หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

สมองมีตัวเราจริงไหม เมื่อมองผ่านอนัตตา

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

สมองมีตัวเราจริงไหม เมื่อมองผ่านอนัตตา

คำว่า “อนัตตา” เป็นหนึ่งในคำที่คนได้ยินบ่อย แต่เข้าใจยากมาก เพราะมันไม่ได้แปลแบบง่ายๆ ว่า “เราไม่มีอยู่เลย” เหมือนทุกอย่างว่างเปล่าไร้ความหมาย แต่หมายถึงสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” ไม่ใช่แก่นถาวรที่ควบคุมทุกอย่างได้ตลอดเวลา

ในทางพระพุทธศาสนา ร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด และการรับรู้ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เปลี่ยนไป และดับไปตามเหตุปัจจัย เราจึงไม่ควรยึดสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวตนถาวรที่มั่นคงแน่นอน

เมื่อมองจากวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะงานศึกษาสมองจำนวนมากทำให้เห็นว่า ความรู้สึกว่า “ฉันเป็นฉัน” ไม่ได้มาจากจุดเดียวในสมองที่นั่งบัญชาการทุกอย่าง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของเครือข่ายสมองหลายส่วนที่ประมวลผลร่างกาย ความจำ อารมณ์ ภาษา ความตั้งใจ และเรื่องเล่าชีวิตของเราเข้าด้วยกัน

ไม่มีปุ่มเดียวในสมองที่ชื่อว่า ตัวเรา

ถ้าถามว่าสมองมีจุดไหนเป็นศูนย์กลางของตัวตน คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ ยังไม่พบจุดเดียวที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเราแท้ๆ” เหมือนคนขับรถที่นั่งอยู่ในหัวแล้วคอยสั่งร่างกายทุกอย่าง

สิ่งที่พบมากกว่าคือสมองทำงานเป็นเครือข่าย หลายส่วนช่วยกันสร้างประสบการณ์ของความเป็นตัวเรา เช่น สมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำช่วยให้เรารู้สึกว่ามีอดีต สมองส่วนที่เกี่ยวกับร่างกายช่วยให้รู้ว่านี่คือมือเรา นี่คือหน้าเรา สมองส่วนอารมณ์ช่วยบอกว่าสิ่งนี้สำคัญกับเรา และสมองส่วนภาษาเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาเป็นคำว่า “ฉัน”

ดังนั้นตัวตนที่เรารู้สึกทุกวันจึงคล้ายผลรวมของกระบวนการหลายอย่าง ไม่ใช่วัตถุชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในสมองอย่างถาวร

ความรู้สึกว่าเป็นตัวเราเกิดจากการประกอบกัน

ในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกเหมือนมีตัวเราคนเดียวที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ แต่ถ้ามองละเอียด ความเป็นตัวเราถูกประกอบขึ้นจากหลายชั้น เช่น ร่างกาย ความทรงจำ ความชอบ ชื่อ นิสัย ประสบการณ์ บทบาทในครอบครัว และเรื่องที่เราเล่าเกี่ยวกับตัวเอง

สมองดึงข้อมูลเหล่านี้มารวมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนเดิม แม้ร่างกายเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน ความเชื่อเปลี่ยน และเซลล์ในร่างกายจำนวนมากก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา

นี่ทำให้แนวคิดอนัตตาไม่ได้ไกลจากประสบการณ์จริงนัก เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวฉัน” ดูเหมือนมั่นคงเมื่อมองหยาบๆ แต่เมื่อมองละเอียด มันเป็นกระแสขององค์ประกอบที่เปลี่ยนอยู่ตลอด

สมองสร้างเรื่องเล่าให้เรารู้สึกต่อเนื่อง

สมองมนุษย์เก่งมากในการเล่าเรื่อง มันเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นชิ้นๆ มาต่อกันเป็นเรื่องเดียว เช่น ฉันเกิดที่ไหน ฉันชอบอะไร ฉันเคยเจ็บปวดเรื่องไหน ฉันเป็นคนแบบไหน และอนาคตฉันอยากเป็นอะไร

เรื่องเล่านี้มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้เราจำตัวเองได้ วางแผนชีวิตได้ รับผิดชอบต่อการกระทำได้ และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นได้ แต่เรื่องเล่าไม่ใช่แก่นแท้ถาวร มันถูกเขียนใหม่ได้ตลอดเวลา

