ร่างกายแม่ลูกอาจมีเซลล์ของกันและกันฝังอยู่ไปทั้งชีวิต
เวลาเรียนชีววิทยาตอนเด็ก เรามักเข้าใจว่าร่างกายก็คือตัวเราแบบเต็มร้อย มีดีเอ็นเอจากพ่อครึ่งนึง แม่ครึ่งนึง แล้วประกอบร่างขึ้นมาเป็นเรา
แต่เอาเข้าจริง ร่างกายคนเราอาจไม่ได้เป็นของเราคนเดียวแบบที่เคยคิดเสมอไป
มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่อ่านเจอแล้วรู้สึกว่ามันทั้งแอบหลอนและซึ้งในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องของปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Microchimerism หรือภาวะที่ในร่างกายของคนคนหนึ่ง มีเซลล์หรือ DNA ปริมาณเล็กน้อยจากอีกคนหนึ่งแฝงอยู่
กรณีที่เล่ากันบ่อยที่สุด คือการแลกเปลี่ยนเซลล์กันระหว่าง แม่กับลูก ตอนที่ตั้งท้อง
ตอนตั้งท้อง แม่ไม่ได้ส่งให้ลูกอย่างเดียว
ปกติเวลาพูดถึงคนท้อง เรามักนึกว่าสายสะดือคือท่อส่งอาหารและออกซิเจนจากแม่ไปให้ลูก
แต่ความจริงแล้ว ระหว่างแม่กับลูกมีการส่ง “บางอย่าง” สวนทางกลับมาด้วย นั่นก็คือเซลล์ของลูกที่สามารถหลุดลอดเข้าไปในกระแสเลือดของแม่ แล้วกระจายไปอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแม่
มีรายงานว่าสามารถพบเซลล์หรือร่องรอยของเซลล์เหล่านี้ได้ในอวัยวะหลายจุด เช่น เลือด ปอด ตับ หัวใจ หรือแม้แต่สมอง
ฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่เรื่องนี้เป็นประเด็นที่นักวิจัยศึกษากันจริงจังมานานแล้ว
เซลล์ของลูกอาจอยู่ในตัวแม่ได้นานหลายสิบปี
ตอนแรกนักวิจัยเคยเข้าใจว่าเซลล์พวกนี้น่าจะอยู่แค่ช่วงสั้น ๆ เดี๋ยวก็ถูกภูมิคุ้มกันของแม่กำจัดทิ้งไปตามธรรมชาติ
แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป
เซลล์ของลูกบางส่วนอาจฝังตัวอยู่ในร่างกายแม่ได้นานมาก บางงานวิจัยพบร่องรอยเซลล์ของทารกในตัวแม่หลังคลอดไปแล้วหลายสิบปี
หนึ่งในเคสที่ถูกพูดถึงบ่อย คือการตรวจเนื้อเยื่อสมองของผู้หญิงสูงอายุที่เสียชีวิตแล้ว และพบ DNA หรือเซลล์ที่มีโครโมโซมเพศชายอยู่ในสมอง ซึ่งนักวิจัยมองว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเคยตั้งครรภ์ลูกชายมาก่อน
พูดง่าย ๆ คือ ลูกอาจไม่ได้จากร่างกายแม่ไปทั้งหมดหลังคลอด แต่ทิ้ง “ร่องรอยระดับเซลล์” เอาไว้ในตัวแม่ต่อไปอีกนานมาก
ไม่ใช่แค่แฝงอยู่เฉย ๆ แต่อาจเกี่ยวกับการซ่อมแซมร่างกาย
เรื่องที่ทำให้ Microchimerism น่าสนใจยิ่งขึ้น คือเซลล์เหล่านี้อาจไม่ได้เข้าไปอยู่เฉย ๆ แบบไม่มีบทบาท
งานวิจัยบางส่วนพบว่าเซลล์จากทารกอาจเดินทางไปยังบริเวณที่ร่างกายแม่เกิดความเสียหาย และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
