้นดินทั้งหมด แต่อาจเป็นการใช้พื้นที่ใต้ดินบางส่วนให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทาง การค้า การเก็บพลังงาน หรือพื้นที่หลบภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งสำคัญคือการออกแบบต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ระบบระบายอากาศ แสงสว่าง ทางหนีไฟ และสุขภาพของผู้ใช้งาน เพราะการใช้พื้นที่ใต้ดินมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด

สรุป

เมืองใต้ดินไม่ใช่เพียงตำนานหรือเรื่องในนิยาย แต่มีอยู่จริงและบางแห่งยังมีผู้คนอาศัยอยู่จนถึงทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็น เดอรินคูยู และ ไคมักลี ในตุรกี คูเบอร์พีดี ในออสเตรเลีย มอนทรีออลใต้ดิน ในแคนาดา หรือ เมืองใต้ดินปักกิ่ง ในจีน ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสามารถของมนุษย์ในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง

เมืองเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่แปลกตา แต่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ วิศวกรรม และบทเรียนเรื่องการอยู่รอดของมนุษย์ที่ยังน่าศึกษาจนถึงวันนี้

 

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Mesuk's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 108 ครั้ง
เขียนโดย Mesuk
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: Mesuk
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดตำนาน 7 ห้างสรรพสินค้าในอดีตที่เคยรุ่งเรืองทำไมผู้หญิงบางคนชอบเส้นเลือดปูดบนแขนผู้ชายดื่มน้ำมากแค่ไหนถึงอันตรายถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยงทำไมเสาไม้ใต้เวนิสยังไม่ผุ10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำรูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?เกาหลีเหนือวางแผนส่งทหารอีก 30,000 นายไปช่วยรัสเซีย! เซเลนสกีเตือนประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับภัยคุกคามไม่มีน้ำใจนักกีฬา! นักตบ "กัมพูชา" ไม่ให้เกียรติทีม "ไทย" จับมือเสร็จก้มเช็ดเท้าทันทีงวดที่ 1 สิงหาคม 69 ราศีไหนจะได้เป็นเศรษฐีศาสนายิว (ยูดาห์) คริสต์ และอิสลาม มีกำเนิดร่วมกัน-อเมริกากำลังจะใช้ Abraham Accords เชื่อมสัมพันธ์อาหรับกับอิสราเอลรู้หรือไม่? ไม่ใช่แค่ไทยที่กินข้าวเหนียว! เปิดรายชื่อ9ประเทศที่นิยมกิน "ข้าวเหนียว"
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
น้ำมันถังเดียววิ่งได้หลายร้อยกิโลได้อย่างไรถนน 1 กิโลเมตร แพงแค่ไหนเลขเด็ดจากความฝัน เชื่อได้แค่ไหนเนื้อคู่มีจริงไหม วิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร
ตั้งกระทู้ใหม่