"เวนิส" เมือง 1000 ปี บนตอไม้
ถ้ามีคนบอกคุณว่า "มีเมืองระดับโลกเมืองหนึ่ง ตั้งอยู่บนท่อนไม้เหลาแหลมๆ ที่ปักลงในโคลนมานานกว่าหนึ่งพันปี และทุกวันนี้มันยังไม่พัง" คุณจะเชื่อไหม?
ยินดีต้อนรับสู่ เวนิส (Venice) ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก เมืองที่โรแมนติกที่สุดในอิตาลี ที่ซึ่งเบื้องหลังลานหินอ่อนและโบสถ์สไตล์โกธิคสุดอลังการ คือสุดยอดวิศวกรรมการ "โกงความตาย" ที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่ในขณะเดียวกัน วันนี้เวนิสกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจที่อาจทำให้อารยธรรมพันปีนี้จมดิ่งลงสู่ก้นทะเลตลอดกาล
เมืองที่ไม่ได้ "ลอยน้ำ" แต่ตั้งอยู่บน "ตอไม้กลายเป็นหิน"
ภาพจำของเวนิสคือเมืองที่มีเรือกอนโดลาล่องไปตามลำคลอง บ้านเรือนดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างอัศจรรย์ แต่ในความเป็นจริง เวนิสไม่ได้ลอยน้ำเลยสักนิดครับ แต่มัน "ตั้งอยู่บนเสาเข็มไม้" ปริมาณมหาศาลที่ปักแน่นอยู่ใต้ดิน!
เรื่องมันเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 5 เมื่อชาวโรมันต้องหนีตายจากการรุกรานของพวกอนารยชน (บุกมาทั้งขี่ม้าและขนอาวุธหนัก) ชาวเมืองไม่มีทางเลือก เลยหนีเข้าไปอยู่ใน "ลากูน" (Lagoon) ซึ่งเป็นพื้นที่ดินดอนชายฝั่งที่เป็นโคลนเหลว ย่ำไปตรงไหนก็จม ซึ่งกลายเป็นปราการธรรมชาติชั้นยอด เพราะศัตรูเอาเรือใหญ่เข้ามาก็ติดตื้น จะขี่ม้าลุยโคลนเข้ามาก็จม
แต่คำถามคือ จะสร้างบ้านสร้างเมืองบนโคลนเหลวๆ ได้ยังไง?
วิศวกรยุคโบราณเลยใช้แผนสุดดุดัน "งั้นก็ตอกไม้ลงไปให้หมดป่าเลยละกัน!"
พวกเขาไปตัดต้นไม้ (ส่วนใหญ่เป็นต้นโอ๊กและต้นลาร์ช) จากคาบสมุทรบอลข่าน ขนลงเรือมา เหลาหัวให้แหลม แล้วตอกทะลุชั้นโคลนลึกหลายเมตรลงไปจนถึงชั้นดินเหนียวที่แข็งโป๊กเรียกว่า Caranto ตอกเรียงกันแน่นจนไม่มีช่องว่าง เฉพาะโบสถ์ Santa Maria della Salute แห่งเดียว ก็ใช้เสาไม้ไปมากกว่า 1.1 ล้านต้น!
สงสัยไหมว่า... ทำไมไม้ไม่ออกอาการผุพังเลยในรอบ 1,000 ปี?
