"มรดกเลือดจากคุณยาย... ทำไมหิ้งพระบ้านผมถึงต้องมีผ้าแดงคลุมไว้ตลอด 20 ปี?"
อย่าเปิดดูถ้าไม่จำเป็นนี่.... คือคำสั่งเสีย
สุดท้ายของคุณยายก่อนท่านจะจากไป พร้อมกับทิ้ง "กล่องไม้เก่าๆ" ไว้บนหิ้งพระที่ถูกพันด้วยสายสิญจน์และผ้าแดง ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้
จนกระทั้งคืนที่พายุเข้า และผ้าผืนนั้นหลุดออก...
ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เลยครับ ผมโตมากับวิทยศาสตร์และเหตุผล จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว ผมต้องกลับไปเคลียร์บ้านเก่าของคุณยายที่ต่างจังหวัดหลังจากท่านเสียชีวิตไปได้เกือบครึ่งปี บ้านทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่ที่เงียบเชียบจนน่าขนลุก... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ผมจะไม่มีวันลืม
ตอนเด็กๆ เวลาไปหาคุณยาย ท่านจะมีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่ห้ามเด็ดขาดคือ "ห้ามขึ้นไปยุ่งบนหิ้งพระชั้นสอง" หิ้งพระนั้นประหลาดมากครับ มันไม่ได้มีแค่พระพุทธรูป แต่มีมุมหนึ่งที่มีผ้าสีแดงเก่าๆ คลุมวัตถุบางอย่างไว้แน่นหนา มีโซ่เส้นเล็กๆ พันรอบ และมีกลิ่นหอมเย็นๆ เหมือนดอกไม้แห้งที่ปนกับกลิ่นสาบสางบอกไม่ถูก
ยายบอกเสมอว่า "ถ้าวันไหนเห็นผ้าแดงหลุด หรือได้ยินเสียงใครเรียกชื่อจากข้างบนนั้น... ห้ามหันไปมองเด็ดขาด" ตอนนั้นผมคิดว่ายายแค่ขู่เด็กไม่ให้ซน
คืนนั้นฝนตกหนักมาก ไฟฟ้าในหมู่บ้านดับสนิท ผมนอนอยู่ชั้นล่างคนเดียว ท่ามกลางเสียงลมที่พัดกระแทกหน้าต่างไม้ดัง ปัง! ปัง! ตลอดเวลา ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียง ครืด... ครืด... เหมือนมีของหนักๆ ถูกลากอยู่บนพื้นไม้ชั้นสอง ตรงตำแหน่งหิ้งพระเป๊ะๆ
ด้วยความสงสัยบวกกับความระแวงว่าขโมยจะขึ้นบ้าน ผมถือไฟฉายค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียง เอี๊ยด... อาด... ทุกย่างก้าว หัวใจผมเต้นรัวจนแทบทะลุออกมาข้างนอก เมื่อแสงไฟฉายไปพาดผ่านหิ้งพระ... ผมใจหายวาบ ผ้าสีแดงผืนนั้นตกลงไปอยู่ที่พื้นแล้ว!
สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าแดงไม่ใช่พระพุทธรูป... แต่เป็น "ตุ๊กตาแกะสลักจากไม้รักดำ" สภาพเก่ากรัง รูปทรงคล้ายกุมารแต่ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาทำจากพลอยสีแดงก่ำที่สะท้อนแสงไฟฉายราวกับมันมีชีวิต และที่น่าสยองที่สุดคือ... มันไม่ได้วางอยู่ที่เดิม แต่มันขยับมาจ่ออยู่ที่ขอบหิ้ง เหมือนกำลังจะกระโดดลงมาหาผม!
ผมรีบวิ่งลงมาข้างล่าง ล็อกประตูห้องนอนแน่นหนา พยายามบอกตัวเองว่า "มันแค่ลมพัด มันแค่ของเก่า" แต่แล้วในความเงียบที่มีเพียงเสียงฝน ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู... เสียงแหบพร่าเหมือนคนแก่ที่ขาดน้ำมานาน... เรียกชื่อผมชัดเจน
"ต้น... เปิดประตูให้ยายหน่อย... ยายหนาว..."
