โบเมนา: มายาคติการ "ล่า" และการต่อรองอำนาจของผู้หญิงในหุบเขาหิมาลัย
ท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัยอันสลับซับซ้อนของประเทศภูฏาน มีเรื่องราววัฒนธรรมหนึ่งที่มักถูกชาวโลกตีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ นั่นคือประเพณี "โบเมนา" (Bomena) หรือ "การออกล่าราตรี" ซึ่งถูกนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ในแง่ลบราวกับเป็นธรรมเนียมที่ผู้หญิงต้องตกเป็นเป้าหมายอย่างจำยอม ทว่าในความเป็นจริง ประเพณีนี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างสังคมแบบสายมารดาที่ผู้หญิงมีอำนาจสูง และเป็นเพียงรูปแบบการเกี้ยวพาราสีในยุคที่การสื่อสารยังเข้าไม่ถึงพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น
เจาะลึก "โบเมนา": มรดกทางวัฒนธรรมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเพณีนี้ต้องพิจารณาผ่านองค์ประกอบทางสังคมและประวัติศาสตร์ของภูฏาน ดังนี้:
1. รากฐานสังคมสายมารดาและสถานะสตรี
ภูฏานในอดีตโดยเฉพาะทางตะวันออกสืบทอดทรัพย์สินผ่านฝ่ายหญิงเป็นหลัก ลูกสาวจึงเป็นผู้ถือครองมรดกที่ดินและบ้าน โครงสร้างนี้ทำให้ผู้หญิงมีอำนาจต่อรองสูง ประเพณีโบเมนาจึงไม่ใช่การบังคับ แต่เป็นการเกี้ยวพาราสีที่ฝ่ายหญิงมีสิทธิ์เลือกและปฏิเสธ หากความสัมพันธ์ดำเนินไปจนถึงขั้นแต่งงาน ฝ่ายชายมักเป็นผู้ที่ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง
2. รูปแบบการเกี้ยวพาราสีในอดีต
ก่อนยุคทศวรรษ 1980 ชายหนุ่มจะเดินทางไปหาหญิงสาวในยามวิกฤตเพื่อพูดคุยทำความรู้จักภายในบ้านของฝ่ายหญิงภายใต้การรับรู้ของชุมชน ในสังคมเกษตรกรรมที่ไร้ระบบการนัดเดตสมัยใหม่หรือเครื่องมือสื่อสาร การพบปะยามค่ำคืนจึงเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายชายบุกรุกโดยไม่ได้รับเชิญหรือไม่ได้รับความยินยอม จะถือเป็นการทำลายเกียรติและต้องรับผิดชอบตามจารีต
3. การปฏิรูปกฎหมายและสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่
เมื่อภูฏานเปิดประเทศมากขึ้นและก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 2008 รัฐบาลได้ปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจังเพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การล่วงละเมิดทางเพศ:
-
กฎหมายอาญา: กำหนดโทษการกระทำทางเพศที่ปราศจากความยินยอมเป็นอาชญากรรมร้ายแรงอย่างชัดเจน
-
การคุ้มครองสตรี: มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือสตรีและเด็ก สายด่วน และกระบวนการร้องเรียนที่เป็นทางการ
-
การศึกษา: บรรจุวิชาเพศศึกษาในโรงเรียนและรณรงค์เรื่องสิทธิสตรีอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน "โบเมนา" ได้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตสำหรับคนรุ่นใหม่ในภูฏาน ทัศนคติทางสังคมได้เปลี่ยนผ่านจากจารีตดั้งเดิมมาสู่ความสำคัญของ "ความยินยอม" (Consent) และความปลอดภัยเป็นหลัก การเกี้ยวพาราสีเปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่นเดียวกับแนวคิด "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" ที่เน้นการพัฒนาควบคู่ไปกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โบเมนาจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่าวัฒนธรรมย่อมปรับเปลี่ยนตามกาลเวลา และการเข้าใจสังคมใดสังคมหนึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงมากกว่าภาพจำเพียงด้านเดียวจากสายตาคนนอก
