จำได้ไหม? จาก ICQ, MSN, Hi5, Camfrog สู่ LINE และ TikTok โลกออนไลน์เปลี่ยนคนไทยไปแค่ไหน
จากวันที่ต้องนั่งรอคนออนไลน์ใน MSN ถึงวันที่ TikTok เลือกคลิปให้ดูไม่หยุด โลกออนไลน์ไม่ได้เปลี่ยนแค่แอป แต่เปลี่ยนวิธีที่คนไทยคุย รอ แสดงตัวตน และใช้เวลาทั้งวันไปกับหน้าจอ
คนที่โตมากับอินเทอร์เน็ตยุคคอมตั้งโต๊ะคงจำความรู้สึกนั้นได้ดี
เสียงต่อเน็ตผ่านสายโทรศัพท์
ร้านอินเทอร์เน็ตหลังเลิกเรียน
หน้าจอ MSN ที่รอให้ชื่อใครบางคนเด้งขึ้นมา
Hi5 ที่ต้องแต่งโปรไฟล์ ใส่เพลง และจัด Top Friends ให้ถูกใจ
สิ่งเหล่านี้อาจดูไกลมากเมื่อเทียบกับยุคที่มือถืออยู่ในมือทั้งวัน แต่ถ้ามองย้อนกลับไป มันคือจุดเริ่มต้นของชีวิตออนไลน์แบบไทย ๆ ที่หลายคนโตมากับมันจริง ๆ
ยุคแรกของการคุยออนไลน์: ต้องเข้าเน็ตเพื่อ “ตามหาคน”
ปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s การคุยออนไลน์ยังไม่ใช่เรื่องตลอดเวลาเหมือนวันนี้ หลายบ้านใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ จะต่อเน็ตแต่ละครั้งต้องเลือกเวลา เพราะถ้าเล่นเน็ต โทรศัพท์บ้านก็ใช้ไม่ได้
ICQ เป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักการคุยแบบ instant messaging โดยเปิดตัวในปี 1996 ก่อนที่ Yahoo! Messenger และ MSN Messenger จะตามมาในช่วงปลายยุค 90s
สำหรับคนไทยจำนวนมาก MSN คือภาพจำชัดที่สุดของยุคนั้น
มันไม่ใช่แค่โปรแกรมแชต แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของความสัมพันธ์วัยเรียนและวัยทำงานช่วงแรก ๆ บางคนตั้งชื่อเอ็มให้มีนัย บางคนใส่เพลงใน personal message บางคนเปลี่ยน display picture เพื่อให้ใครบางคนเห็น
และแน่นอน หลายคนเคยนั่งมองรายชื่อเพื่อน แล้วลุ้นว่า “เขาจะออนหรือยัง”
เสน่ห์ของ MSN คือการรอ
ถ้าอีกฝ่ายไม่ออนไลน์ เราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งรอ หรือฝากข้อความไว้ ความสัมพันธ์ออนไลน์ในยุคนั้นจึงยังมีจังหวะ มีช่องว่าง และมีความตื่นเต้นแบบที่แอปแชตปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว
Hi5 ทำให้คนไทยเริ่ม “แต่งตัวตน” บนอินเทอร์เน็ต
หลังจากยุคแชต โลกออนไลน์เริ่มขยับไปสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ก
Friendster อาจมาก่อนในความทรงจำของบางคน แต่ชื่อที่ติดปากคนไทยจำนวนมากคือ Hi5 ซึ่งเปิดตัวในปี 2003 และเคยเป็นหนึ่งในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีคนใช้มากในหลายประเทศ
Hi5 ทำให้การออนไลน์ไม่ใช่แค่ “คุยกับใคร” แต่กลายเป็น “เราจะโชว์ตัวเองอย่างไร”
หน้าโปรไฟล์จึงเป็นเหมือนห้องส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต
ใส่พื้นหลัง
ใส่เพลง
แต่งโค้ด