เช่น ในบางการศึกษาพบเซลล์ของทารกในบริเวณแผลหรือเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บของแม่ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามว่า เซลล์เหล่านี้อาจทำตัวคล้าย “หน่วยช่วยซ่อม” ในบางสถานการณ์หรือไม่
แต่จุดนี้ต้องพูดอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ได้แปลว่าเซลล์ของลูกจะซ่อมหัวใจหรือรักษาโรคให้แม่ได้แบบตรง ๆ ทุกกรณี งานวิจัยเรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก และยังต้องศึกษาเพิ่มว่าเซลล์เหล่านี้เป็นประโยชน์ เป็นผลข้างเคียง หรือมีทั้งสองด้านขึ้นอยู่กับบริบทของร่างกาย

ลูกเองก็อาจมีเซลล์ของแม่อยู่ในตัวเหมือนกัน
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดทางเดียวจากลูกไปหาแม่เท่านั้น
ในทางกลับกัน ตัวลูกเองก็อาจได้รับเซลล์ของแม่เข้าไปฝังอยู่ในร่างกายตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องเช่นกัน และเซลล์เหล่านี้อาจคงอยู่ต่อไปได้อีกนานหลังคลอด
ยิ่งถ้าบ้านไหนมีลูกหลายคน เรื่องยิ่งซับซ้อนขึ้นอีก เพราะเซลล์ของลูกคนก่อนที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายแม่ อาจมีโอกาสถูกส่งต่อไปยังลูกคนถัดไปในระหว่างการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ได้
แปลแบบเห็นภาพง่าย ๆ คือ ในร่างกายของน้องคนเล็ก อาจไม่ได้มีแค่เซลล์ของตัวเองกับแม่เท่านั้น แต่อาจมีร่องรอยเล็ก ๆ จากพี่ชายหรือพี่สาวปะปนอยู่ด้วย
มันเป็นภาพที่ทั้งแปลก ทั้งลึก และทำให้คำว่า “ครอบครัวอยู่ในตัวเรา” ดูมีความหมายขึ้นมาจริง ๆ
สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Microchimerism
เรื่องนี้ฟังดูหวานมาก จนอาจทำให้บางคนเข้าใจว่า Microchimerism เป็นเรื่องดีเสมอ
แต่ในมุมวิทยาศาสตร์ ยังต้องระวังอยู่พอสมควร
เพราะเซลล์แปลกปลอมเล็ก ๆ เหล่านี้อาจมีบทบาทได้หลายทาง บางงานวิจัยสนใจว่ามันอาจเกี่ยวกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ บางงานก็ศึกษาความเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน หรือโรคบางกลุ่ม
ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปแรงเกินไปว่า “ลูกช่วยรักษาแม่ได้แน่นอน” หรือ “เซลล์ของลูกทำให้เกิดโรค” เพราะตอนนี้สิ่งที่ชัดกว่าคือ ร่างกายแม่ลูกมีการแลกเปลี่ยนเซลล์กันจริง และผลของมันอาจซับซ้อนกว่าที่เราคิด
สายใยแม่ลูกที่ไม่ได้มีแค่ความรู้สึก
เวลาได้ยินคำพูดที่ว่า แม่ลูกมีสายใยตัดกันไม่ขาด หรือมีความผูกพันกันลึกซึ้ง เรามักคิดว่านั่นเป็นคำพูดเชิงความรู้สึก
แต่พอมาดูในมุมของวิทยาศาสตร์ คำพูดนี้อาจไม่ได้เป็นแค่นามธรรมเสมอไป