หากเรามองหากมองเรื่องของ "โบเมนา" ผ่านแว่นของ วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies) และ แนวคิดสตรีนิยม (Feminism) แล้วนั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการหาคู่แบบแปลกๆ แต่คือภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจและการต่อรองทางเพศสถานะที่น่าสนใจมาก ผู้เขียนเลยใช้เเนวคิดทางสตรีนิยมเข้ามาวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์นี้
Gemini บอกว่า
แน่นอนคนเก่ง หากมองผ่านแว่นของ วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies) และ แนวคิดสตรีนิยม (Feminism) เรื่องของ "โบเมนา" จะไม่ใช่แค่เรื่องการหาคู่แบบแปลกๆ แต่คือภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจและการต่อรองทางเพศสถานะที่น่าสนใจมาก อากิจัดให้ตามคำขอครับ
โบเมนา: มายาคติการ "ล่า" และการต่อรองอำนาจของผู้หญิงในหุบเขาหิมาลัย
ในมิติของวัฒนธรรมศึกษา ประเพณี "โบเมนา" หรือการออกล่าราตรีในภูฏาน มักถูกทำให้กลายเป็น "สินค้าทางวัฒนธรรม" ที่ถูกแปรรูปผ่านสายตาคนนอก (The Othering) ให้กลายเป็นเรื่องเร้าอารมณ์และกดทับผู้หญิง แต่หากเราวิเคราะห์ด้วยแนวคิดสตรีนิยมที่ลึกลงไป เราจะพบว่านี่คือสมรภูมิการต่อรองอำนาจที่ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
1. โครงสร้างสายมารดา: ฐานที่มั่นทางอำนาจของสตรี
หัวใจสำคัญที่ทำให้โบเมนาในภูฏานต่างจากความรุนแรงทางเพศในสังคมอื่น คือระบบ Matrilineal (สายมารดา) ซึ่งผู้หญิงเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดิน ในทางสตรีนิยม สิ่งนี้คือการที่ผู้หญิงมีอำนาจทางเศรษฐกิจ (Economic Empowerment) เป็นของตนเอง บ้านที่ฝ่ายชายปีนเข้าไปจึงเป็นพื้นที่ของผู้หญิง (Female Space) ซึ่งเธอมีอำนาจสูงสุดในการเลือกที่จะ "เปิด" หรือ "ปิด" หน้าต่างบานนั้น
2. การรื้อถอนมายาคติ "ผู้ถูกล่า" (Deconstructing the Victim Myth)
สื่อกระแสหลักมักวาดภาพว่าโบเมนาคือการที่ผู้ชายเป็น "ผู้ล่า" และผู้หญิงเป็น "เหยื่อ" แต่ในมิติวัฒนธรรมศึกษา เราพบว่าผู้หญิงภูฏานในระบบดั้งเดิมมี เอเจนซี่ (Agency) หรือเจตจำนงอิสระในการกำหนดความสัมพันธ์ การเกี้ยวพาราสีในยามวิกฤตจึงเป็นพื้นที่เดียวที่พวกเธอสามารถทดลองความสัมพันธ์ส่วนตัวได้ ก่อนที่จะเข้าสู่พันธะสัญญาการแต่งงานที่ฝ่ายชายต้องย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเธอ
3. การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐสมัยใหม่และวาทกรรม "ความยินยอม"