เลือกรูป
รับคอมเมนต์
จัด Top Friends
วันนี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ในยุคนั้นการมีโปรไฟล์สวย ๆ คือความภูมิใจจริง ๆ
บางคนใช้เวลาแต่ง Hi5 นานกว่าทำการบ้าน บางคนงอนกันเพราะถูกลดอันดับใน Top Friends บางคนเริ่มรู้จักการสร้างภาพจำของตัวเองบนโลกออนไลน์จากเว็บนี้เป็นครั้งแรก
ถ้า MSN คือพื้นที่ของการรอคนคุย Hi5 ก็คือพื้นที่ของการบอกโลกว่า “นี่คือตัวฉัน”
Camfrog มาก่อนยุคไลฟ์ แต่ทำให้คนแปลกหน้าคุยกันผ่านกล้อง
อีกชื่อที่คนทันยุคอินเทอร์เน็ตคาเฟ่จำได้ดีคือ Camfrog
Camfrog เปิดตัวในปี 2003 และเด่นจากระบบห้องวิดีโอแชตที่ให้ผู้ใช้เข้าไปพูดคุย เห็นหน้า ฟังเสียง หรือแค่นั่งดูบรรยากาศในห้องต่าง ๆ ได้
ก่อนที่คำว่า live streaming, creator หรือ influencer จะกลายเป็นเรื่องปกติ Camfrog เคยทำให้คนจำนวนมากคุ้นกับการเปิดกล้อง คุยกับคนแปลกหน้า และรวมตัวกันในห้องออนไลน์มาแล้ว
บางห้องมีคนร้องเพลง
บางห้องคุยกันทั้งคืน
บางห้องเป็นเหมือนชุมชนประจำ
บางคนได้เพื่อนใหม่
บางคนเจอรัก
บางคนก็ได้เรื่องเล่าแปลก ๆ ที่ยังจำได้จนถึงวันนี้
Camfrog จึงเป็นเหมือนสะพานระหว่างยุคแชตข้อความกับยุควิดีโอสดในปัจจุบัน
Facebook รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว
พอ Facebook เข้ามา เกมก็เริ่มเปลี่ยน
จากเดิมที่ต้องเปิด MSN เพื่อคุย เปิด Hi5 เพื่อดูโปรไฟล์ เปิดเว็บบอร์ดเพื่ออ่านเรื่องต่าง ๆ Facebook ค่อย ๆ รวมรูปภาพ สเตตัส คอมเมนต์ ข่าวสาร กลุ่ม และชีวิตประจำวันของคนรอบตัวไว้ในหน้าเดียว
จุดเปลี่ยนสำคัญคือโลกออนไลน์เริ่มไม่ใช่พื้นที่ที่เรา “เข้าไปหาเป็นครั้งคราว” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่เรากลับไปดูซ้ำ ๆ ทั้งวัน
คนเริ่มแชร์ชีวิตประจำวันมากขึ้น
รูปอาหาร รูปเที่ยว ความเห็น ข่าว และความสัมพันธ์ ถูกวางรวมกันในฟีดเดียว
จากยุคที่ต้องรอใครบางคนออนไลน์ โลกออนไลน์เริ่มกลายเป็นที่ที่ทุกคนทิ้งร่องรอยของตัวเองไว้ตลอดเวลา
LINE ทำให้การออนไลน์กลายเป็นเรื่องของทุกบ้าน
ถ้า MSN ผูกกับคอมพิวเตอร์ LINE ก็ผูกกับชีวิตประจำวันบนมือถือ
LINE เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน 2011 โดยเริ่มจากแอปสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน และต่อมาขยายเป็นบริการหลายด้าน
สำหรับคนไทย LINE ไม่ได้เป็นแค่แอปคุยกับเพื่อน แต่กลายเป็นระบบสื่อสารหลักของบ้าน ที่ทำงาน ร้านค้า โรงเรียน และหน่วยงานจำนวนมาก
คุยกับครอบครัว
ส่งงาน
นัดประชุม
สั่งของ
รับข่าวสาร
เข้ากลุ่มหมู่บ้าน
คุยกับร้านค้า
ติดต่อบริการต่าง ๆ
นี่คือจุดที่โลกออนไลน์ย้ายจาก “หน้าคอม” มาอยู่ใน “มือ” อย่างแท้จริง
