ตะโก้เผือกข้าวโพด ขนมไทยสองชั้น หอมกะทิ ทำไม่ยากแต่ต้องกวนให้ถูกจังหวะ
ตะโก้ชิ้นเล็ก ๆ ในกระทงใบเตยมีเสน่ห์ตรงที่ไม่พยายามอวดตัวมากนัก หน้าตาเรียบ สีไม่ฉูดฉาด แต่พอตักเข้าปากแล้วรสหวานของตัวขนมกับหน้ากะทิเค็มมันจะค่อย ๆ ไล่กันขึ้นมา
คำเดียวมักไม่จบง่าย ๆ
ขนมชนิดนี้เด่นตรงการแยกเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นตัวตะโก้ เนื้อใสหรือหนึบเบา ๆ แล้วแต่แป้งที่ใช้และจังหวะกวน ส่วนชั้นบนเป็นหน้ากะทิข้นที่ใส่เกลือเพียงพอให้ตัดหวาน ไม่ได้ทำให้เค็มจัด แต่ช่วยให้รสรวมไม่เลี่ยนเกินไป
สูตรตามบ้านมีหลายแบบ บางบ้านใส่แห้ว บางบ้านใช้ข้าวโพด บางร้านชอบเผือกหั่นเต๋า เพราะเคี้ยวแล้วมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ๆ แทรกอยู่ในตัวแป้ง สูตรนี้เลือกใช้เผือกกับข้าวโพด เป็นแบบที่กินง่ายและหาวัตถุดิบได้ไม่ยาก
ส่วนที่มือใหม่พลาดกันบ่อยไม่ใช่เรื่องวัตถุดิบ แต่เป็นไฟกับมือคนกวน ถ้าไฟแรงเกิน แป้งจะจับตัวเป็นก้อนเร็ว ถ้าหยุดคนนานเกินไป เนื้อขนมจะไม่เนียน พอถึงตอนทำหน้ากะทิก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะกะทิที่ข้นพอดีตอนอยู่บนเตา พอเย็นลงจะเซ็ตตัวเพิ่มอีก
วัตถุดิบตัวตะโก้
แป้งถั่วเขียว 80 กรัม
น้ำตาลทราย 120 กรัม
น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
เผือกหั่นเต๋าเล็ก 150 กรัม
เม็ดข้าวโพดต้ม 100 กรัม
ใบเตย 2-3 ใบ
วัตถุดิบหน้ากะทิ
กะทิ 500 มิลลิลิตร
แป้งข้าวเจ้า 40 กรัม
แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ภาชนะที่ใช้ใส่ขนมจะเป็นกระทงใบเตยหรือถ้วยเล็กก็ได้ ถ้าใช้กระทงใบเตย กลิ่นใบเตยอ่อน ๆ จะช่วยให้ขนมดูเป็นขนมไทยขึ้นอีกนิด แต่ถ้าทำกินเองที่บ้าน ถ้วยเล็กก็สะดวกกว่าเยอะ
เริ่มจากนึ่งเผือกให้สุกพอดี อย่านึ่งจนเละ เพราะตอนนำไปกวนรวมกับแป้ง เนื้อเผือกจะแตกและทำให้ตัวตะโก้ดูเละเกินไป ส่วนข้าวโพดให้ต้มสุกแล้วพักไว้
ทำตัวตะโก้โดยใส่น้ำ น้ำตาล แป้งถั่วเขียว และใบเตยลงในหม้อ ใช้ไฟกลางอ่อนแล้วคนต่อเนื่อง ช่วงแรกส่วนผสมจะดูเหลวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอแป้งเริ่มสุก เนื้อจะค่อย ๆ ใสและข้นขึ้น ตรงนี้ต้องใจเย็น
พอแป้งเริ่มข้น ใส่เผือกกับข้าวโพดลงไป กวนต่ออีกประมาณ 2-3 นาที แล้วตักใส่กระทงหรือถ้วยประมาณสามในสี่ของภาชนะ เว้นพื้นที่ไว้สำหรับหน้ากะทิ
