ส่อง "ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี" หลังเก่า ย้อนรอยประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมไม้สุดคลาสสิกแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เขียนโดย kyogisa
หากใครมีโอกาสได้แวะเวียนไปยังท่าน้ำนนทบุรี ภาพที่ปรากฏแก่สายตาและเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคืออาคารไม้ทรงไทยประยุกต์ หลังคาทรงปั้นหยาขนาดใหญ่ สีครีมตัดกับสีน้ำตาลขอบเข้ม ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นคือ "ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี" (หลังเก่า) อาคารอนุรักษ์ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความงามทางสถาปัตยกรรมที่หายากในปัจจุบัน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติไปเรียบร้อยแล้ว บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจความงดงามและย้อนอดีตของอาคารอันทรงคุณค่าแห่งนี้
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จากโรงเรียนราชวิทยาลัยสู่ศาลากลางจังหวัด
ประวัติของอาคารแห่งนี้มีความน่าสนใจและเกี่ยวพันกับระบบการศึกษาของไทยในอดีตอย่างมาก โดยเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา "โรงเรียนราชวิทยาลัย" ขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เคยจัดตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ณ วังหลัง แต่ต้องยุบเลิกไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารเรียนแห่งนี้ขึ้นเป็นอาคารหลังที่สอง (อาคารเรียนหลังแรกคือตึกเจ้าพระยาเสนาบดี (แก้ว) ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน)
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงยุติธรรมได้ขยายโรงเรียนกฎหมายขึ้นมา จึงโปรดเกล้าฯ ให้โรงเรียนราชวิทยาลัยรวมเข้ากับโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 ต่อมาในปี พ.ศ. 2462 มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารภายในโรงเรียนราชวิทยาลัย และในปี พ.ศ. 2465 ได้มีการสร้างอาคารเรียนหลังใหญ่ขึ้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (ซึ่งต่อมาคือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า) โรงเรียนราชวิทยาลัยจึงได้ย้ายออกไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ ทำให้อาคารริมน้ำแห่งนี้ว่างลง
ต่อมา กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบอาคารและที่ดินเดิมของโรงเรียนราชวิทยาลัย และได้ทำการปรับปรุงอาคารหลังนี้เพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรีแทนศาลากลางหลังเดิมที่เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวที่ชำรุดทรุดโทรม และได้เปิดใช้อาคารแห่งนี้เป็นศาลากลางจังหวัดนนทบุรีอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2471
อาคารแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารงานของจังหวัดนนทบุรีมาอย่างยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรีแห่งใหม่ขึ้นที่ถนนรัตนาธิเบศร์ หน่วยงานราชการต่างๆ จึงได้ย้ายออกไป ทำให้อาคารศาลากลางหลังเก่าริมน้ำว่างลงอีกครั้ง และด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนอาคารศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) เป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2542 และปัจจุบันได้มีการปรับปรุงให้กลายเป็น "พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรี" เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดสืบต่อไป
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่น: นิยามของความ "หวนกลับมานิยม"
ความงามของอาคารศาลากลางหลังเก่าแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเก่าแก่ แต่ยังสะท้อนถึงวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 โดยสถาปัตยกรรมที่ปรากฏคือ เรือนไม้ลวดลายเรขาคณิต ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบเรือนไทยเดิมเข้ากับสไตล์ตะวันตกแบบวิกตอเรียน (Victorian) หรือที่คนไทยมักเรียกว่าสไตล์ "ขนมปังขิง"
ความน่าสนใจคือ ในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 สถาปัตยกรรมสไตล์ขนมปังขิงที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากเริ่มเสื่อมความนิยมลง และสถาปนิกไทยได้มีการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบใหม่ โดยนำเอาลวดลายเรขาคณิต เช่น เส้นตรง เส้นเฉียง สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และวงกลม มาสร้างเป็นองค์ประกอบตกแต่งที่ดูโปร่งตา สบาย และดูทันสมัยขึ้นกว่าสไตล์ขนมปังขิงที่เน้นลวดลายฉลุที่อ่อนช้อยและหนาแน่น