เคล็ดลับคือ เสาไม้พวกนี้จมอยู่ใต้โคลนและน้ำทะเลอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ "ไม่มีออกซิเจน" เมื่อไม่มีออกซิเจน พวกจุลินตรีย์หรือแบคทีเรียที่คอยย่อยสลายไม้ก็ตายเรียบ แถมน้ำทะเลที่นี่แร่ธาตุสูงมาก นานวันเข้าแร่ธาตุซึมเข้าเนื้อไม้จนมันแข็งตัว กลายสภาพเป็น "หิน" แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก! ด้านบนของเสาไม้จะถูกปูแผ่นไม้หนา แล้วอัดหินอ่อนทับจนกลายเป็นเมืองเวนิสอย่างที่เราเห็น
เมื่อน้ำทะเลเริ่ม "เอาคืน"
แม้รากฐานจะแข็งแรงเป็นหิน แต่ปัจจุบันเวนิสกำลังเจอปัญหาสุดหลอนที่เรียกว่า Acqua Alta (อักกวา อัลตา) หรือปรากฏการณ์น้ำขึ้นสูงผิดปกติ น้ำทะเลจะเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมจัตุรัสซานมาร์โก (St. Mark's Square) ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของเมือง จนนักท่องเที่ยวต้องเดินบนสะพานไม้ชั่วคราว หรือใส่รองเท้าบูทลุยน้ำกินกาแฟ
แผ่นเปลือกโลกใต้เมืองเวนิสมีการขยับตัวตามธรรมชาติ แถมในอดีต (ช่วงปี 1950-1970) มีการสูบน้ำบาดาลใต้เมืองไปใช้ขนานใหญ่ ทำให้ชั้นดินอัดตัวและเมืองทรุดลงไปแล้วประมาณ 12 เซนติเมตร (ปัจจุบันเลิกสูบแล้ว แต่เมืองก็ยังทรุดตามธรรมชาติปีละ 1-2 มิลลิเมตร)
น้ำทะเลกำลังเพิ่ม (Sea-level rise): จากสภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลในปัจจุบันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากไม่มีการป้องกัน ภายในปี 2100 น้ำอาจจะท่วมเวนิสแทบทุกวัน!
🛡️ "MOSE" มหาโปรเจกต์แยกทะเล นวัตกรรมกู้โลกฉบับอิตาลี
เมื่อเมืองระดับมรดกโลกกำลังจะจม มีหรือที่อิตาลีจะยอมเฉยๆ พวกเขาเลยทุ่มเงินมากกว่า 6,000 ล้านยูโร (หรือราวๆ 2 แสนกว่าล้านบาท) สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมสุดล้ำที่ชื่อว่า MOSE (Modulo Sperimentale Elettromeccanico) ซึ่งชื่อนี้จงใจล้อกับชื่อ "โมเสส" (Moses) ผู้แหวกทะเลแดงในคัมภีร์ไบเบิลนั่นเอง!
หลักการของ MOSE นั้นเท่มาก ราวกับหลุดมาจากหนังไซไฟ
วิศวกรสร้างประตูเหล็กขนาดยักษ์จำนวน 78 บาน จมฝังไว้ใต้ก้นทะเลบริเวณช่องแคบ 3 จุดที่เป็นทางเข้าออกระหว่างทะเลเปิดกับลากูนเวนิส
ในเวลาที่น้ำทะเลปกติ ประตูเหล็กเหล่านี้จะถูกเติมน้ำทะเลเข้าไปให้หนัก แล้วนอนราบไปกับพื้นทรายใต้ทะเล เรือประมงเรือสินค้าแล่นผ่านได้ชิลๆ มองไม่เห็นจากผิวน้ำ
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีสัญญาณเตือนว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงเกิน 1.3 เมตร เจ้าหน้าที่จะเปิดระบบปั๊มอัดอากาศเข้าไปในประตูเหล็ก ไล่น้ำทะเลออกจนภายในประตูกลวงและ "ลอยตัว" ชันขึ้นมาทำมุม 45 องศา กลายเป็นกำแพงเหล็กขนาดยักษ์บล็อกน้ำทะเลภายนอกไม่ให้ทะลักเข้ามาในเมือง! กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น
นับตั้งแต่เปิดใช้งานจริงแบบเต็มตัว ระบบ MOSE ได้ช่วยกู้ชีพเวนิสให้รอดพ้นจากน้ำท่วมใหญ่มาแล้วร้อยกว่าครั้ง ช่วยเซฟความเสียหายทางเศรษฐกิจและโบราณสถานไปได้มหาศาลเลยทีเดียว