และเมื่อทุกคนพกมือถือ การรอก็เปลี่ยนความหมาย
ยุค MSN เรารอให้คนออนไลน์
ยุค LINE เรารอให้คนอ่าน
และบางครั้ง สิ่งที่ทำให้ใจหวิวไม่ใช่ชื่อไม่เด้ง แต่คือคำว่า “อ่านแล้ว” ที่ไม่มีคำตอบตามมา
TikTok เปลี่ยนจากการตามหาคน เป็นการให้ระบบตามหาเรา
มาถึงยุค TikTok สิ่งที่เปลี่ยนไปลึกกว่าหน้าตาแอปคือวิธีที่เราเจอข้อมูล
TikTok เกิดจากระบบวิดีโอสั้นของ ByteDance โดย Douyin เปิดตัวในจีนก่อนในปี 2016 ส่วน TikTok สำหรับตลาดนอกจีนเปิดตัวในปี 2017
ความต่างของ TikTok คือเราไม่จำเป็นต้องรู้จักใครก่อน
ไม่ต้องมีเพื่อนเยอะ
ไม่ต้องกดติดตามหลายบัญชี
ไม่ต้องตั้งใจค้นหาอะไรเป็นพิเศษ
แค่เลื่อนหน้าจอ ระบบก็เรียนรู้ว่าเราหยุดดูอะไร ดูซ้ำอะไร กดไลก์อะไร และข้ามอะไร จากนั้นก็ส่งคลิปที่น่าจะดึงเราไว้ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกออนไลน์
จากเดิมที่เราเข้าเน็ตเพื่อ “ตามหาคน”
ต่อมาเราเข้าโซเชียลเพื่อ “ดูชีวิตคนอื่น”
แต่วันนี้แพลตฟอร์มจำนวนมากพยายาม “ตามหาเรา” ผ่านความสนใจ พฤติกรรม และเวลาที่เราใช้บนหน้าจอ
พูดง่าย ๆ คือ โลกออนไลน์เปลี่ยนจากยุคที่คนเป็นฝ่ายเลือก ไปสู่ยุคที่ระบบช่วยเลือกแทนมากขึ้น
แล้วโลกออนไลน์เปลี่ยนคนไทยไปแค่ไหน
ถ้ามองย้อนจาก ICQ, MSN, Hi5, Camfrog, Facebook, LINE จนถึง TikTok จะเห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นแค่ชื่อเก่า ๆ บนอินเทอร์เน็ต
แต่มันสะท้อนพฤติกรรมของคนแต่ละยุค
MSN ทำให้คนไทยรู้จักการรอและการคุยแบบเรียลไทม์
Hi5 ทำให้คนเริ่มจัดหน้าตัวตนบนโลกออนไลน์
Camfrog ทำให้การเจอคนแปลกหน้าผ่านกล้องกลายเป็นเรื่องเป็นไปได้
Facebook ทำให้ชีวิตประจำวันกลายเป็นฟีด
LINE ทำให้การออนไลน์เข้าถึงทุกบ้าน
TikTok ทำให้ฟีดไม่ต้องเริ่มจากเพื่อน แต่เริ่มจากความสนใจของเราเอง
สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่แค่โปรแกรมเก่า ๆ แต่คือจังหวะของการใช้อินเทอร์เน็ต
เมื่อก่อนเราเข้าเน็ตเป็นเวลา
วันนี้เราออนไลน์แทบตลอดวัน
เมื่อก่อนเรารอคนทัก
วันนี้แจ้งเตือนเข้ามาเอง
เมื่อก่อนเราตั้งใจเข้าไปคุยกับใครบางคน
วันนี้เราอาจใช้เวลาหลายสิบนาทีกับคลิปที่ไม่ได้ตั้งใจจะดูตั้งแต่แรก
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่หลายคนยังคิดถึงยุค MSN หรือ Hi5 อยู่เสมอ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีเก่าดีกว่าเสมอไป แต่เพราะโลกออนไลน์ในวันนั้นยังช้าพอให้เรารู้สึกกับบางอย่างได้นานกว่าวันนี้
อีก 10 ปีข้างหน้า TikTok อาจกลายเป็น “MSN ของคนรุ่นใหม่” ก็ได้
วันที่เด็กยุคนี้โตขึ้น พวกเขาอาจไม่ได้คิดถึงเสียงแจ้งเตือน MSN หรือหน้าโปรไฟล์ Hi5 แต่คิดถึงคลิปแรก ๆ ที่เคยเลื่อนดู เพลงไวรัลที่เคยใช้ หรือคอมเมนต์ที่เคยคุยกับคนแปลกหน้าใต้คลิปหนึ่ง
