แยกกะเพรา โหระพา แมงลัก ให้ขาด แค่ดูใบกับดมกลิ่นก็รู้
หยิบผิดทีเดียว รสแกงเปลี่ยนได้ทั้งหม้อ
กะเพรา โหระพา และแมงลัก หน้าตาคล้ายกันจนคนเดินตลาดหลายคนเคยลังเลหน้ากองผักมาแล้ว ใบเขียว ๆ ก้านคล้าย ๆ กัน ยิ่งมัดรวมวางใกล้กันยิ่งชวนงง แต่สามชนิดนี้ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่อ กลิ่น รส และวิธีใช้ในครัวคนละทางกันพอสมควร
กะเพรา เป็นกลุ่มที่กลิ่นชัดสุดในสามตัวนี้ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันทั่วไปคือ Ocimum tenuiflorum L. จุดจำง่ายคือใบค่อนข้างสาก มีขนอ่อน ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย และมีกลิ่นฉุนร้อนเฉพาะตัว ถ้าเป็นกะเพราแดง ลำต้นกับกิ่งมักออกม่วงแดงกว่ากะเพราขาว
ขยี้ใบเบา ๆ ก็รู้แล้ว
กะเพราเหมาะกับอาหารที่ต้องการกลิ่นร้อน ๆ มาช่วยตัดคาว เช่น ผัดกะเพราเนื้อ ผัดกะเพราไก่ หรือเมนูผัดไฟแรง พอใบโดนความร้อน กลิ่นจะพุ่งขึ้นทันที แต่ถ้าใส่นานเกินไป ใบก็เหี่ยวและกลิ่นบางลงได้เหมือนกัน
โหระพา ดูสุภาพกว่ากะเพรา ใบมักหนากว่า ผิวใบเรียบกว่า สีเขียวเป็นมัน ก้านหรือกิ่งอ่อนมักมีสีม่วงอมแดง กลิ่นออกหวาน เย็น และนวลกว่า ไม่ใช่กลิ่นฉุนแบบกะเพรา โหระพามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum basilicum L. ในข้อมูลพฤกษศาสตร์หลายแหล่งจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับกะเพราและแมงลัก
ในครัวไทย โหระพาเป็นใบที่เข้ากับแกงกะทิมากเป็นพิเศษ แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ผัดพริกแกง หรือผัดหอยลายใส่โหระพา กลิ่นจะไปคนละทางกับกะเพราทันที เคล็ดลับเล็ก ๆ คือใส่ช่วงท้าย ๆ แล้วปิดไฟ ไม่ต้องเคี่ยวใบอยู่นาน เพราะความหอมของโหระพาเสียได้ง่าย
ส่วนแมงลัก ใบจะดูบาง นุ่ม และสีอ่อนกว่าเพื่อน ก้านอ่อนกับยอดมักมีขนอ่อนสีขาวให้เห็น กลิ่นไม่ดุดัน แต่สดและออกแนวส้มมะนาวอ่อน ๆ ชื่อวิทยาศาสตร์ที่พบใช้ในเอกสารไทยมีทั้ง Ocimum africanum Lour. และชื่อพ้องในกลุ่ม Ocimum ซึ่งสะท้อนว่าพืชกลุ่มนี้มีการจัดจำแนกทางพฤกษศาสตร์ที่ใกล้กันมาก
แมงลักจึงไม่ค่อยถูกส่งไปยืนหน้าเตาผัดไฟแรง แต่จะเด่นในแกงเลียง ขนมจีนน้ำยา หรืออาหารที่ต้องการกลิ่นสด ๆ ตอนท้ายจาน ใครเคยกินแกงเลียงแล้วเจอกลิ่นเขียวหอมละมุน นั่นแหละงานของแมงลัก
เม็ดแมงลักก็เป็นอีกเรื่องที่คนคุ้นกันดี เมื่อนำไปแช่น้ำ เปลือกเมล็ดจะเกิดเมือกพองตัว สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าเมือกรอบเมล็ดแมงลักจัดอยู่ในกลุ่มใยอาหารที่ละลายน้ำได้ แต่ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพ ควรแช่ให้พองเต็มที่และดื่มน้ำตามพอสมควร ไม่ควรกินเมล็ดแห้ง ๆ โดยตรง
วิธีแยกแบบแม่ค้าไม่ต้องสอนนาน ให้ดู 3 จุดนี้พอ
ดูใบก่อน กะเพราสากและหยักชัด โหระพาใบมันกว่า แมงลักใบบางและอ่อนกว่า
ดูก้านต่อ โหระพามักมีก้านม่วงแดง แมงลักก้านเขียวอ่อน ส่วนกะเพราแดงจะมีโทนม่วงแดงปนทั้งต้น
สุดท้ายคือดมกลิ่น กะเพราฉุนร้อน โหระพาหอมหวาน แมงลักสดนวลคล้ายมะนาวอ่อน ๆ
ถ้าจะจำให้เข้าครัวง่ายที่สุด กะเพราเอาไว้ผัดร้อน ๆ โหระพาเอาไว้ชูแกงกะทิ แมงลักเอาไว้เติมความสดในแกงเลียงกับขนมจีน
คราวหน้าเดินตลาดแล้วลังเล ไม่ต้องเดา ลองพลิกใบดูนิดหนึ่ง แล้วขยี้ปลายใบดมเบา ๆ กลิ่นจะเฉลยเองว่าใบไหนควรกลับบ้านไปอยู่ในหม้อไหน
แหล่งที่มา: โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ, ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
อ้างอิง: https://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_10.htm, https://www.rspg.or.th/plants_data/use/spicies09-2.htm, https://medplant.mahidol.ac.th/herb-drug/ref/0047.pdf, https://inmu.mahidol.ac.th/uploads_file/article/KN_410.pdf
เขียนโดย davin
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
หลายประเทศกำลังจำกัดการใช้โซเชียลของเด็ก เรากำลังปกป้องหรือยึดพื้นที่ชีวิตของเขา
ใจสลาย!! เมื่อของเล่นสุดที่รักของเจ้าตูบ ถูกเอาไปซัก น้องแทบจะเป็นซึมเศร้า
นกที่เข้าไปในปากจระเข้แล้วไม่โดนกิน
เชือกเล็ก ๆ ที่ฝาถังน้ำมัน ไม่ได้มีไว้แค่กันหาย
พระเมาหนักอาระวาดที่ ถนนคนเดินเชียงคาน จ.เลย
พระราหุลคือใคร จากพระโอรสของพระพุทธเจ้า สู่สามเณรรูปแรก
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
วัดที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
งูพิษหายาก ที่พบได้ในประเทศไทย
คอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล
งูพิษหายาก ที่พบได้ในประเทศไทย




