5 อาการที่คนคิดว่าโดนของเข้าตัว แต่อาจเป็นโรคทางใจหรือภาวะทางสมอง
5 อาการที่คนคิดว่าโดนของเข้าตัว แต่อาจเป็นโรคทางใจหรือภาวะทางสมอง
ในสังคมไทย เวลาใครสักคนเปลี่ยนไปแบบผิดสังเกต พูดจาไม่เหมือนเดิม จำอะไรไม่ค่อยได้ อยู่ๆ ก็ร้องไห้ หวาดกลัว พูดคนเดียว หรือทำตัวเหมือนไม่ใช่ตัวเอง หลายคนมักนึกถึงคำว่า “โดนของ” “ของเข้าตัว” หรือ “ถูกทำของ” ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และสิ่งลี้ลับอยู่กับคนไทยมานานมาก
แต่ในมุมของจิตแพทย์และแพทย์ทั่วไป อาการหลายอย่างที่คนมองว่าเป็นเรื่องลี้ลับ อาจเป็นปัญหาทางจิตเวชหรือปัญหาทางสมองที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เช่น ภาวะโรคจิตเฉียบพลัน ภาวะหลงผิด ประสาทหลอน ภาวะแยกตัว ความเครียดรุนแรง ภาวะคลุ้มคลั่งจากโรคอารมณ์สองขั้ว ผลจากสารเสพติด หรือแม้แต่โรคทางระบบประสาทบางชนิด
บทความนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อดูถูกความเชื่อของใคร แต่ต้องการชวนให้มองอย่างรอบคอบว่า บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่าโดนของ อาจเป็นสัญญาณว่าคนคนนั้นกำลังป่วย และยิ่งพาไปรักษาเร็วเท่าไร โอกาสดีขึ้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
อาการที่ 1 พูดเหมือนไม่ใช่ตัวเอง หรือเหมือนมีอีกคนอยู่ในตัว
อาการแบบนี้ทำให้คนรอบข้างตกใจมากที่สุด เพราะคนที่เคยพูดจาแบบหนึ่ง อยู่ๆ ก็เปลี่ยนน้ำเสียง เปลี่ยนท่าที เปลี่ยนบุคลิก หรือพูดเหมือนตัวเองเป็นอีกคนหนึ่ง บางครั้งอาจบอกว่าจำไม่ได้ว่าตัวเองเพิ่งพูดหรือทำอะไรลงไป จนคนในบ้านรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างมาเข้าร่าง
ในทางจิตเวช อาการลักษณะนี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะแยกตัวจากความเครียดหรือบาดแผลทางใจ และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลายอัตลักษณ์ที่คนทั่วไปมักเรียกว่าโรคหลายบุคลิก หรือ DID ซึ่งเป็นภาวะที่ซับซ้อนมาก ไม่ได้พบง่าย และต้องประเมินละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่พูดเปลี่ยนหรือทำตัวเหมือนเป็นอีกคนจะเป็น DID เพราะอาการลักษณะคล้ายกันอาจเกิดได้จากภาวะโรคจิตเฉียบพลัน การอดนอนหนัก ภาวะเครียดรุนแรง การใช้สารเสพติด หรือโรคทางสมองบางชนิดด้วย จึงไม่ควรวินิจฉัยเองจากสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน
อาการที่ 2 ได้ยินเสียง เห็นภาพ หรือเชื่อว่ามีบางอย่างสั่งอยู่ในหัว
บางคนบอกว่าได้ยินเสียงเรียกชื่อ ได้ยินเสียงสั่งให้ทำบางอย่าง เห็นเงาหรือคนที่คนอื่นไม่เห็น หรือเชื่อว่ามีพลังบางอย่างเข้ามาควบคุมความคิดและการกระทำ อาการแบบนี้มักทำให้ครอบครัวเชื่อทันทีว่าโดนของหรือมีสิ่งลี้ลับเข้าตัว
ในทางการแพทย์ อาการได้ยินเสียงหรือเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่รับรู้ อาจเข้าข่ายประสาทหลอน ส่วนความเชื่อที่ฝังแน่นว่ามีคนทำของใส่ ถูกควบคุม หรือมีคนตามเล่นงานทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัด อาจเข้าข่ายภาวะหลงผิดหรืออาการโรคจิตได้
ภาวะแบบนี้พบได้ในหลายโรค เช่น โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้วช่วงคลุ้มคลั่งหรือซึมเศร้ารุนแรง ภาวะโรคจิตเฉียบพลัน ภาวะจากการใช้ยาและสารเสพติด หรือโรคทางกายที่กระทบสมอง ดังนั้นถ้ามีอาการลักษณะนี้ ไม่ควรปล่อยไว้ด้วยการตีความว่าเป็นเรื่องลี้ลับเพียงอย่างเดียว
อาการที่ 3 จำเรื่องที่เกิดขึ้นบางช่วงไม่ได้ หรือเหมือนหลุดหายไปจากเวลา