สุดท้ายแล้ว แพลตฟอร์มเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
แต่สิ่งที่เหมือนเดิมคือ คนยังใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อหาใครสักคน หาเรื่องที่ตัวเองสนใจ และหาพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า “เราอยู่ตรงนั้นจริง ๆ”
แหล่งที่มา: Britannica, Microsoft, Camfrog, LINE Corporation, History of Information, University of Nottingham Ningbo China
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| นักเขียนสาระรอบตัว•วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว•เรื่องที่คนมองข้าม
| 800+ บทความ | 400+ Hot Topic
| เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
ขนมพริกไทย คุกกี้โบราณภูเก็ต หวานกรอบ หอมพริกไทยดำ
ปลั๊ก 3 ขาไม่ได้มีไว้แค่เสียบแน่น แต่ช่วยลดเสี่ยงไฟดูดเมื่อไฟรั่ว
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
เปิด 5 อาชีพที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้
ถ้าไม่อาบน้ำ 1 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นกับผิว กลิ่นตัว และหนังศีรษะ?
ทำไมกลิ่นน้ำมันถึงหอมสำหรับบางคน ทั้งที่ควรเป็นกลิ่นฉุน?
ทำไมรีโมททีวีต้องมีปุ่มสีแดง? ที่หลายๆคนไม่เคยกดเลย
ทำไมเรียกว่า “สำลี” ทั้งที่ทำจากฝ้าย? เข้าใจตั้งแต่ต้นทางถึงการผลิต
ถ้าเห็นคนโดนไฟดูด ควรถีบออกไหม เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนช่วยคนอื่น
ทำไมบางพื้นที่ในอังกฤษต้องรื้อแอร์? ท่ามกลางคลื่นความร้อนและเป้าหมาย Net Zero
3 จังหวัด ที่เคยมีเมืองในตำนานจมใต้บาดาลมาก่อน
ขนมพริกไทย คุกกี้โบราณภูเก็ต หวานกรอบ หอมพริกไทยดำ
เปิด 5 อาชีพที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้
ปลั๊ก 3 ขาไม่ได้มีไว้แค่เสียบแน่น แต่ช่วยลดเสี่ยงไฟดูดเมื่อไฟรั่ว
ทำไมกลิ่นน้ำมันถึงหอมสำหรับบางคน ทั้งที่ควรเป็นกลิ่นฉุน?
ทำไมเรียกว่า “สำลี” ทั้งที่ทำจากฝ้าย? เข้าใจตั้งแต่ต้นทางถึงการผลิต
10 เรื่องจริงแปลกกว่านิยาย เหตุการณ์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจริงบนโลก
ทำไมคนถึงหยุดดูคลิปสั้นไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าเสียเวลา อธิบายวงจรสมองและนิสัยที่เกิดจากคลิปสั้น
คนเริ่มเลิกใช้ Google แล้วจริงหรือ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมค้นหา และผลกระทบต่อ SEO กับธุรกิจคอนเทนต์
ทำไมยิ่งไถคลิปสั้น ยิ่งรู้สึกอยู่กับอะไรนาน ๆ ไม่ค่อยได้
AI กับความคิดสร้างสรรค์ บทบาทเครื่องมือดิจิทัลกับขอบเขตของความเป็นมนุษย์ในงานสร้างสรรค์