แม้ว่า MOSE จะทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญเริ่มกังวลว่า "มันอาจจะดีเกินไปจนโลกเปลี่ยน" เพราะยิ่งโลกร้อนขึ้น น้ำทะเลหนุนบ่อยขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องยกกำแพง MOSE ขึ้นบ่อยตามไปด้วย (บางปีทะลุไปกว่า 30 ครั้ง)
การปิดอ่าวบ่อยๆ หมายความว่าน้ำทะเลในลากูนจะถูกตัดขาดจากทะเลเปิด น้ำข้างในจะไม่หมุนเวียน สิ่งปฏิกูล Algae (สาหร่าย) จะเติบโตมากเกินไปจนดึงออกซิเจนในน้ำไปหมด ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง กลายสภาพจาก "ลากูนประวัติศาสตร์" ให้เป็น "บ่อน้ำเน่าขนาดยักษ์"
ทำให้ในปัจจุบันเหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มคิด "แผน B" ระยะยาวอีก 100-200 ปีข้างหน้ากันแล้ว ตั้งแต่
การสร้างคันกั้นน้ำล้อมรอบเฉพาะใจกลางเมืองประวัติศาสตร์
การสร้าง "ซูเปอร์เขื่อน" ปิดอ่าวแบบถาวรแล้วทำระบบบำบัดน้ำเสียขนาดยักษ์
ไปจนถึงแนวคิดสุดโต่ง (แต่มีการศึกษาจริง) อย่างการย้ายประชากรและยกสิ่งก่อสร้างสำคัญหนีขึ้นฝั่ง!
เวนิสจึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวที่สวยงามธรรมดาๆ แต่เป็น "สมรภูมิรบระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ" ที่น่าติดตามที่สุดในศตวรรษนี้เลยครับ ว่าตอไม้พันปีและกำแพงเหล็กไฮเทค จะสามารถเอาชนะพลังของมหาสมุทรที่กำลังเดือดดาลได้นานแค่ไหน!




เขียนโดย moley
“6-7” คืออะไร? ผู้ใหญ่ได้ยินแล้วงง แต่เด็กพูดกันสนั่น!
พระศรีอริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้าในอนาคตตามคติพุทธศาสนา
10 อันดับโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในไทย ปี 2569
จังหวัดของไทยที่คนรัสเซียชื่นชอบที่สุด และย้ายเข้ามาอาศัยอยู่มากที่สุด
“67” คืออะไร ทำไมเด็กยุคนี้ถึงชอบพูดกัน
พระองคุลิมาลจากมหาโจรสู่พระอรหันต์และบทเรียนว่าคนเปลี่ยนชีวิตได้จริง
รหัสเลขเด่น "ล๊อตเตอรี่ชี้โขค" 16 สิงหาคม 2569
ทำไมพระสังกัจจายน์จึงมีพุงใหญ่ทั้งที่คัมภีร์กล่าวถึงพระมหากัจจานะว่าเป็นพระเถระรูปงาม
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขา
84,000 พระธรรมขันธ์หมายถึงหน่วยของคำสอนไม่ใช่จำนวนหน้าของพระไตรปิฎก
ประเทศอันดับ 1 ของโลก ที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทยมากที่สุด
ทำไมพระวินัยจึงกำหนดให้บาตรพระทำจากเหล็กหรือดินเผา
เทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน 10 ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังจำเป็นในชีวิตคนไทย
พระองคุลิมาลจากมหาโจรสู่พระอรหันต์และบทเรียนว่าคนเปลี่ยนชีวิตได้จริง
พระศรีอริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้าในอนาคตตามคติพุทธศาสนา
84,000 พระธรรมขันธ์หมายถึงหน่วยของคำสอนไม่ใช่จำนวนหน้าของพระไตรปิฎก
5,000 ปีที่ชื่อคนธรรมดายังอยู่ — “คูชิม” อาจเป็นชื่อบุคคลเก่าแก่ที่สุดที่โลกรู้จัก
ทำไมพระสังกัจจายน์จึงมีพุงใหญ่ทั้งที่คัมภีร์กล่าวถึงพระมหากัจจานะว่าเป็นพระเถระรูปงาม