คนที่เคยคิดว่าตัวเองล้มเหลว อาจเปลี่ยนเรื่องเล่าชีวิตใหม่เมื่อผ่านประสบการณ์บางอย่าง คนที่เคยเกลียดตัวเอง อาจค่อยๆ มองตัวเองเมตตามากขึ้น นี่แสดงว่า “ตัวเรา” ในเชิงจิตใจไม่ใช่สิ่งแข็งตายตัว แต่เป็นสิ่งที่สมองประกอบและปรับปรุงอยู่เสมอ

ความจำไม่ได้เป็นคลังเก็บตัวตนที่สมบูรณ์

หลายคนคิดว่าตัวตนอยู่ในความจำ เพราะเรารู้ว่าเราเป็นใครจากสิ่งที่เราเคยผ่านมา แต่ความจำของมนุษย์ไม่ใช่วิดีโอบันทึกเหตุการณ์แบบตรงเป๊ะ ทุกครั้งที่เรานึกถึงอดีต สมองอาจประกอบความทรงจำขึ้นใหม่จากเศษข้อมูล ความรู้สึก และความหมายในปัจจุบัน

นี่คือเหตุผลที่ความจำบางเรื่องเปลี่ยนสีไปตามเวลา เหตุการณ์เดิมที่เคยเจ็บมาก อาจดูเบาลงเมื่อเราเติบโตขึ้น หรือเหตุการณ์เล็กๆ ในอดีตอาจใหญ่ขึ้นเมื่อมันเกี่ยวข้องกับปมในใจปัจจุบัน

ถ้าตัวตนของเราผูกอยู่กับความจำ และความจำเองก็เปลี่ยนได้ แปลว่าตัวตนที่เรารู้สึกว่าแน่นมาก อาจไม่ได้แน่นเท่าที่คิด มันพึ่งพากระบวนการของสมองที่ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา

ความเป็นตัวเราไม่ได้อยู่แค่ในความคิด แต่เกี่ยวข้องกับร่างกายอย่างลึกซึ้ง สมองรับข้อมูลจากหัวใจ ลมหายใจ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง กระเพาะ ลำไส้ และตำแหน่งของร่างกายในอวกาศ แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างความรู้สึกว่า “นี่คือร่างกายของฉัน”

ถ้าร่างกายเหนื่อย ความคิดอาจมืดลง ถ้าหายใจเร็ว สมองอาจรู้สึกเหมือนมีภัย ถ้าท้องไส้ปั่นป่วน อารมณ์ก็อาจไม่มั่นคง สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ตัวตนไม่ได้เป็นผู้สั่งร่างกายจากข้างบนอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมจากสัญญาณในร่างกายตลอดเวลา

ในมุมนี้ คำว่า “ฉันรู้สึกแบบนี้” อาจหมายถึงสมองและร่างกายทั้งระบบกำลังสร้างประสบการณ์หนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่มีตัวตนเล็กๆ แยกออกจากร่างกายแล้วมานั่งดูทุกอย่าง

อารมณ์ทำให้ตัวเราดูจริงขึ้นมาก

เวลามีความโกรธ ความอาย ความรัก ความกลัว หรือความเสียใจ ตัวตนจะรู้สึกชัดมาก เช่น “เขาทำร้ายฉัน” “ฉันแพ้” “ฉันถูกมองข้าม” หรือ “ฉันไม่มีค่า” อารมณ์ทำให้ความคิดเกี่ยวกับตัวเราดูจริงและหนักขึ้น

แต่ถ้าสังเกตดีๆ อารมณ์ก็เปลี่ยนอยู่ตลอด โกรธมากตอนหนึ่ง อีกชั่วโมงอาจเบาลง เสียใจมากวันหนึ่ง เดือนต่อมาอาจมองเรื่องเดิมต่างไป นี่แสดงว่าตัวเราที่เกิดขึ้นพร้อมอารมณ์ก็เปลี่ยนไปตามสภาวะของสมองและร่างกาย

อนัตตาจึงไม่ได้บอกว่าเราไม่รู้สึก แต่ชวนให้เห็นว่าอารมณ์และตัวตนที่ผูกกับอารมณ์นั้นไม่ถาวร ถ้าไม่รีบเชื่อทุกความคิดตอนอารมณ์แรง เราอาจมีอิสระมากขึ้นจากความทุกข์ของตัวเอง