หากพิจารณาที่ตัวอาคาร จะเห็นความงามของสถาปัตยกรรมไม้ลวดลายเรขาคณิตได้อย่างชัดเจน:
-
โครงสร้างอาคาร: เป็นอาคารไม้ทรงปั้นหยาขนาดใหญ่ 2 ชั้น ตัวอาคารเป็นรูปตัวยู (U) โดยมีอาคารหลังใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา และมีอาคารปีกสองข้างยื่นออกไปด้านหลัง การวางโครงสร้างแบบนี้ทำให้ตัวอาคารมีพื้นที่กว้างขวาง และมีการระบายอากาศที่ดี
-
ราวระเบียงและกันสาด: เป็นองค์ประกอบที่เห็นได้ชัดที่สุดของสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ โดยมีการใช้เส้นไม้ในแนวตั้งและแนวนอนมาสร้างเป็นลวดลายสี่เหลี่ยม หรือสามเหลี่ยมที่เรียบง่าย แต่มีจังหวะที่สวยงามและดูโปร่งตา ซึ่งแตกต่างจากลวดลายฉลุแบบขนมปังขิงที่จะมีความอ่อนช้อยและทึบกว่า
-
ช่องลมและกรอบประตูหน้าต่าง: มีการออกแบบให้มีลวดลายเรขาคณิตที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะช่องลมเหนือประตูหน้าต่างที่ช่วยให้แสงและลมถ่ายเทได้สะดวก และยังทำให้อาคารดูมีความประณีตสวยงาม
-
การใช้สี: การใช้สีครีมตัดกับสีน้ำตาลขอบเข้ม ช่วยเน้นให้เห็นลวดลายเรขาคณิตที่โดดเด่น และยังทำให้ตัวอาคารดูอบอุ่นและคลาสสิก
อาคารศาลากลางหลังเก่าริมน้ำนนทบุรี จึงเป็นตัวอย่างทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของไทยในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และการปรับปรุงรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งทำให้ความงามของอาคารนี้ยังคงเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้พบเห็นเสมอมา
ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) – มรดกแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังคงมีชีวิต
อาคารศาลากลางจังหวัดนนทบุรี (หลังเก่า) เป็นมากกว่าแค่สถานที่ราชการในอดีต แต่คือประจักษ์พยานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางสังคม การศึกษา และสถาปัตยกรรมของไทยมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ จากโรงเรียนราชวิทยาลัย สู่ศูนย์กลางการบริหารงานของจังหวัด และในปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวอันทรงคุณค่าของชาวนนทบุรี ด้วยความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไม้ลวดลายเรขาคณิต และการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ทำให้มรดกอันทรงคุณค่าแห่งนี้จะยังคงได้รับการอนุรักษ์และอยู่คู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยาสืบต่อไป และพร้อมที่จะต้อนรับผู้มาเยือนเพื่อสัมผัสความงามและความคลาสสิกที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา
เพิ่มเติมข้อมูล: หากท่านต้องการไปเยี่ยมชม สามารถเดินทางโดยเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่าน้ำนนทบุรี แล้วเดินต่อไปยังตัวอาคารได้สะดวก พิพิธภัณฑ์จังหวัดนนทบุรีเปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
เขียนโดย kyogisa
รู้ไหม? มีจังหวัดในไทยที่มีแค่ 3 อำเภอเท่านั้น เล็กแต่มีเสน่ห์เกินตัว
10 ขนมไทยโบราณ หาทานยาก แต่รสชาติยังตราตรึง
ลงทุนน้อย ไม่เน่าไม่เสีย! เปิดวาร์ป 5 ไอเดีย "ของขายตลาดนัด" ซื้อง่ายขายคล่อง เก็บได้ยาวๆ ไม่มีขาดทุน
5 อันดับห้างสรรพสินค้า ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สภาพ “เอริญ” วง ENO เขมร เงียบเหงาช่วงสงกรานต์ หลังไร้งาน ไม่มีคอนเสิร์ต
โรงเรียน"ลอยน้ำ"แห่งเดียวในประเทศไทย
5 จังหวัด เมืองเกษียณ ที่คนวัย 30+ แห่ไปจองที่ดิน ค่าครองชีพถูก
5 จังหวัด ค่าครองชีพโหดที่สุดในไทย เงินเดือน 3 หมื่นบางที่ยังเกือบไม่รอด
จังหวัดไหนบ้างที่เคยร้อน จนอุณหภูมิแตะ 44°C ขึ้นไป
ธงชาติที่ไม่ใช่ทรงสี่เหลี่ยม เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีในโลก
จังหวัดที่มีอุตสาหกรรมน้อยมากที่สุดในประเทศ
10 อันดับโรงเรียนเก่าแก่ที่สุดในไทย
จังหวัดจับปลาหมึกได้มากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศไทย
10 อันดับโรงเรียนเก่าแก่ที่สุดในไทย
เสื้อสีดำร้อนกว่าสีขาวจริงไหม? เจาะลึกวิทยาศาสตร์ของ "สี" และภูมิปัญญาชาวทะเลทรายที่รู้มาพันปี
เวเลลลา(Velella): นักเดินทางผู้พึ่งพิงสายลมและพรหมลิขิตแห่งท้องทะเล
เปิดศักราชใหม่รับวันเถลิงศก: เช็กดวงกาลโยคประจำปี 2569
ทำไมต้องเรียก "พญาวัน"? : มาทำความรู้จักวันเถลิงศกแบบล้านนา วันที่ฟ้าเปิดรับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