เมื่อภูฏานก้าวสู่รัฐสมัยใหม่ (Modern State) ประเพณีดั้งเดิมเริ่มปะทะกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล แนวคิดสตรีนิยมสมัยใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการนิยามคำว่า "ความยินยอม" (Consent) ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องโหว่ของจารีตถูกใช้เป็นเครื่องมือในการล่วงละเมิด การปรับเปลี่ยนกฎหมายอาญาปี 2008 จึงเป็นการยกระดับสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิงจากการใช้อำนาจทางสังคม มาเป็นการคุ้มครองโดยรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
การศึกษาโบเมนาผ่านแนวคิดสตรีนิยมทำให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่ง แต่คือพื้นที่แห่งการต่อสู้และปรับตัวของผู้หญิง จากเดิมที่ใช้ "หน้าต่างและสายตาสังคม" เป็นเครื่องมือต่อรอง ปัจจุบันพวกเธอใช้ "กฎหมายและสิทธิขั้นพื้นฐาน" เป็นเกราะคุ้มครอง โบเมนาจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่บอกว่า การตัดสินวัฒนธรรมอื่นโดยปราศจากการเข้าใจโครงสร้างอำนาจในพื้นที่นั้น อาจนำไปสู่การสร้างวาทกรรมที่กดทับซ้ำเติมผู้หญิงโดยไม่รู้ตัว
10 อันดับประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชีย
5 จังหวัดที่มีป่าไม้มากที่สุดในไทย
5ประเทศที่นำอาวุธเข้ามาในประเทศมากที่สุดในเอเชีย
จังหวัดไหน ครองแชมป์มีพื้นที่ ปลูกข้าวมากที่สุดในประเทศไทย
เขมรคุยโว! มีคนแห่เที่ยว "ถนนคนเดิน" ใน "พนมเปญ" วันละแสน..รั้งอันดับ 2 ของโลกเมืองที่น่าเที่ยวยามค่ำคืน
"ลิซ่า" อีกแล้ว! ชุดเดียวเที่ยวทั่วไทย ไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น..ชาวเน็ตแห่เมนต์กันเพียบ!!
ธนาคารไหนมีสาขามากที่สุดในประเทศไทย
ความแตกต่างที่น่าทึ่งระหว่าง "งูจงอาง" (King Cobra) ในช่วงอายุที่แตกต่างกันระหว่างลูกงู และงูที่โตเต็มวัยแล้ว
แอร์ฯ เตือนชัด! อย่ามองข้าม “เสื้อยืด” บนเครื่องบิน — เหตุผลด้านความปลอดภัยที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดถึง
จังหวัดของประเทศไทย ที่มีคนกัมพูชาทำงานอยู่จำนวนมากที่สุด
เส้นทางรถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
ประเทศไทยเคยมีภูเขาไฟจริง..ได้อะไรจากจากภูเขาไฟ
😃 ชวนมาดูเหล่าผู้คนที่ชีวิตเหมือนอยู่ในเมืองมหัศจรรย์ตลอดเวลา เพราะพวกเขามักพบเจอแต่เรื่องราวแปลก ๆ อยู่เสมอ 😆
ระทึกก่อนตรุษจีน! กัมพูชาพบชายวัย 30 ปีติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 หลังบริโภคไก่ป่วย ทางการสั่งเฝ้าระวังเข้ม หวั่นซ้ำรอยปีระบาดหนัก
"ลิซ่า" อีกแล้ว! ชุดเดียวเที่ยวทั่วไทย ไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น..ชาวเน็ตแห่เมนต์กันเพียบ!!
แปลกดีเหมือนกันนะเนี่ย...Kummakivi หินหนัก 5,000 กิโลกรัม ที่ทรงตัวบนหินอีกก้อนมาเป็นเวลา 11,000 ปี โดยไม่หล่นลงมาเสียที
พิษสัตว์ที่ร้ายแรงต่อมนุษย์มากที่สุด ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ
โหนกอูฐมีไว้ทำไม ?
3 ราศีใด ในช่วงนี้ มีโอกาสรับทรัพย์ก้อนใหญ่
“พรรคนี้โคตรน่ารัก ใครไม่รักก็บ้าแล้ว” .....ชาว 12 ราศีปรับ ลุค อย่างไรให้ดูปัง
เพราะอะไร...ทำไมวันตรุษจีน ถึงห้ามกวาดบ้าน?...กุศโลบายเบื้องหลังความเชื่อโบราณ
เจาะลึกความเสี่ยง เมื่อการ "ตัดกระเพาะ" อาจกระทบถึงสุขภาพจิต