สมองส่วน Default Mode Network กับเรื่องของตัวฉัน

ในประสาทวิทยา มีเครือข่ายสมองที่มักถูกพูดถึงเมื่อเกี่ยวกับการคิดถึงตัวเอง การนึกถึงอดีต การจินตนาการอนาคต และการเล่าเรื่องชีวิตของเรา เครือข่ายนี้มักถูกเรียกว่า Default Mode Network

เมื่อเราไม่ได้ทำงานเฉพาะหน้า เช่น ไม่ได้แก้โจทย์ ไม่ได้จดจ่อกับสิ่งภายนอก สมองมักกลับไปคิดเรื่องตัวเอง คิดถึงคนอื่น คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต หรือคิดวนเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ

นี่ไม่ได้แปลว่า Default Mode Network คือ “ตัวเรา” แต่แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกเรื่องตัวฉันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการทำงานของสมอง ไม่ใช่จุดเดียวถาวรที่ชื่อว่าตัวตน

สมาธิอาจเปลี่ยนวิธีที่สมองสร้างตัวตน

การฝึกสมาธิและการเจริญสติทำให้คนจำนวนมากเริ่มเห็นว่า ความคิด ความรู้สึก และอารมณ์เกิดขึ้นเองแล้วดับไป ไม่ได้ต้องเชื่อทุกอย่างว่าเป็นตัวเราเสมอไป เช่น มีความโกรธเกิดขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ฉันคือคนโกรธ” ตลอดไป

ในมุมสมอง การฝึกสติอาจช่วยให้เรารับรู้ความคิดและอารมณ์โดยไม่ถูกดูดเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับมันมากเหมือนเดิม สมองเรียนรู้ที่จะเห็นประสบการณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะหนึ่ง แทนที่จะรีบสร้างเรื่องเล่าว่า “นี่คือตัวฉันทั้งหมด”

นี่เป็นจุดที่พุทธธรรมและประสาทวิทยาคุยกันได้อย่างน่าสนใจ แต่ต้องระวังว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์ธรรมะทั้งหมด และธรรมะก็ไม่ได้เป็นเพียงสมองสแกนเท่านั้น ทั้งสองอย่างใช้คนละภาษาในการอธิบายประสบการณ์มนุษย์

อนัตตาไม่ได้แปลว่าไม่มีความรับผิดชอบ

หลายคนพอได้ยินว่าไม่มีตัวตน ก็กลัวว่าจะกลายเป็นความคิดแบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะถ้าไม่มีตัวเรา แล้วใครทำดี ใครทำชั่ว ใครรับผลของการกระทำ

แต่อนัตตาไม่ได้สอนให้ปฏิเสธเหตุและผล ตรงกันข้าม มันชี้ให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ เกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อเราพูด ทำ คิด และตัดสินใจ สิ่งเหล่านั้นย่อมส่งผลต่อชีวิตและคนรอบข้าง แม้ไม่มีตัวตนถาวรนั่งควบคุมอยู่ข้างใน

เปรียบเหมือนเปลวไฟที่สืบต่อจากเชื้อเพลิง แม้ไม่ใช่สิ่งเดิมเป๊ะทุกวินาที แต่ก็มีความต่อเนื่องตามเหตุปัจจัย ชีวิตมนุษย์ก็เช่นกัน ไม่มีแก่นถาวร แต่มีความต่อเนื่องของกรรม ความจำ นิสัย และผลของการกระทำ

ไม่มีตัวตนถาวร แต่มีประสบการณ์จริง

การบอกว่าไม่มีตัวตนถาวร ไม่ได้แปลว่าความเจ็บปวด ความสุข ความรัก หรือความทุกข์เป็นของปลอมทั้งหมด ประสบการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริงในระดับประสบการณ์ของมนุษย์ แต่ไม่ได้มีเจ้าของถาวรที่ควบคุมมันได้ทั้งหมด

เวลาเจ็บ เราเจ็บจริง เวลาเสียใจ เราเสียใจจริง แต่ถ้ามองลึกลงไป ความเจ็บและความเสียใจก็เกิดจากร่างกาย สมอง ความจำ อารมณ์ และสถานการณ์มาประกอบกัน แล้วเปลี่ยนไปตามเวลา

