สับปะรด จากผลไม้ป่า สู่สัญลักษณ์หรูศตวรรษที่ 18
ในยุคที่สับปะรดหาซื้อได้ง่ายตามรถเข็นผลไม้ทั่วไป ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ยุโรป ผลไม้ชนิดนี้เคยมีมูลค่าสูงลิ่วเทียบเท่ากับรถสปอร์ตหรูหรือนาฬิกาแบรนด์เนมในปัจจุบัน สำหรับมหาเศรษฐีชาวอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 18 สับปะรดไม่ได้มีไว้เพื่อรับประทานเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "เครื่องวัดดัชนีความรวย" ที่บ่งบอกว่าใครคือมหาเศรษฐีตัวจริงที่เข้าขั้น "รวยล้นฟ้า"
เทคโนโลยีการเกษตรที่แลกมาด้วยทองคำ
สาเหตุที่สับปะรดหนึ่งลูกมีราคาสูงถึงประมาณ 8,000 ปอนด์ (หรือกว่า 360,000 บาทในค่าเงินปัจจุบัน) มาจากความยากลำบากในการครอบครอง ในยุคที่การขนส่งยังล้าสมัย การนำเข้าจากอเมริกาใต้มักลงเอยด้วยการเน่าเสียระหว่างทาง
เหล่าเศรษฐีจึงต้องทุ่มเงินมหาศาลสร้าง "Pinery" หรือโรงเรือนกระจกพิเศษที่ต้องใช้แรงงานคนคอยสุมไฟจากถ่านหินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจำลองอุณหภูมิป่าฝนอเมซอนท่ามกลางฤดูหนาวที่ติดลบของยุโรป ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่มหาศาลนี้เองที่ขับเคลื่อนให้ราคาของมันพุ่งสูงจนน่าตกใจ
เทรนด์สุดแปลก: "เช่าสับปะรด" เพื่ออวดฐานะ
ความคลั่งไคล้ในสับปะรดนำไปสู่ธุรกิจที่ฟังดูเหลือเชื่อในปัจจุบัน นั่นคือ "การเช่าสับปะรดรายวัน" สำหรับชนชั้นกลางระดับสูงที่ต้องการยกระดับทางสังคมแต่ไม่มีเงินซื้อขาด พวกเขาจะไปเช่าสับปะรดมาเพื่อ "ถือประดับกาย" ออกงานปาร์ตี้หรือนัดเต้นรำ
กฎเหล็กของการเช่าคือ "ห้ามกินเด็ดขาด" สุภาพบุรุษและขุนนางจะถือสับปะรดไว้ใต้แขนหรือวางโชว์ราวกับเป็นเครื่องประดับราคาแพง เมื่อจบงานก็นำกลับไปคืนร้านในสภาพสมบูรณ์เพื่อให้ลูกค้ารายต่อไปมาเช่าต่อ จนกว่าผลไม้จะเริ่มเน่าและหมดมูลค่าในการอวด
ยอมวางจนเน่า... เพราะมูลค่าเกินกว่าจะกลืนลงคอ
แม้แต่ในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีตัวจริง การตัดสินใจหั่นสับปะรดกินถือเป็นเรื่องใหญ่ บ่อยครั้งที่สับปะรดถูกวางเป็น "Centerpiece" หรือจุดเด่นกลางโต๊ะอาหารเพื่อข่มขวัญผู้มาเยือนด้วยความมั่งคั่ง เจ้าของบ้านหลายคนเลือกที่จะปล่อยให้มันเน่าคามือแทนการเฉือนแบ่งกิน เพราะทันทีที่หั่นมันออก มูลค่าและอำนาจที่แฝงอยู่กับผลไม้ลูกนั้นก็จะหายไปทันที
มรดกแห่งความมั่งคั่งและการต้อนรับ
เมื่อกาลเวลาผ่านไป การพัฒนาของเรือกลไฟทำให้การขนส่งรวดเร็วขึ้น สับปะรดจึงลดฐานะจากของหรูหรากลายเป็นผลไม้ทั่วไปที่ใครก็เข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม มรดกทางวัฒนธรรมยังคงฝังรากลึก เรายังสามารถพบเห็นรูปสลักสับปะรดตามหัวเสาบ้านขุนนางเก่า ยอดรั้ว หรือแม้แต่ยอดมหาวิหารสำคัญในลอนดอน ซึ่งในปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนความหมายจาก "ความรวย" กลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง "การต้อนรับที่อบอุ่นและมิตรภาพ" (Hospitality) ที่หยั่งรากมาจากยุคสมัยที่เจ้าของบ้านยอมสละของล้ำค่าที่สุดเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน
#สับปะรด #ประวัติศาสตร์ยุโรป #ศตวรรษที่18 #ความเชื่อโบราณ #เศรษฐศาสตร์การเมือง #PineappleHistory #สัญลักษณ์ความรวย
เขียนโดย kyogisa
ปูแดงเกาะคริสต์มาส การอพยพครั้งยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนทั้งเกาะให้กลายเป็นทะเลสีแดง
อำเภอเดียวพื้นที่ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ เกือบ 3 เท่า แต่ทำไมคนกลับไม่ค่อยรู้จัก
โรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทย
ประเดิมต้นงวด 16/10/69! ส่องสถิติหวยออกวันศุกร์ เลขไหนหมุนซ้ำบ่อยสุด
เก๋งขาวไล่ยิงกระบะผัวเมียเจ็บหนีขึ้นโรงพัก ถูกจับแล้ว1 พร้อมกับอาวุธปืนลูกซองยาว แต่ยังปากแข็งปฏิเสธ ส่วนอีก 1 ผู้การฯเมืองคอน สั่งไล่ล่า
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ประวัติและที่มาของ “ขนมครก” ขนมไทยโบราณที่อยู่คู่คนไทยมาหลายร้อยปี
เปิดแนวทางหวย “อโนทัย” งวด 16 ต.ค. 69 จับตาเลขเด่น 3-7 เหนือ-ใต้ เลขไหนถูกพูดถึงบ้าง
รายได้ตำรวจไทยตั้งด่านได้กี่บาทต่อปี?
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่นๆ
มนุษย์ตายจากโรค HIV ปีละเท่าไหร่? ตัวเลขล่าสุดจากทั่วโลกและไทย
เอธิโอเปีย–เอริเทรียกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้นในแอฟริกาตะวันออก ?
อำเภอที่มีชื่อยาวที่สุด เพียง 2 อำเภอเท่านั้นในประเทศไทย
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่นๆ
หมูน้ำค้าง: รสชาติแห่งเหมันต์และภูมิปัญญาข้ามพรมแดนของชาวจีนยูนนาน
ไขคำตอบต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใส่เครื่องปรุงตอนไหน เส้นถึงเหนียวนุ่มและซุปหอมอร่อยที่สุด
ไขความลับเนื้อวากิวระดับพรีเมียม จากต้นกำเนิดถึงกลไกตลาด
ต้มไก่: คุณค่าแห่งความเอื้อเฟื้อและวัฒนธรรมการต้อนรับในวิถีอีสาน


