รถบั๊ม จาก Dodgem ยุค 1920 สู่เครื่องเล่นชนเบา ๆ ที่คนยังคิดถึง
เขียนโดย dukedicknarak
หากพูดถึงเครื่องเล่นที่อยู่คู่กับเสียงหัวเราะของผู้คนหลายรุ่น “รถบั๊ม” คงเป็นหนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุด ไม่ว่าจะในสวนสนุก งานวัด งานกาชาด หรืองานเทศกาลประจำปี ภาพรถคันเล็กหลากสีวิ่งวนบนลานไฟสว่าง เสียงหัวเราะ เสียงกรี๊ด และจังหวะชนกันเบา ๆ คือเสน่ห์ที่ทำให้เครื่องเล่นชนิดนี้ยังอยู่ในความทรงจำของหลายคน
แต่ก่อนจะกลายมาเป็นรถบั๊มอย่างที่เรารู้จัก เครื่องเล่นนี้มีชื่อเรียกอีกแบบว่า “Dodgem Cars” ซึ่งมักอธิบายกันว่ามาจากแนวคิดของการ “หลบ” หรือพยายามไม่ให้ถูกชน ชื่อ Dodgem จึงให้ภาพของเกมเล็ก ๆ ที่ผู้เล่นต้องควบคุมรถให้รอดจากความวุ่นวายบนลาน มากกว่าจะตั้งใจพุ่งชนกันตั้งแต่แรก
ต้นกำเนิดของรถบั๊มย้อนกลับไปในสหรัฐอเมริกาช่วงต้นทศวรรษ 1920 โดยมีชื่อของ Max Stoehrer และ Harold Stoehrer จากรัฐแมสซาชูเซตส์เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรเครื่องเล่น “Amusement Apparatus” ซึ่งยื่นจดในปี 1920 และได้รับสิทธิบัตรในปี 1921 เครื่องเล่นของพวกเขากลายเป็นพื้นฐานสำคัญของรถ Dodgem ในยุคแรก
ในเวลานั้น รถยนต์ยังเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความตื่นเต้น การได้ลองนั่งหลังพวงมาลัย แม้จะเป็นเพียงรถคันเล็กในลานจำลอง ก็ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่การขับรถจริงยังไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกครอบครัว
รถ Dodgem ยุคแรกไม่ได้ขับง่ายเหมือนรถบั๊มรุ่นใหม่ ตัวรถถูกออกแบบให้บังคับได้ยากและเคลื่อนที่อย่างคาดเดาไม่ค่อยได้ สิทธิบัตรยุคแรกยังอธิบายแนวคิดของรถหลายคันที่ผู้เล่นควบคุมเอง วิ่งไปบนพื้นที่เดียวกันแบบไม่เป็นระเบียบ จนเกิดทั้งความตื่นเต้นและการปะทะกันในลานเครื่องเล่น
พูดง่าย ๆ คือ ความสนุกไม่ได้อยู่แค่การชน แต่เกิดจากความพยายามควบคุมรถให้ไปตามใจตัวเอง ท่ามกลางรถคันอื่นที่วิ่งเข้ามาใกล้ตลอดเวลา บางครั้งตั้งใจหลบ บางครั้งหลบไม่ทัน และบางครั้งความผิดพลาดเล็ก ๆ นั้นเองที่ทำให้คนทั้งลานหัวเราะออกมา
รถบั๊มยุคแรกยังมีปัญหาเรื่องความทนทาน ตัวถังและชิ้นส่วนหลายอย่างเสียหายง่ายเมื่อถูกกระแทก จึงต้องมีการซ่อมแซมบ่อย ผู้ผลิตในเวลาต่อมาค่อย ๆ ปรับปรุงโครงสร้าง วัสดุ ระบบขับเคลื่อน และการบังคับเลี้ยวให้แข็งแรงและควบคุมง่ายขึ้น
เมื่อเวลาผ่านไป การชนเบา ๆ กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ผลิตจึงพัฒนายางกันกระแทกรอบตัวรถ หรือ bumper เพื่อช่วยลดแรงปะทะ ป้องกันความเสียหายของตัวรถ และทำให้ผู้เล่นรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ชื่อ “Bumper Cars” จึงค่อย ๆ กลายเป็นชื่อที่คนทั่วโลกรู้จัก
อีกภาพจำหนึ่งของรถบั๊มคือระบบไฟฟ้าจากเพดาน หลายคนคงจำเสาโลหะยาว ๆ ที่ยื่นจากท้ายรถขึ้นไปแตะตะแกรงด้านบนได้ดี ระบบนี้ทำให้รถรับกระแสไฟฟ้าแล้วเคลื่อนที่ไปบนลานได้ โดยพื้นและเพดานทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า
ต่อมา รถบั๊มบางระบบพัฒนาไปใช้การรับไฟผ่านพื้นลาน หรือใช้เทคโนโลยีแบบอื่นที่เหมาะกับพื้นที่และการออกแบบสนามมากขึ้น แต่หลักสำคัญยังคล้ายเดิม คือเป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่เปิด-ปิดการทำงานได้จากผู้ควบคุม และวิ่งอยู่ในพื้นที่จำกัดเพื่อความปลอดภัย
ด้านความปลอดภัยก็พัฒนาตามยุคสมัย รถบั๊มรุ่นใหม่มักมีขอบกันกระแทกที่หนาขึ้น ตัวถังปิดด้านข้างมากขึ้น มีเข็มขัดนิรภัยในหลายรุ่น และมีข้อกำหนดการเล่น เช่น ไม่ยื่นแขนหรือขาออกนอกตัวรถ ไม่ชนแรงเกินไป และไม่จงใจชนสวนหน้าในบางสนาม สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เครื่องเล่นยังคงสนุก แต่ลดความเสี่ยงจากการปะทะที่รุนแรงเกินจำเป็น
สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีบันทึกที่ชัดเจนว่ารถบั๊มเข้ามาครั้งแรกเมื่อใด แต่เครื่องเล่นชนิดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในงานวัด งานกาชาด และงานประจำปีของหลายพื้นที่มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับบรรยากาศงานเทศกาลยุค 80-90 น่าจะคุ้นกับเสียงเพลง แสงไฟ และลานรถบั๊มที่มักมีคนยืนรอเล่นกันแน่น
สำหรับหลายคน รถบั๊มไม่ใช่แค่เครื่องเล่น แต่เป็นฉากเล็ก ๆ ของวัยเด็ก ได้ขับไล่กับเพื่อน ได้หัวเราะตอนโดนชนจากด้านหลัง ได้หมุนพวงมาลัยหนีแบบสุดกำลัง ทั้งที่รถอาจหมุนไปคนละทางกับที่ใจคิด เวลาเล่นเพียงไม่กี่นาทีจึงกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจได้นานกว่าที่คิด
เมื่อสังคมเปลี่ยนไป รถบั๊มก็เปลี่ยนพื้นที่ตาม จากเครื่องเล่นเคลื่อนที่ตามงานวัดหรืองานประจำปี ไปสู่สวนสนุกถาวร ศูนย์ความบันเทิง ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานการดูแลชัดเจนมากขึ้น ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องรอเทศกาลประจำปีเหมือนแต่ก่อน หากอยากเล่นก็สามารถไปยังพื้นที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะ
สิ่งที่ทำให้รถบั๊มยังมีเสน่ห์ คือมันเป็นเครื่องเล่นที่เข้าใจง่ายมาก แค่จับพวงมาลัย เหยียบคันเร่ง แล้วพยายามควบคุมรถให้ไปตามทางของตัวเอง เด็กได้ลองความรู้สึกของการขับรถ ผู้ใหญ่ได้ย้อนวัย และทุกคนได้หัวเราะกับความอลหม่านที่ไม่จริงจังนัก
จาก Dodgem ในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1920 สู่รถบั๊มในสวนสนุกและงานเทศกาล รถคันเล็กเหล่านี้เดินทางผ่านเวลาและวัฒนธรรมมาไกลพอสมควร เดิมทีอาจเริ่มจากเสน่ห์ของการหลบหลีกและการควบคุมรถที่ยากคาดเดา แต่สุดท้ายการปะทะเบา ๆ กลับกลายเป็นภาษาสากลของความสนุก
รถบั๊มจึงไม่ใช่เพียงเครื่องเล่นในลานไฟสว่าง หากยังเป็นภาพแทนของความสุขเรียบง่ายที่หลายคนเข้าถึงได้ ความสุขที่ไม่ต้องซับซ้อนมากไปกว่าการได้นั่งในรถคันเล็ก ๆ หมุนพวงมาลัย แล้วหัวเราะออกมาในจังหวะที่รถสองคันชนกันเบา ๆ กลางเสียงเพลงและแสงไฟของงานเทศกาล
แหล่งที่มา: Google Patents / Lusse Auto Scooters / Britannica Dictionary / บทความต้นฉบับผู้ใช้
อ้างอิง: https://patents.google.com/patent/US1373108A/en, https://www.lusseautoscooters.com/html/legend-history.html, https://www.britannica.com/dictionary/dodgem-car
วิทยาลัยที่รับเฉพาะนักศึกษาหญิง เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
ประเทศท่องเที่ยวชื่อดัง ที่คาดว่า(น่าจะ)ไม่มีคนไทยไปเที่ยว
ประเทศที่มีความเจริญน้อยที่สุดในอาเซียน
เจาะรหัสลับ "แปลปกสลากฯ" ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 69
10 อำเภอของไทยที่ไม่มีห้างใหญ่ แต่คนท้องถิ่นกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
5 อันดับผลไม้ป่าที่หายากในไทย
โหมดเครื่องบินมีไว้ทำไม?
ไวรัลสนั่นโซเชียล! แฉยับไลฟ์สด 18+ ว่อนเฟซบุ๊ก ตาดีแอบเห็น "เพจหน่วยงานดัง" โผล่ร่วมชม ...แก้เขินเนียนแจกถุงยางฟรี!
ไขข้อสงสัย! ทะเบียนบ้านไม่มี "เจ้าบ้าน" ได้ไหม? ส่องข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เจ้าของบ้านควรรู้
ส่องหวยลาว 25 พฤษภาคม 2569 เลขเด่นที่ถูกจับตาไว้เทียบเลขในใจ
รวมภาพเรียกรอยยิ้มประจำวันนี้ วันที่เป็นวันจันทร์แรกของสัปดาห์ สู้ๆน๊า สุดสัปดาห์นี้มีหยุดยาว
การ์ด Cristiano Ronaldo ใบเดียวในโลก ขายส่วนตัว 1.35 ล้านดอลลาร์
การ์ด Cristiano Ronaldo ใบเดียวในโลก ขายส่วนตัว 1.35 ล้านดอลลาร์
10 อำเภอของไทยที่ไม่มีห้างใหญ่ แต่คนท้องถิ่นกลับใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
แอตแลนติสมีจริงหรือไม่ ทำไมเมืองในงานเขียนของเพลโตยังถูกตามหา






