หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เหนื่อยจนไม่ไหว ลองเช็กดูว่าเราพังเพราะ “งาน” หรือพังเพราะ “คน”


เขียนโดย vivianwang

สาว ๆ ชาวออฟฟิศเคยเป็นกันไหมคะ ร่างกายเหนื่อยล้า ใจหมดแรง ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกไม่อยากไปทำงาน ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนแล้ว พักแล้ว แต่พอนึกถึงบรรยากาศในออฟฟิศก็เหมือนแบตในตัวลดฮวบลงทันที บางวันมาทำงานแล้วรู้สึกเหมือนถูกดูดพลังตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดคอมด้วยซ้ำ

จริง ๆ แล้วอาการแบบนี้หลายคนอาจเรียกรวม ๆ ว่า burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน แต่ที่หลายคนเข้าใจผิดคือ ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราเหนื่อยจะเกิดจาก “งานเยอะ” เสมอไป บางทีงานอาจไม่ได้หนักเกินรับไหว แต่คนรอบตัว วิธีสื่อสาร หรือบรรยากาศในทีมต่างหากที่ทำให้ใจเราพังแบบเงียบ ๆ

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 2019 ว่า burnout ถูกบันทึกไว้ใน ICD-11 ในฐานะปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับงาน ไม่ใช่โรคทางการแพทย์โดยตรง และมักเกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่จัดการไม่ได้ โดยมี 3 ลักษณะสำคัญ คือ รู้สึกหมดพลังทางกายใจ รู้สึกห่างเหินหรือมองงานในแง่ลบ และรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราแยกไม่ออกว่าเราพังเพราะงาน หรือพังเพราะคน เราอาจแก้ผิดจุดไปเรื่อย ๆ บางคนลาพักร้อนแล้วกลับมาก็ยังเหนื่อยเหมือนเดิม บางคนเปลี่ยนวิธีทำงานแล้วก็ยังรู้สึกห่อเหี่ยว เพราะต้นตอไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงาน แต่อยู่ที่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางใจในที่ทำงาน

ลองสังเกตจากความรู้สึกหลังได้พัก ถ้าเราพังเพราะงานหนักจริง ๆ หลังจากได้นอนเต็มอิ่ม กินข้าวดี ๆ หรือหยุดพักสักวันสองวัน ร่างกายมักจะค่อย ๆ กลับมามีพลัง เหมือนแบตที่ได้ชาร์จเต็มอีกครั้ง ถึงงานจะยังเยอะ แต่ใจเรายังพอคิดได้ว่า เดี๋ยวค่อย ๆ เคลียร์ไปทีละอย่างก็ได้

แต่ถ้าปัญหาอยู่ที่คน ต่อให้เรานอนพอ กินอิ่ม หรือพักผ่อนแล้ว พอคิดถึงหน้าบางคนในออฟฟิศ คิดถึงน้ำเสียงบางประโยค หรือคิดถึงบรรยากาศที่ต้องระวังตัวตลอดเวลา ใจก็กลับมาแฟบเหมือนเดิม อันนี้ต้องยอมรับตรง ๆ ว่ามันไม่ใช่แค่เหนื่อยจากงานแล้วค่ะ แต่มันเริ่มแตะเรื่องสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนใจ

อีกจุดที่ดูได้คืออาการตอนอยู่ในที่ทำงาน ถ้าเราเครียดเพราะทำงานไม่ทัน กลัวส่งงานไม่ทัน deadline หรือกังวลว่างานจะออกมาไม่ดี อันนี้มีโอกาสสูงว่าแรงกดดันมาจากตัวงานโดยตรง วิธีแก้อาจเป็นการจัดลำดับความสำคัญ คุยเรื่องภาระงาน หรือแบ่งงานให้ชัดขึ้น

แต่ถ้าเราอึดอัดเพราะรู้สึกเหมือนถูกจับตามองตลอดเวลา พูดอะไรก็กลัวผิด ทำงานอะไรก็กลัวโดนตีความ หรืออยู่เฉย ๆ ก็เหมือนมีพลังลบบางอย่างกดทับอยู่ในห้อง อันนี้ไม่ใช่แค่งานหนักแล้วค่ะ เอาจริง ๆ นะ สังคมในที่ทำงานบางที่เหนื่อยกว่างานบนโต๊ะเสียอีก

เวลานึกถึงงานก็ช่วยบอกอะไรเราได้เหมือนกัน ถ้าในใจยังรู้สึกว่า “งานมันหนักนะ แต่ถ้าทำเสร็จคงภูมิใจ” แบบนี้ยังพอเบาใจได้ว่าความเครียดส่วนใหญ่เกิดจากภาระงาน แต่ถ้าความรู้สึกคือ “อยากทำงานนะ แต่ไม่อยากเจอคนกลุ่มนี้เลย” หรือ “ชอบงานนี้ แต่ไม่อยากอยู่ในบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว” นั่นคือสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจาก American Psychological Association หรือ APA ก็พูดถึงประเด็น toxic workplace ไว้ชัดว่า สภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการข่มขู่ การปะทะกันภายใน หรือการปฏิบัติที่ทำร้ายความรู้สึกของพนักงาน สามารถกระทบทั้งสุขภาพใจและผลงานได้ ไม่ใช่เรื่องคิดมากไปเองอย่างที่หลายคนชอบบอกกัน