ต่อด้วยหน้ากะทิ ให้ผสมกะทิ แป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และเกลือเข้าด้วยกันก่อนยกขึ้นตั้งไฟ ขั้นตอนนี้ช่วยลดโอกาสที่แป้งจะเป็นเม็ด ใช้ไฟอ่อนแล้วกวนไปเรื่อย ๆ จนกะทิเริ่มข้นและเคลือบหลังช้อนได้เล็กน้อย จากนั้นปิดไฟได้เลย
อย่ารอให้หน้ากะทิข้นจัดบนเตา
เมื่อหน้ากะทิพร้อมแล้ว ให้ตักราดบนตัวตะโก้ขณะที่ยังอุ่นอยู่ ผิวหน้าจะเรียบกว่าและเกลี่ยง่ายกว่า จากนั้นพักไว้ให้เย็นจนขนมเซ็ตตัว ถ้าจะกินให้อร่อย ควรรอให้หน้ากะทิอยู่ตัวก่อน ไม่ต้องรีบมาก
เคล็ดลับเล็ก ๆ คือการชิมหน้ากะทิก่อนราด ถ้ารู้สึกว่าเค็มชัดเกินไป ตอนอยู่รวมกับตัวขนมอาจยิ่งเด่นขึ้น แต่ถ้าจืดสนิท ตะโก้จะกลายเป็นขนมหวานแบน ๆ ไม่มีแรงตัดรส เกลือหนึ่งช้อนชาในสูตรนี้จึงควรปรับได้ตามความเค็มของกะทิและรสนิยมของคนทำ
ตะโก้เป็นขนมที่ดูเรียบร้อย แต่เรื่องจังหวะไม่ง่ายเท่าหน้าตา ต้องกวนให้แป้งสุก ต้องคุมไฟให้กะทิไม่แตกมัน และต้องหยุดมือในเวลาที่พอดี พลาดไปนิดเดียว เนื้อที่ควรเนียนก็อาจกลายเป็นก้อน หรือหน้าที่ควรนุ่มก็อาจแน่นเกินไป
แต่พอทำได้พอดี มันก็เป็นขนมไทยที่กินเพลินมาก เผือกนุ่ม ข้าวโพดหวาน กะทิหอม ๆ และกระทงเล็ก ๆ ที่ทำให้คนหยิบเพิ่มได้ง่ายเกินตั้งใจนั่นแหละ
แหล่งที่มา: Pholfoodmafia, Wongnai Cooking, Hot Thai Kitchen
อ้างอิง: https://www.pholfoodmafia.com/recipe/ta-go-ตะโก้/ , https://www.wongnai.com/recipes/corn-ta-ko , https://hot-thai-kitchen.com/upside-down-tako/
เขียนโดย วัน ๆ หาแต่เรื่อง
หลายประเทศกำลังจำกัดการใช้โซเชียลของเด็ก เรากำลังปกป้องหรือยึดพื้นที่ชีวิตของเขา
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
ถ้ามนุษย์ทุกคนมีบรรพบุรุษ แล้วมนุษย์คนแรกของโลกมีพ่อแม่เป็นใคร
สิ่งที่คนไทยทำเป็นเรื่องปกติแต่ต่างชาติแปลกใจ
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
ใจสลาย!! เมื่อของเล่นสุดที่รักของเจ้าตูบ ถูกเอาไปซัก น้องแทบจะเป็นซึมเศร้า
เปิดไฟในรถตอนกลางคืน ผิดกฎหมายจริงไหม? หลายคนถูกหลอกเมื่อตอนเด็ก
พระเมาหนักอาระวาดที่ ถนนคนเดินเชียงคาน จ.เลย
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
นกที่เข้าไปในปากจระเข้แล้วไม่โดนกิน
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
งูพิษหายาก ที่พบได้ในประเทศไทย