การเห็นแบบนี้อาจไม่ได้ทำให้ความทุกข์หายทันที แต่ช่วยให้เราไม่ยึดทุกความคิดว่าเป็นความจริงสุดท้ายของชีวิต เช่น วันนี้รู้สึกไร้ค่า ไม่ได้แปลว่าเราคือคนไร้ค่าตลอดไป มันอาจเป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นและกำลังเปลี่ยนไป

ตัวเราเหมือนวงดนตรีมากกว่ากษัตริย์ในหัว

ภาพที่หลายคนเผลอคิดคือในหัวมี “ฉัน” ตัวหนึ่งเหมือนกษัตริย์นั่งสั่งการทุกอย่าง แต่ภาพจากประสาทวิทยาอาจใกล้กับวงดนตรีมากกว่า คือมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกัน บางช่วงเสียงอารมณ์เด่น บางช่วงเสียงความจำเด่น บางช่วงเสียงเหตุผลเด่น บางช่วงเสียงความกลัวเด่น

สิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวฉัน” คือเพลงที่เกิดจากทั้งวง ไม่ใช่นักดนตรีคนเดียว ถ้าเครื่องดนตรีบางชิ้นเปลี่ยน จังหวะเพลงก็เปลี่ยน ถ้าประสบการณ์ใหม่เข้ามา เพลงชีวิตก็เปลี่ยนทำนองได้

มุมมองนี้ช่วยให้เข้าใจอนัตตาอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น ตัวเราไม่ใช่ก้อนแข็งถาวร แต่เป็นกระบวนการที่หลายระบบร่วมกันเล่นอยู่ตลอดเวลา

ทำไมการยึดตัวตนมากจึงทำให้ทุกข์

เมื่อเรายึดตัวตนแน่นมาก ทุกอย่างที่มากระทบตัวตนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ คำวิจารณ์เล็กๆ อาจกลายเป็นการทำลายคุณค่าเรา ความผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจกลายเป็นคำตัดสินทั้งชีวิต และความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นอาจถูกแปลว่าเขาทำร้ายเรา

ถ้าเห็นว่าตัวตนเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนได้ เราอาจมีพื้นที่หายใจมากขึ้น ความคิดว่า “ฉันล้มเหลว” อาจถูกมองใหม่ว่า “ตอนนี้มีความรู้สึกล้มเหลวเกิดขึ้น” ความคิดว่า “ฉันแย่มาก” อาจเปลี่ยนเป็น “ตอนนี้สมองกำลังเล่าเรื่องตัวเองอย่างรุนแรง”

การเปลี่ยนมุมแบบนี้ไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการไม่ผูกทั้งชีวิตไว้กับความคิดชั่วคราวที่เกิดขึ้นในสมองช่วงหนึ่ง

วิทยาศาสตร์ยืนยันอนัตตาหรือไม่

ถ้าพูดอย่างระมัดระวัง วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาไม่ได้ยืนยันคำสอนอนัตตาในความหมายทางศาสนาแบบครบถ้วน เพราะวิทยาศาสตร์ศึกษาสมอง พฤติกรรม และประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้ ส่วนอนัตตาเป็นคำสอนทางปัญญาและการภาวนาที่ลึกกว่านั้น

แต่สิ่งที่ประสาทวิทยาช่วยให้เห็นคือ ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรานั้นไม่ได้มีศูนย์กลางถาวรจุดเดียวในสมอง มันเกิดจากเครือข่ายหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันและเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะ

นี่ทำให้วิทยาศาสตร์และพุทธธรรมมีจุดสนทนาที่น่าสนใจ คือทั้งสองต่างชี้ว่า “ตัวเรา” ไม่ใช่สิ่งแข็งแน่นอย่างที่เรารู้สึกในชีวิตประจำวัน เพียงแต่อธิบายด้วยภาษาและเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ถ้าไม่มีตัวตน แล้วเราควรใช้ชีวิตอย่างไร

การเข้าใจอนัตตาไม่ได้ทำให้ชีวิตว่างเปล่าหรือไร้ค่า แต่ช่วยให้เราใช้ชีวิตเบาขึ้น เพราะไม่ต้องแบกภาพตัวเองแบบแข็งๆ ตลอดเวลา เราเปลี่ยนได้ เรียนรู้ได้ ผิดพลาดได้ และเริ่มใหม่ได้ เพราะตัวเราไม่ใช่ก้อนหินที่ถูกสลักตายตัว

