ทำไมกินของเผ็ดแล้วเหงื่อออกกับน้ำมูกไหล ทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัด
ทุกคนคงเคยเจอสถานการณ์เดียวกัน กินส้มตำเผ็ดจัดหรือก๋วยเตี๋ยวใส่พริกเต็มช้อนอยู่ดี ๆ เหงื่อก็เริ่มแตกเต็มหน้าผาก น้ำตาไหล จมูกเริ่มฟืดฟาด และต้องคว้ากระดาษทิชชูมาซับน้ำมูกทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัดแม้แต่น้อย
สิ่งที่น่าสงสัยคือ พริกไม่ได้เพิ่มอุณหภูมิห้อง ไม่ได้ทำให้ร่างกายติดเชื้อ และไม่ได้ทำให้จมูกอักเสบจริง ๆ แล้วทำไมร่างกายถึงตอบสนองเหมือนกำลังเผชิญเหตุฉุกเฉินทางชีวภาพอยู่ตลอดเวลา
ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคือสารที่ชื่อว่า แคปไซซิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่พริกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ แคปไซซินไม่ได้สร้างความร้อนจริง ๆ แต่มันไปหลอกตัวรับสัญญาณชนิดหนึ่งในระบบประสาทที่มีหน้าที่ตรวจจับความร้อนและความเจ็บปวด
ตัวรับนี้ปกติจะถูกกระตุ้นเมื่อเราสัมผัสของร้อน เช่น น้ำเดือดหรืออาหารที่มีอุณหภูมิสูง เมื่อแคปไซซินเข้ามาจับกับตัวรับดังกล่าว สมองจึงได้รับข้อมูลว่า ปากกำลังโดนความร้อนระดับอันตราย ทั้งที่อุณหภูมิจริงแทบไม่เปลี่ยนเลย
จากมุมมองของสมอง เหตุการณ์นี้ดูไม่ต่างจากการที่คุณเพิ่งเอาลิ้นไปแตะของร้อนจัด ร่างกายจึงเริ่มเปิดมาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับความร้อนที่มันเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้น
หนึ่งในมาตรการนั้นคือการหลั่งเหงื่อ เหงื่อเป็นระบบระบายความร้อนหลักของมนุษย์ เมื่อสมองคิดว่าร่างกายกำลังร้อนเกินไป มันจะสั่งต่อมเหงื่อให้เริ่มทำงานทันที แม้อุณหภูมิร่างกายจริงจะยังปกติก็ตาม
น้ำมูกก็เกิดจากกลไกคล้ายกัน ระบบประสาทอัตโนมัติที่ถูกกระตุ้นจากความเผ็ดสามารถส่งสัญญาณไปยังเยื่อบุในโพรงจมูก ทำให้ต่อมผลิตเมือกเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์คือน้ำมูกเริ่มไหลเหมือนตอนเป็นหวัด ทั้งที่ไม่มีเชื้อไวรัสอยู่เลย
ที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าสมองทำงานผิดพลาด แต่เป็นผลข้างเคียงจากระบบป้องกันอันตรายที่ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองอย่างรวดเร็วมากกว่าตรวจสอบอย่างละเอียด
สำหรับสมอง การเข้าใจผิดว่ามีความร้อนทั้งที่ไม่มีจริง อาจสร้างความรำคาญเล็กน้อย แต่หากวันหนึ่งมีไฟไหม้จริงแล้วสมองมัวแต่นั่งวิเคราะห์ว่าใช่ความร้อนจริงหรือไม่ ผลลัพธ์อาจอันตรายถึงชีวิตได้
ยิ่งไปกว่านั้น พริกยังเป็นกรณีที่น่าสนใจมาก เพราะมนุษย์เป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้จะชอบความรู้สึกนี้ ทั้งที่มันถูกออกแบบมาเพื่อขับไล่สัตว์ไม่ให้กินพืชชนิดนั้น
ดังนั้น เวลาเหงื่อแตก น้ำตาไหล และน้ำมูกไหลตอนกินอาหารเผ็ด ไม่ได้เกิดจากพริกทำให้ร่างกายร้อนขึ้นจริง ๆ หรือทำให้คุณเป็นหวัดกะทันหัน แต่เกิดจากสารแคปไซซินที่เข้าไปหลอกระบบเตือนภัยของสมองให้เชื่อว่ากำลังเผชิญความร้อนรุนแรง ร่างกายจึงเปิดมาตรการระบายความร้อนและป้องกันตัวเต็มรูปแบบ แม้ต้นเหตุทั้งหมดจะมาจากพริกเม็ดเล็ก ๆ ในจานอาหารเท่านั้นเอง
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
ประวัติศาสตร์ พิซซ่า จาก แผ่นแป้ง ธรรมดา สู่ การแข่งขัน แป้งบาง และ ขอบฟู ทั่วโลก
ทำไมความผิดของตัวเองจึงดูเล็ก แต่ความผิดของคนอื่นกลับใหญ่เท่าภูเขา
ห้าสิ่งที่มักถูกเติมลงในผัดกะเพรา และไม่ใช่แกนสูตรดั้งเดิมเสมอไป
กรมธนารักษ์เปิดประมูล เหรียญกษาปณ์ ชนิดราคา 10 บาท พ.ศ. 2533 ราคาเริ่มต้นประมูล 300,000 บาท
เมืองโบราณที่หายจากประวัติศาสตร์ ก่อนถูกค้นพบโดยความบังเอิญ
ทำไมผีนางรำจึงน่ากลัว เมื่อชฎาปรากฏในความมืดของสังคมไทย
AI วิเคราะห์สถิติ 16 สิงหาคม 69 เปิด 2 ตัวซ้ำบ่อยสุด ย้อนหลัง 36 ปี
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/8/69
8 ผลไม้คุ้นตาในไทย พอไปยุโรปกลับกลายเป็นของนำเข้าราคาสูง
เอเวอเรสต์ ภูเขาสูงสุดของโลก กับความฝัน ความเสี่ยง และผู้พิชิตที่ไม่กลับลงมา
ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้าน
สิบอันดับมหันตภัยภูเขาไฟระเบิดทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ทำไมความผิดของตัวเองจึงดูเล็ก แต่ความผิดของคนอื่นกลับใหญ่เท่าภูเขา
เอเวอเรสต์ ภูเขาสูงสุดของโลก กับความฝัน ความเสี่ยง และผู้พิชิตที่ไม่กลับลงมา
ห้าสิ่งที่มักถูกเติมลงในผัดกะเพรา และไม่ใช่แกนสูตรดั้งเดิมเสมอไป
ทำไมผีนางรำจึงน่ากลัว เมื่อชฎาปรากฏในความมืดของสังคมไทย
จัดอันดับ 7 จังหวัดไทยที่อากาศดี เพราะลมทะเล ฝน และป่าเขียว
สิบอันดับมหันตภัยภูเขาไฟระเบิดทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ทำไม เวลา โมโห จึง เผลอ พูดคำหยาบ กลไก สมอง ความสะใจ และ ผลต่ออารมณ์
ทำไมความผิดของตัวเองจึงดูเล็ก แต่ความผิดของคนอื่นกลับใหญ่เท่าภูเขา
เอเวอเรสต์ ภูเขาสูงสุดของโลก กับความฝัน ความเสี่ยง และผู้พิชิตที่ไม่กลับลงมา
ห้าสิ่งที่มักถูกเติมลงในผัดกะเพรา และไม่ใช่แกนสูตรดั้งเดิมเสมอไป