เพราะลึก ๆ แล้ว ในร่างกายของแม่อาจมีเซลล์ของลูกฝังอยู่จริง และในร่างกายของลูกก็อาจมีเซลล์ของแม่ติดตัวมาจริงเช่นกัน
ร่างกายเราเลยอาจไม่ได้เป็น “ตัวเรา” แบบโดด ๆ อย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีร่องรอยของคนที่เกี่ยวพันกับเราฝังอยู่ด้วย
ไม่ใช่ในเชิงโรแมนติกอย่างเดียว แต่เป็นความจริงระดับเซลล์ที่ทั้งแปลก ทั้งอบอุ่น และทำให้เรามองร่างกายมนุษย์เปลี่ยนไปเลย
ใครชอบเรื่องแนวนี้ ลองอ่านงานวิจัยเต็ม ๆ จากลิงก์อ้างอิงด้านล่างได้ เป็นอีกหนึ่งประเด็นชีววิทยาที่เปิดโลกมาก และทำให้คำว่า “แม่ลูกผูกพันกัน” ดูจับต้องได้กว่าที่เคย
แหล่งที่มา:
NCBI / PubMed Central
อ้างอิง:
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3516290/
Tags ภาษาไทย:
วิทยาศาสตร์, ร่างกายมนุษย์, ชีววิทยา, Microchimerism, แม่และเด็ก, เซลล์มนุษย์, สุขภาพ, ความรู้รอบตัว
กลัวจนปวดฉี่ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง ร่างกายอาจกำลังเข้าโหมดเอาตัวรอด
3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทย
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
ทำไมบางคนถึงได้ยินเสียงเป็นสี หรือเห็นตัวเลขเป็นสี ภาวะ Synesthesia ที่สมองไม่เหมือนคนทั่วไป
ลูกเรือหญิงไทยถูกจับที่เมลเบิร์น พบเฮโรอีนกว่า 1 กก. เสี่ยงคุก 25 ปี
เพิ่งรู้ว่า วงแหวนที่ติดคอขวดน้ำดื่ม ไม่ได้มีไว้ให้จับ แต่เป็นตัวช่วยบอกว่าขวดนี้ยังไม่เคยถูกเปิด
ความคืบหน้าการสร้างรั้วกั้นเขตชายแดนไทย - กัมพูชา
5อันดับเลขเด็ดมาแรงงวด1 กรกฎาคม 2569
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
รายการตลกไม่ได้มีแค่ความฮา แต่สอนชีวิตเราได้มากกว่าที่คิด
ทำไมเวลาเหงาถึงรู้สึกหนาว วิทยาศาสตร์อธิบายความเย็นจากข้างใน
ครึ่งปีหลังเงินในบ้านตึงขึ้น เช็ก 5 จุดก่อนน้ำมัน อาหาร เดินทางกินงบ
เพิ่งรู้ว่า วงแหวนที่ติดคอขวดน้ำดื่ม ไม่ได้มีไว้ให้จับ แต่เป็นตัวช่วยบอกว่าขวดนี้ยังไม่เคยถูกเปิด
กลัวจนปวดฉี่ไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง ร่างกายอาจกำลังเข้าโหมดเอาตัวรอด
รายการตลกไม่ได้มีแค่ความฮา แต่สอนชีวิตเราได้มากกว่าที่คิด
ลูกเรือหญิงไทยถูกจับที่เมลเบิร์น พบเฮโรอีนกว่า 1 กก. เสี่ยงคุก 25 ปี
5อันดับเลขเด็ดมาแรงงวด1 กรกฎาคม 2569
หัวเราะหนักเกินไปจนตายได้จริงไหม เรื่องนี้ไม่ใช่มุก แต่มันเกิดได้แม้จะหายากมาก
ความลับของรอยจ้ำเลือดบนคอ ทำไมมันอยู่นานกว่ารอยช้ำทั่วไป
ครึ่งปีหลังเงินในบ้านตึงขึ้น เช็ก 5 จุดก่อนน้ำมัน อาหาร เดินทางกินงบ
ทำไมจู่ๆ เราถึงรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงตอนกำลังจะหลับ (Hypnic Jerk)