ถ้าเหนื่อยเพราะงาน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่ฝืนแบบกัดฟันไปเรื่อย ๆ แต่ควรลองคุยกับหัวหน้าให้ชัดว่าอะไรเร่งด่วน อะไรเลื่อนได้ อะไรควรมีคนช่วย และอะไรที่ควรลดลงบ้าง การทำเช็กลิสต์ก็ช่วยได้ เพราะสมองจะไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้ในหัวพร้อมกัน งานบางอย่างพอเขียนออกมาแล้วจะเห็นเลยว่า มันไม่ได้ใหญ่เท่าความรู้สึกที่เรากลัว

ถ้าเหนื่อยเพราะคน การแก้จะยากกว่า เพราะเราเปลี่ยนนิสัยใครไม่ได้ทันที แต่เราสามารถเริ่มจากการสร้างขอบเขตให้ตัวเอง เลือกไม่รับทุกคำพูดเข้ามาเป็นแผลในใจ และหาพื้นที่ปลอดภัยไว้ระบายกับคนที่ไว้ใจได้ ถ้าองค์กรมี HR หรือหัวหน้าที่พอคุยได้ ก็ควรเก็บเหตุการณ์เป็นข้อมูลจริงแล้วคุยอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองพังเงียบ ๆ

ผมว่าอีกเรื่องที่คนทำงานควรจำไว้คือ การทำงานให้ดีไม่จำเป็นต้องเอาชนะคนเป็นพิษเสมอไป บางครั้งการชนะที่ดีที่สุดคือการไม่ปล่อยให้เขาดึงเราหลุดจากคุณค่าของตัวเอง ตั้งเป้าไว้ที่งานตรงหน้า ทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จทีละอย่าง แล้วค่อย ๆ ดึงใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่เราควบคุมได้

ส่วนการทำสมาธิตอนเช้าสัก 15-20 นาที ถ้าทำได้ก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะช่วยให้เราเริ่มวันแบบไม่กระจัดกระจายเกินไป แต่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าสมาธิไม่ใช่ยาวิเศษที่จะลบปัญหาทั้งหมดในออฟฟิศได้ ถ้างานล้นเกินจริงก็ต้องจัดการที่ระบบงาน ถ้าคนทำร้ายใจเราซ้ำ ๆ ก็ต้องจัดการที่ขอบเขตและสภาพแวดล้อม ไม่ใช่โทษตัวเองว่าใจเราไม่แข็งแรงพอ

ลองถามตัวเองแบบซื่อสัตย์ดูค่ะ เวลาที่เราพูดว่า “ไม่ไหวแล้ว” เราหมายถึงไม่ไหวกับงานตรงหน้า หรือไม่ไหวกับคนบางคนที่ทำให้การไปทำงานทุกวันกลายเป็นเรื่องหนักใจเกินจำเป็น?

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
vivianwang's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 25 ครั้ง
เขียนโดย vivianwang
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
5 สายเรียนที่มีโอกาสตกงานต่ำในไทย (อิงตลาดแรงงานจริง)8 อาหารไทยรสจัด ที่“คนรุ่นใหม่บางกลุ่มเริ่มกินน้อยลง”5 อันดับสัตว์ที่มีสมองฉลาดที่สุดในโลกเงินเดือนของพนักงานเก็บค่าผ่านทางทางด่วน5 จังหวัดที่นักลงทุนต่างชาติจับตาในปี 2569 โอกาสใหม่ของงาน และอสังหาฯ ไทยประเทศที่ “ไม่มีรถไฟเลย” แม้แต่สายเดียวจังหวัดไหนมีประชากรมากที่สุดในไทย ถ้าไม่นับกรุงเทพฯเจาะที่มา 5 สีกางเกงขาสั้นมัธยมชายไทยถ้ำที่คนพื้นที่ก็ไม่อยากไปประเทศที่“อากาศร้อนที่สุดในโลก”อุณหภูมิสูงกว่า 50°C5 อำเภอเศรษฐกิจแรงในไทย ทำเลที่บริษัทข้ามชาติเลือกตั้งฐานผลิต9 โรงเรียนที่เด็กสมัครล้นที่สุด รับน้อยแต่คนแย่งเพียบ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ประเทศที่ “ไม่มีสนามบิน”10 งานสายเทคในไทยที่เงินเดือนพุ่งแรง บริษัทแย่งตัวหนักอาหารไทยบางอย่างไม่ได้หายไป แต่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก5 อำเภอเศรษฐกิจแรงในไทย ทำเลที่บริษัทข้ามชาติเลือกตั้งฐานผลิตจังหวัดอันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่ปลูกและส่งออกลิ้นจี่มากที่สุด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ความรัก, ประสบการณ์ชีวิต
โรงเรียนประจำนี่LGBTใช้ชีวิตกันยังไงชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน จงเก็บความ จำนี้ไว้ เพื่อตัวเราเอง รักตัวเองให้มากๆนะคับ บทเรียนชีวิต8 พฤติกรรมผู้ชายเจ้าชู้ขั้นโปร ที่เมียหลายๆคนพลาด ไม่เคยจับได้ง่ายๆสรุปดราม่า โหนกระแส ครูสาวท้อง 8 เดือน เผชิญหน้าสามี–หญิงใหม่ ปมชีวิตรักสามเส้า
ตั้งกระทู้ใหม่