คนบางคนมีช่วงเวลาที่จำไม่ได้เลยว่าเพิ่งทำอะไร พูดอะไร ไปที่ไหน หรือเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง บางครั้งคนรอบข้างบอกว่าเขาพูดเยอะ ทำอะไรหลายอย่าง หรือมีอารมณ์รุนแรง แต่เจ้าตัวกลับจำไม่ได้แม้แต่น้อย อาการแบบนี้มักทำให้คนรอบข้างคิดว่าเป็นช่วงที่ของเข้าหรือมีวิญญาณมาคุมร่าง
ในทางสุขภาพจิต อาการจำขาดช่วงอาจเกี่ยวข้องกับภาวะแยกตัวจากความเครียดหรือบาดแผลทางใจ และในบางกรณีก็อาจพบร่วมกับโรคหลายอัตลักษณ์ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันอาจเกิดจากสาเหตุทางสมอง เช่น โรคลมชักบางชนิด ภาวะสับสนเฉียบพลัน การใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือสารเสพติดบางอย่าง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาการจำไม่ได้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องไสยศาสตร์อย่างเดียว เพราะถ้าสาเหตุจริงคือสมองหรือระบบประสาท การรักษาจะต้องแตกต่างจากการรักษาปัญหาทางจิตใจโดยสิ้นเชิง
อาการที่ 4 หวาดระแวงมากผิดปกติ ระแวงคนใกล้ตัว หรือเชื่อว่ามีคนเล่นของใส่
อาการอีกแบบที่เจอบ่อยคือผู้ป่วยเริ่มระแวงว่าคนในบ้านจะทำร้าย คิดว่ามีคนใส่ยาในอาหาร คิดว่ามีคนส่งของมาเล่นงาน หรือเชื่อมั่นมากว่าตัวเองกำลังถูกคุกคามจากพลังลึกลับ ทั้งที่คนรอบตัวไม่เห็นหลักฐานแบบเดียวกัน
ในทางจิตเวช อาการแบบนี้อาจเข้ากลุ่มความคิดหลงผิด หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของภาวะโรคจิต ภาวะคลุ้มคลั่งบางรูปแบบ หรือความเครียดที่รุนแรงมากจนการรับรู้ความจริงเริ่มเพี้ยนไป นอกจากนี้คนที่อดนอนต่อเนื่องหลายวันก็อาจเกิดอาการหวาดระแวงรุนแรงได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเถียงหรือชนตรงๆ ด้วยอารมณ์ เพราะคนที่กำลังหวาดระแวงจะยิ่งรู้สึกว่าถูกคุกคาม ควรรับฟังอย่างสงบ พยายามประคองสถานการณ์ และรีบพาไปประเมินโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
อาการที่ 5 พฤติกรรมเปลี่ยนหนักจนใช้ชีวิตไม่ได้
ถ้าคนคนหนึ่งเริ่มไม่ยอมนอนหลายคืนติดกัน ไม่ยอมกินข้าว พูดไม่หยุด ร้องไห้ทั้งวัน กรีดร้อง ทำร้ายตัวเอง ขว้างปาของ หรืออยู่ในอาการหวาดกลัวจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่าน ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องของเข้าหรือไม่ก็ตาม
อาการที่รุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตแบบนี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะจิตเวชฉุกเฉิน เช่น ภาวะโรคจิตเฉียบพลัน ภาวะคลุ้มคลั่งรุนแรง ภาวะซึมเศร้ารุนแรงที่มีอาการโรคจิต ภาวะสับสนเฉียบพลันจากโรคทางกาย หรือผลจากสารบางชนิด
เมื่ออาการเริ่มกระทบชีวิตหนัก หรือเริ่มมีความเสี่ยงต่อการทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ครอบครัวไม่ควรรอให้ดีขึ้นเอง และไม่ควรใช้พิธีกรรมเป็นทางเดียว ควรพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
ทำไมคนถึงมองว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์ก่อน
เหตุผลแรกคืออาการเหล่านี้ดูน่ากลัวและไม่คุ้นเคย คนทั่วไปจึงมักหาคำอธิบายจากกรอบความเชื่อที่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งในวัฒนธรรมไทยก็คือเรื่องของเข้าตัว สิ่งลี้ลับ หรือการถูกทำของ
อีกเหตุผลคืออาการทางจิตเวชจำนวนมากไม่ได้มีแผลหรือภาพชัดเหมือนโรคทางกาย คนในบ้านจึงไม่เห็นต้นตอที่จับต้องได้ ทำให้เชื่อได้ง่ายว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยพูดสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน หรือทำตัวแปลกไปจากเดิมอย่างชัดเจน