นั่นไม่ใช่เสียงยายผม! ยายผมเสียไปแล้ว! ผมมุดตัวลงใต้ผ้าห่ม สวดมนต์ทุกบทที่นึกได้ แต่เสียงนั้นเริ่มเปลี่ยนจากเสียงกระซิบ เป็นเสียงหัวเราะเล็กๆ แหลมสูงเหมือนเด็ก... และตามมาด้วยเสียงเล็บขูดประตูห้องนอน แกรก... แกรก... แกรก...
ผมรวบรวมความกล้าหยิบมือถือมาเปิดกล้องส่องไปที่ช่องว่างใต้ประตู... สิ่งที่ผมเห็นผ่านหน้าจอมือถือคือ "นิ้วมือเล็กๆ สีดำคล้ำ" กำลังพยายามพุ่งลอดช่องใต้ประตูเข้ามาหาผม!
เช้าวันรุ่งขึ้นผมรีบไปหาหลวงตาที่วัดป่าใกล้ๆ เล่าทุกอย่างให้ท่านฟัง ท่านถอนหายใจยาวแล้วบอกว่า "ยายแกเลี้ยง 'ของ' ไว้เพื่อคุ้มครองบ้าน แต่มันเป็นของสายดำที่ต้องกินเลือดและของคาว ยายแกสะกดมันไว้ด้วยผ้าแดงผืนนั้นมาตลอดชีวิต พอแกเสียไป ไม่มีคนสืบทอด ไม่มีคนเลี้ยง... มันเลยหิว"
หลวงตาช่วยมาทำพิธีสะกดให้ใหม่และให้นำไปฝังไว้ในที่ที่ไม่บอกใคร แต่ท่านทิ้งท้ายไว้ว่า "มันไม่ได้ไปไหนหรอกนะ มันแค่รอเวลา... ถ้าจิตใจใครอ่อนแอเมื่อไหร่ มันจะกลับมาเรียกชื่อคนนั้นอีกครั้ง"
ทุกวันนี้ผมย้ายออกมาอยู่คอนโดในกรุงเทพฯ แล้วครับ แต่ทุกครั้งที่นอนคนเดียวในคืนฝนตก ผมยังคงได้ยินเสียงขูดผนังห้องเบาๆ... และบางครั้งในกระจกเงาตอนแปรงฟัน ผมเหมือนจะเห็นเงาเด็กผิวสีดำทะมึนยืนยิ้มให้ผมจากมุมมืด...
ใครที่มีบ้านเก่า หรือมีของมรดกแปลกๆ จากปู่ย่าตายาย... ระวังไว้นะครับ บางอย่างท่านอาจไม่ได้ตั้งใจทิ้งไว้เป็นของขวัญ แต่มันคือ "ภาระ" ที่คุณต้องแบกรับไปจนตาย
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
😁 ชวนเข้ามาดูเคล็ดลับในครัวง่าย ๆ ที่คนส่วนน้อยรู้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ 😉
ราคาทอง 30 เม.ย. 69 พุ่งแรง คนถือทองเช็กจังหวะก่อนขาย
ชื่อจริงคนไทยซ้ำมากแค่ไหน สมชายยังนำอันดับ 1 เกือบ 5 แสนคน
7 ข้อผิดพลาดในการใช้แอร์ที่ทำให้ค่าไฟสูงกว่าที่ควร
ทำไมคนเกาหลี-ญี่ปุ่น-จีน แทบไม่มีกลิ่นตัว คำตอบอยู่ที่ยีน ABCC11
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
ประเทศที่นอนน้อยที่สุด
ประเทศที่ "เงินเดือนวิศวกร" สูงที่สุดในโลก
อีกาอาบมด ทำไมศัตรูตัวจิ๋วจึงกลายเป็นผู้ช่วยดูแลขน
ประเทศที่แบนราบที่สุด พื้นที่อยู่ต่ำติดน้ำทะลมากที่สุดในโลก