ในทางปฏิบัติ อนัตตาอาจเริ่มจากการสังเกตง่ายๆ ว่า ตอนนี้มีความคิดเกิดขึ้น ตอนนี้มีความกลัวเกิดขึ้น ตอนนี้มีความโกรธเกิดขึ้น แทนที่จะรีบเชื่อว่า “ฉันเป็นแบบนี้ตลอดไป”

เมื่อเห็นความคิดและอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป เราอาจเลือกตอบสนองได้ดีขึ้น ไม่ถูกลากไปตามทุกแรงกระตุ้น และไม่ต้องปกป้องตัวตนในทุกเรื่องเหมือนกำลังทำสงครามอยู่ตลอดเวลา

สรุป

แนวคิดอนัตตาบอกว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” ไม่ใช่แก่นถาวรที่ควบคุมทุกอย่างได้ตลอดเวลา แต่เป็นการรวมกันของร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด และการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย

ประสาทวิทยาสมัยใหม่ให้ภาพที่สอดคล้องในบางแง่ เพราะยังไม่พบศูนย์กลางเดียวในสมองที่เรียกว่า “ตัวเรา” แต่พบว่าความรู้สึกเป็นตัวตนเกิดจากเครือข่ายสมองหลายส่วนทำงานร่วมกัน ทั้งความจำ อารมณ์ ร่างกาย ภาษา และการเล่าเรื่องชีวิต

วิทยาศาสตร์ไม่ได้พิสูจน์อนัตตาทั้งหมดแทนการปฏิบัติธรรม แต่ช่วยให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า ตัวตนที่เรายึดแน่นอาจเป็นกระบวนการมากกว่าวัตถุถาวร และเมื่อเราเห็นเช่นนี้ ความทุกข์จากการยึดติดกับคำว่า “ฉัน” อาจเบาลงได้ทีละน้อย

เนื้อหาโดย: TEN OUT OF TEN
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 13 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/7/69ทำไมฟาโรห์อียิปต์จึงเลิกสร้างสุสานให้คนเห็น แล้วหันไปซ่อนพระศพไว้ในท้องภูเขา5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทยทรัมป์ โพสต์ภาพหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษ3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทยผลไม้ไทยอะไรที่ฝรั่งคิดว่า "แปลกและท้าทาย" ที่สุด นอกเหนือจากทุเรียนคุณอยู่ Generation ไหน? เช็กช่วงปีเกิด Baby Boomer, Gen X, Y, Z และ Alphaชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม"รูปปั้นยักษ์สูง 26 เมตร" ของเมสซีจุดประกายการถกเถียงอย่างร้อนแรงในโลกออนไลน์คลื่นความร้อนในยุโรปรุนแรง สเปนมีผู้เสียชีวิต 327 รายในหนึ่งสัปดาห์ เบอร์ลินใช้รถฉีดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิถ่ายรูปเปิดแฟลช ทำไมตาแดงเหมือนผีดูดเลือด และทำไมหมาแมวถึงตาเป็นสีเขียวอาหารที่คนไทยอาจรู้สึกเฉยๆ แต่มักเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
10 สมาร์ทวอทช์ที่นิยมที่สุดในปี 2026ผลไม้ไทยอะไรที่ฝรั่งคิดว่า "แปลกและท้าทาย" ที่สุด นอกเหนือจากทุเรียนจังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณทรัมป์ โพสต์ภาพหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษทำไมฟาโรห์อียิปต์จึงเลิกสร้างสุสานให้คนเห็น แล้วหันไปซ่อนพระศพไว้ในท้องภูเขา
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมฟาโรห์อียิปต์จึงเลิกสร้างสุสานให้คนเห็น แล้วหันไปซ่อนพระศพไว้ในท้องภูเขาเล่นเกมปลูกผักทั้งวัน หลับตายังเห็นแต่ผัก ภาวะ Tetris Effect สมองค้างที่หลายคนเคยเป็นทำไมกลิ่นหนังสือเก่าถึงหอมเหมือนวานิลลาโมโหหิวมีจริงไหม ทำไมเวลาหิวมากแล้วเราถึงเหวี่ยงง่าย
ตั้งกระทู้ใหม่