แต่การเข้าใจแบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้แปลว่าต้องดูถูกความเชื่อของใคร ตรงกันข้าม มันช่วยเพิ่มโอกาสให้ครอบครัวพาคนที่กำลังมีอาการเข้าสู่การรักษาที่ถูกทางและปลอดภัยมากขึ้น
โรคหลายบุคลิกไม่ใช่คำตอบของทุกอาการ
คนจำนวนมากชอบใช้คำว่าโรคหลายบุคลิกกับทุกกรณีที่ผู้ป่วยดูเหมือนเป็นคนละคน แต่ความจริง DID เป็นภาวะที่ซับซ้อนและพบไม่บ่อย การวินิจฉัยต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและดูจากประวัติอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่เห็นว่าพูดคนละน้ำเสียงหรืออารมณ์เปลี่ยนเร็วแล้วสรุปทันที
หลายอาการที่คนคิดว่าเป็นหลายบุคลิก อาจจริงๆ แล้วเกิดจากภาวะโรคจิตเฉียบพลัน ความเครียดรุนแรง การบาดเจ็บทางใจ ภาวะสับสนจากการอดนอน หรือผลจากสารเสพติด เพราะฉะนั้นการฟังคำว่า DID จากคลิปหรือบทความสั้นๆ แล้วเอาไปติดป้ายให้ผู้ป่วย จึงอาจยิ่งทำให้เข้าใจผิดและรักษาผิดทาง
สิ่งที่สำคัญกว่าชื่อโรคคือการยอมรับว่าอาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ ไม่ใช่ตัดสินกันเองจากความเชื่อหรือจากสิ่งที่เคยเห็นในหนัง
นอกจากจิตเวช ยังอาจเป็นโรคทางสมองหรือผลจากสารต่างๆ ได้
อาการผิดปกติทางความคิดและพฤติกรรมไม่ได้มาจากจิตใจอย่างเดียว บางครั้งอาจเกิดจากภาวะทางสมอง เช่น โรคลมชักบางรูปแบบ ภาวะสับสนเฉียบพลัน การติดเชื้อบางชนิด ภาวะน้ำตาลต่ำมาก หรือผลข้างเคียงจากยาและสารเสพติด
นี่เป็นเหตุผลที่เวลาเริ่มมีอาการแปลกๆ แบบเฉียบพลัน แพทย์มักต้องซักประวัติเรื่องการนอน อาหาร ยาที่ใช้ แอลกอฮอล์ ยาเสพติด โรคประจำตัว และอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เพราะบางครั้งต้นเหตุอยู่ที่ร่างกาย ไม่ใช่จิตใจอย่างเดียว
ยิ่งปล่อยไว้นานโดยคิดว่าโดนของเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยก็ยิ่งเสียโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสม และบางภาวะถ้าไม่ได้รักษาทัน อาจอันตรายถึงชีวิตได้ด้วย
ครอบครัวควรทำอย่างไรถ้ามีอาการแบบนี้
สิ่งแรกคือรักษาความปลอดภัย ถ้าเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงหรือเสี่ยง ให้เก็บของมีคม ของหนัก ยา และสิ่งที่อาจใช้ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นออกจากบริเวณใกล้ตัว อย่ารุมล้อม อย่าตะโกนใส่ และอย่าใช้กำลังเกินจำเป็น เพราะอาจทำให้อาการหนักขึ้น
สิ่งที่สองคือพูดด้วยน้ำเสียงสงบและสั้น ไม่ต้องเถียงทุกประโยค ไม่ต้องยืนยันตามความเชื่อผิด แต่ควรสื่อว่าเราเป็นห่วงและอยากพาไปเช็ก เช่น “เดี๋ยวเราไปหาหมอกันก่อน” หรือ “ตอนนี้ขอให้ปลอดภัยก่อนนะ” วิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกถูกไล่ต้อนมากเกินไป
สิ่งที่สามคือรีบพาไปโรงพยาบาลหรือพบจิตแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามีอาการนอนไม่หลับหลายวัน ได้ยินเสียงสั่ง ทำร้ายตัวเอง หวาดระแวงรุนแรง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะนี่อาจเป็นภาวะฉุกเฉินทางจิตเวช
เมื่อไรต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ถ้ามีอาการทำร้ายตัวเอง ขู่ฆ่าตัวตาย ขู่ทำร้ายคนอื่น ถืออาวุธ ไม่ยอมนอนมาหลายคืนจนสับสนมาก เห็นภาพหรือได้ยินเสียงชัดเจนจนสั่งให้ทำอันตราย หรืออาการเกิดขึ้นฉับพลันร่วมกับไข้ ชัก หมดสติ หรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
