เครื่องลงทัณฑ์โบราณ โหดจนแทบไม่น่าเชื่อ
เมื่อครู่นี้ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องโทษประหารชีวิตของประเทศไทย อ่านไปก็รู้สึกเหมือนกำลังเปิดหน้าประวัติศาสตร์ที่ทั้งหนักหน่วงและชวนให้ขบคิดอยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่เราเคยได้ยินกันเพียงผิวเผิน แท้จริงแล้วมีรายละเอียดที่ลึกและสะเทือนใจมากกว่าที่คิด
หากย้อนกลับไปในอดีต การลงโทษผู้กระทำผิดของไทยไม่ได้มีเพียงการจำคุกอย่างในปัจจุบัน แต่ยังมีวิธีการที่เด็ดขาดและรุนแรงอย่าง “การประหารชีวิต” ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย ตั้งแต่การใช้ดาบเพชฌฆาตในสมัยโบราณ ที่มีบันทึกถึงเพชฌฆาตคนแรกอย่าง “เหรียญ เพิ่มกำลังเมือง” ผู้ทำหน้าที่ลงดาบตัดสินชีวิตคนตามคำสั่งของกฎหมายในยุคนั้น
ต่อมาเมื่อบ้านเมืองพัฒนา วิธีการก็เปลี่ยนเป็นการยิงเป้า ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้าง โดยมีนักโทษถูกประหารด้วยวิธีนี้รวมกันถึง 319 ราย ก่อนที่ประเทศไทยจะยุติการใช้ปืนในปี พ.ศ. 2546 แล้วเปลี่ยนมาใช้การฉีดยาแทน ซึ่งถูกมองว่าเป็นวิธีที่ลดความโหดร้ายลง แม้ในความเป็นจริงแล้ว ปลายทางก็ยังคงเป็น “ความตาย” เช่นเดิม
ยิ่งอ่านลึกลงไป ก็ยิ่งเห็นภาพของเครื่องมือในอดีตที่ถูกใช้กับนักโทษ ซึ่งบางอย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเคยมีอยู่จริง อย่าง “ตระกร้อ” ขนาดใหญ่ที่ทำจากหวาย ภายในมีเหล็กแหลม ใช้ให้นักโทษเข้าไปอยู่ข้างใน แล้วให้ช้างเตะไปมา ภาพเช่นนี้แค่ฟังก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
ยังมี “ตะโหงก” ที่ใช้ล็อกตัวนักโทษไม่ให้เคลื่อนไหว หรือ “ฆ้อนตอกเล็บ” ที่ใช้ตอกลงไปบริเวณเล็บเพื่อให้เกิดความเจ็บปวดจนจำฝังใจ รวมไปถึงโซ่ตรวนที่หนักถึง 15-20 กิโลกรัม ใช้ล่ามเพื่อป้องกันการหลบหนี ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสมัยก่อน การลงโทษไม่ได้มีเพียงเป้าหมายเพื่อควบคุม แต่ยังเป็นการ “ข่ม” และ “เตือน” ไปพร้อมกัน
มาถึงปัจจุบัน แม้ภาพของความรุนแรงจะดูเบาบางลง แต่โทษประหารชีวิตก็ยังคงมีอยู่จริงในประเทศไทย โดยนักโทษรายล่าสุดในรอบหลายปี เป็นชายหนุ่มวัยเพียง 26 ปี ในคดีฆ่าชิงทรัพย์ ซึ่งถูกประหารด้วยการฉีดยา เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมหันกลับมาถกเถียงกันอีกครั้งว่า โทษประหารนั้นยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุคนี้
อีกด้านหนึ่ง กรมราชทัณฑ์กำลังจะเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนได้เข้าชมเครื่องมือเหล่านี้อย่างเป็นทางการ เสมือนเป็นการนำอดีตมาเล่าใหม่ ให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า ระบบเรือนจำและการลงโทษของไทยเดินทางมาไกลเพียงใด และคำว่า “ความยุติธรรม” ในแต่ละยุคสมัยมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างไร
อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า เรื่องของโทษประหารชีวิตนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความรู้สึก ความเชื่อ และมุมมองของผู้คนในสังคม ว่าเราจะเลือกให้น้ำหนักกับ “ความยุติธรรม” หรือ “ความเมตตา” มากกว่ากัน
บางครั้ง การมองย้อนกลับไปในอดีต อาจไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อจดจำ แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ชัดขึ้น ว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เรายอมรับได้จริงหรือไม่ และควรจะเดินต่อไปในทิศทางใดกันแน่
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
ทำไมคนส่วนใหญ่ถนัดขวา มากกว่าถนัดซ้าย วิทยาศาสตร์อธิบายไว้หลายทาง
ทำไมพังพอนถึงกล้าสู้กับงูเห่า ทั้งที่ไม่ได้กันพิษได้ทุกอย่าง
ความหมายของเลข 269 ในมุมมองของนักเสี่ยงโชคงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
7 มหาวิทยาลัยไทยพื้นที่กว้างระดับเมืองย่อม ที่ไม่ได้มีแค่อาคารเรียน
ทำไม “พระจันทร์สีเลือด” ถึงถูกมองเป็นลางร้าย ทั้งที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้
ประเทศที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มาครองได้เพียงครั้งเดียว มีอยู่ 2 ประเทศ
มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำไมรถสองล้อเหล่านี้ถึงกลายเป็นตำนานสนามรบ
ปลานิลกับปลาทับทิม ต่างกันตรงไหน ทำไมเลี้ยงแล้วคุ้มไม่เหมือนกัน
โรงแรมหรูในประเทศไทย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจากต่างชาติ
เปิดตำนาน “ฮกลกซิ่ว” จากพรศิลาแห่งเทพเจ้า สู่หินมงคลเปลี่ยนชีวิต
ทำไมอายุ 30-40 แล้วยังรู้สึกเหมือนเด็ก?
มันดูเหมือนมนุษย์ต่างดาวตรงไหน?
เครื่องปรับอากาศแบรนด์ไทย ที่โด่งดังและขายดีที่สุดตลอดกาล
ประเทศที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก มาครองได้เพียงครั้งเดียว มีอยู่ 2 ประเทศ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้เล่าแค่เรื่องความสะดวก แต่สะท้อนชีวิตที่รีบขึ้นของคนยุคนี้



