ถ้าเราไปเที่ยวยุค 1990 จะเจอโลกแบบไหน และอะไรคือความต่างที่ทำให้รู้สึกเหมือน “คนละยุคจริง ๆ”
ถ้าพูดถึงการ “ไปเที่ยวยุค 1990” ในเชิงจินตนาการ มันไม่ได้นานมากในแง่ประวัติศาสตร์โลก แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ต่างจากปัจจุบันแบบรู้สึกได้ชัดเจนมาก เพราะมันอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกก่อนจะเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบเหมือนทุกวันนี้
อย่างแรกที่เราจะรู้สึกทันทีคือ “โลกยังไม่เชื่อมต่อกันตลอดเวลา” ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มีการแจ้งเตือนตลอดวัน ถ้าจะติดต่อใคร ต้องใช้โทรศัพท์บ้าน ตู้โทรศัพท์ หรือส่งจดหมาย และถ้าอยู่นอกบ้านก็แทบจะตัดขาดจากโลกดิจิทัลเลย
อินเทอร์เน็ตในยุคนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ถ้ามีใช้ก็จะเป็นแบบ dial-up ที่ต้องต่อสายโทรศัพท์ เสียงโมเด็มดังแปลก ๆ และความเร็วช้ามากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน การเปิดเว็บหนึ่งหน้าอาจใช้เวลานานจนรู้สึกเหมือนรออะไรที่ “ช้าเป็นพิเศษ”
ถ้าเราเดินไปตามถนนในยุค 1990 เราจะเห็นโทรศัพท์สาธารณะมากมายตามมุมถนน ห้าง ร้านค้า และสถานีรถไฟ การสื่อสารยังผูกกับสถานที่ ไม่ใช่ติดตัวตลอดเวลาเหมือนโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน
บรรยากาศสังคมก็จะต่างออกไปเล็กน้อย ผู้คนยังอ่านหนังสือพิมพ์มาก ฟังวิทยุ ดูทีวีตามเวลาที่กำหนด ไม่สามารถ “เลือกดูย้อนหลัง” ได้ง่ายเหมือนตอนนี้ วัฒนธรรมการเสพสื่อจึงเป็นแบบรวมศูนย์มากกว่า
แฟชั่นยุค 1990 ก็เป็นอีกสิ่งที่เด่นมาก เสื้อผ้าจะมีความหลวม ๆ กางเกงยีนส์ทรงใหญ่ เสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ สีสันค่อนข้างจัด และมีอิทธิพลจากดนตรีอย่างป็อป ร็อก และฮิปฮอปยุคแรก ๆ
ในบ้าน คนส่วนใหญ่ยังใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่ากว่า เช่น ทีวีจอใหญ่แบบหลอด CRT เครื่องเล่นวิดีโอเทป (VHS) หรือเครื่องเล่นซีดีในช่วงปลายยุค การดูหนังยังต้องเช่าม้วนวิดีโอจากร้านเช่า ไม่ใช่กดสตรีมมิ่งทันทีเหมือนปัจจุบัน
ถ้าเป็นเด็กยุคนั้น ของเล่นจะเป็นของจริงจับต้องได้ เช่น ตัวต่อ เกมบอย เกมคอนโซลรุ่นแรก ๆ หรือการเล่นกลางแจ้งมากกว่าการอยู่กับหน้าจอมือถือทั้งวัน
การเดินทางก็ยังไม่มี GPS แบบละเอียดในมือถือ การหาทางอาจต้องใช้แผนที่กระดาษ หรือถามคนในพื้นที่ ซึ่งทำให้การเดินทางมีความ “ไม่แน่นอน” มากกว่าปัจจุบัน
ในแง่เศรษฐกิจและสังคม โลกกำลังเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์อย่างจริงจัง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาในที่ทำงาน แต่ยังไม่แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ หลายอย่างยังทำแบบเอกสาร กระดาษ และการจดบันทึกด้วยมือ
ถ้าเราเป็น “นักท่องเที่ยวจากปัจจุบัน” แล้วไปยุคนั้น สิ่งที่อาจรู้สึกแปลกที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “ความช้า” ของทุกอย่าง ทั้งการสื่อสาร การรับข้อมูล และการใช้ชีวิต
ข่าวสารไม่ได้ไหลเร็วแบบเรียลไทม์เหมือนตอนนี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ เราอาจต้องรอข่าวจากทีวีหรือหนังสือพิมพ์วันถัดไป ต่างจากปัจจุบันที่รู้ทันทีผ่านมือถือ
อย่างไรก็ตาม ยุค 1990 ก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน คือความเรียบง่าย ความไม่เร่งรีบตลอดเวลา และการมีพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าปัจจุบัน เพราะไม่มีการเชื่อมต่อที่ตามติดตลอด 24 ชั่วโมง
อีกมุมหนึ่งคือ เป็นยุคที่วางรากฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อินเทอร์เน็ตยุคแรก และการเริ่มต้นของโลกดิจิทัลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
สรุปแล้ว การไปเที่ยวยุค 1990 คือการย้อนกลับไปโลกที่ยัง “ไม่เร่งด่วนเท่าปัจจุบัน” ไม่มีสมาร์ตโฟน ไม่มีโซเชียลมีเดีย และข้อมูลไม่ได้ไหลเร็ว แต่เป็นยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญที่กำลังพาโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว เป็นทั้งความเรียบง่ายและจุดเริ่มต้นของโลกที่เราอยู่ในตอนนี้
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
5 มือถือที่ขายดีที่สุดในโลก Nokia ยังครองแชมป์ตลอดกาล
เลขจากหางประทัด "บอล เชิญยิ้ม..วัดยางใหญ่ ตาพรานบุญ
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
อสังหาฯ ราคาขึ้น/ปล่อยเช่าได้ บิตคอยน์แค่รอราคาขึ้นแบบลมๆ แล้งๆ
Great Ziggurat of Ur มหาซิกกูแรตแห่งอูร์ วิหารขั้นบันไดอายุกว่า 4,000 ปี
เครื่องบินรบเกิดขึ้นได้อย่างไร จากสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงยุคไร้คนขับ
แมงกะพรุนกล่อง สัตว์ทะเลโปร่งใสที่มีพิษร้ายแรงระดับโลก
ต้อง Restart มือถือทุกวันไหม? คำตอบที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรรู้
จังหวัดในไทยที่ชวนเข้าใจว่าติดทะเล
10 จักรวรรดิ ที่เคยเป็นมหาอำนาจของโลกก่อนยุคปัจจุบัน
เครื่องบินรบเกิดขึ้นได้อย่างไร จากสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงยุคไร้คนขับ
อสังหาฯ ราคาขึ้น/ปล่อยเช่าได้ บิตคอยน์แค่รอราคาขึ้นแบบลมๆ แล้งๆ
Great Ziggurat of Ur มหาซิกกูแรตแห่งอูร์ วิหารขั้นบันไดอายุกว่า 4,000 ปี
5 มือถือที่ขายดีที่สุดในโลก Nokia ยังครองแชมป์ตลอดกาล
ทำไมครูไทยเป็นหนี้ง่าย และหลายคนมีหนี้สูงกว่าที่คิด
แมงกะพรุนกล่อง สัตว์ทะเลโปร่งใสที่มีพิษร้ายแรงระดับโลก