หลายครอบครัวเสียเวลาไปกับการหาคนแก้ของหลายแห่งก่อน ทั้งที่ผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะที่ต้องได้รับยาหรือการดูแลฉุกเฉิน ยิ่งช้าก็ยิ่งเสี่ยง ทั้งกับตัวผู้ป่วยเองและกับคนรอบข้าง
การพาไปโรงพยาบาลไม่ได้แปลว่าลบล้างความเชื่อ แต่เป็นการให้ความปลอดภัยกับผู้ป่วยก่อน เพราะถ้าสาเหตุเป็นโรคหรือภาวะทางสมองจริง การรักษาเร็วคือสิ่งสำคัญที่สุด
ศรัทธากับการรักษาไปด้วยกันได้ ถ้าไม่แทนที่กัน
หลายบ้านอาจยังมีความเชื่อเรื่องไหว้พระ สวดมนต์ หรือทำพิธีเพื่อความสบายใจ สิ่งเหล่านี้อาจมีคุณค่าทางใจได้ ถ้าทำอย่างไม่เบียดเบียนผู้ป่วย ไม่ทำให้เกิดความกลัว และไม่ทำให้เสียโอกาสในการรักษา
ปัญหาเริ่มเมื่อครอบครัวใช้แต่พิธีกรรมและปฏิเสธการแพทย์ทั้งหมด ทั้งที่อาการกำลังหนักขึ้น นั่นทำให้คนป่วยถูกปล่อยไว้กับโรคหรือภาวะที่รักษาได้ และบางครั้งอาจลุกลามไปจนชีวิตพัง ความสัมพันธ์พัง หรือเกิดอันตรายขึ้นจริง
ทางที่ดีที่สุดคือให้ศรัทธาเป็นแรงใจ แต่ให้การแพทย์ช่วยวินิจฉัยและรักษา เพราะถ้ารู้สาเหตุจริง เราจะช่วยคนคนนั้นได้ตรงจุดมากกว่าเดิมมาก
สรุป
อาการที่คนจำนวนมากเข้าใจว่าโดนของเข้าตัว เช่น พูดเหมือนไม่ใช่ตัวเอง ได้ยินเสียง เห็นภาพ จำอะไรบางช่วงไม่ได้ หวาดระแวงรุนแรง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนจนใช้ชีวิตไม่ได้ อาจไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์เสมอไป แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางจิตเวชหรือภาวะทางสมองที่ต้องได้รับการดูแล
โรคหลายบุคลิกหรือ DID เป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้ และไม่ใช่คำตอบของทุกอาการ ขณะที่ภาวะหลงผิด โรคจิตเฉียบพลัน ความเครียดรุนแรง การอดนอน สารเสพติด และโรคทางสมองก็อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้เช่นกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าด่วนสรุป อย่าล้อเลียน และอย่าปล่อยให้ผู้ป่วยเสียโอกาสรักษา ถ้าอาการเริ่มผิดปกติชัดเจน ควรพาไปพบแพทย์หรือจิตแพทย์โดยเร็ว เพราะสิ่งที่คนคนนั้นต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่การบอกว่าโดนของ แต่คือการได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้องและปลอดภัย
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่มากจนคนมักจะหลงทาง
มือถือแอบฟังเราจริงไหม ทำไมพูดอะไรแล้วโฆษณาเด้งจัง
สิ่งที่คนไทยทำเป็นเรื่องปกติแต่ต่างชาติแปลกใจ
5 สายพันธ์มดที่หาดูได้ยากในไทย
การชาร์จมือถือทิ้งไว้ทั้งคืน อันตรายและทำให้แบตเสื่อมจริงไหม
ฝรั่งเศสร้อนมาก! หลายคนแห่ซื้อแอร์และพัดลมดับร้อน ทำเอาห้างดังคิวแน่นเพียบ
10 มือถือแอนดรอยด์ยอดนิยมในไทย 2026
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
ปล่อยนกปล่อยปลา ได้บุญ หรือ สนับสนุนธุรกิจบาป
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นหายไปไหนใน 20 ปีที่ผ่านมา
"นอร์เวย์" สั่งแบน AI ในโรงเรียนประถมแล้ว
ถอนหายใจบ่อยๆ อาจไม่ใช่แค่เบื่อ
5 สายพันธ์มดที่หาดูได้ยากในไทย
ทำไมยิ่งโต ยิ่งรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วขึ้น เผยความลับระบบนาฬิกาสมองที่คนอายุ 25+ ต้องเจอ
ทำไมคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อสมาร์ตโฟน แล้วหันกลับไปใช้มือถือปุ่มกด
ฝรั่งเศสร้อนมาก! หลายคนแห่ซื้อแอร์และพัดลมดับร้อน ทำเอาห้างดังคิวแน่นเพียบ



