กินอาหารแบบมนุษย์ยุคหิน ให้อายุยืน ลดโรค ดูอ่อนกว่าวัย รูปร่างดี
เขียนโดย sompeansomped
กินอาหารแบบมนุษย์ยุคหิน Paleolithic Diet แนวคิดการกินอาหารนี้เกิดขึ้นในราวปี ค.ศ. 1970 โดย Walter Voegtlin แพทย์ด้านทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่รู้จักการทำเกษตรกรรม อาหารที่กินขึงไม่มีสารเคมี ยาฆ่าแมลง อาหารจึงมาจากธรรมชาติล้วน ๆ เนื้อสัตว์สด ๆ ผลไม้สดจากต้น พืชผักปลอดสารเคมี อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ปรุงแต่งด้วยน้ำตาลหรือเกลือ รวมทั้งไม่ใช่อาหารที่ผลิตจากโรงงาน จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นและกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะการกินแบบนี้ เป็นการควบคุมอาหารโดยที่เน้นวัตถุดิบธรรมชาติที่เรียบง่าย ดีต่อสุขภาพ และ รูปร่าง
วิธีการกินอาหารแบบมนุษย์ยุคหิน Paleolithic Diet ไม่มีการกำหนดรูปแบบการกินอาหารอย่างชัดเจน โดยในแต่ละมื้ออาจมีวิธีการแบ่งดังนี้
1.กินผัก และ ผักประเภทหัว ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำในสัดส่วนประมาณ 40% เช่น ผักใบเขียว แครอท ผักโขม บร็อคโคลี หัวหอม แตงกวา ดอกกะหล่ำ มะเขือม่วง หน่อไม้ฝรั่ง
2.อาหารประเภทโปรตีน 30% ซึ่งจะเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยเฉพาะสัตว์ที่กินหญ้าเป็นอาหารและเลี้ยงแบบปล่อยในธรรมชาติ รวมทั้งปลาชนิดต่าง ๆ
3.ไขมันประมาณ 15% ให้เลือกเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพที่ได้จากเนื้อสัตว์และเมล็ดพืช เช่น ไขมันจากปลา ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปลา
4.คาร์โบไฮเดรต 15% ที่มาจากผลไม้และถั่วต่าง ๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำและมีน้ำตาลน้อย เช่น ถั่วดำ ถั่วขาว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ แอปเปิ้ล
5.ดื่มน้ำเยอะ ๆ ประมาณ 1.5 - 2 ลิตรต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำมาจาก ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง ถั่วลันเตา รวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม เกลือ น้ำตาลทรายขาว มันฝรั่ง และ อาหารแปรรูปชนิดต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ประโยชน์ของการกินอาหารแบบมนุษย์ยุคหิน Paleolithic Diet
1.การกินอาหารที่มีการปรุงแต่งน้อย มีแคลอรี่ต่ำ คาร์โบไฮเดรตที่มาจากพืชผัก ไม่ได้มาจากแป้งสาลี เน้นการกินโปรตีนสูง และ ไขมันที่ดีต่อร่างกาย ร่างกายจึงนำเอาไขมันที่ได้ไปเผาผลาญแทนการนำคาร์โบไฮเดรตไปใช้ รวมถึงวิตามินและไฟเบอร์ที่ได้จากผักผลไม้ ที่สำคัญคือ เป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ สารเคมีต่าง ๆ เป็นการกินแบบตัดอาหาร "ไม่ดี" ออก จะทำให้เกิดผลดีต่อร่างกายอย่างมาก
2.ช่วยในการลดน้ำหนัก จากงานวิจัยเมื่อปี 2008 พบว่า อาสาสมัครที่มีน้ำหนักในเกณฑ์สุขภาพดีจำนวน 14 คน สามารถลดน้ำหนักไปได้เฉลี่ยละ 2.3 กิโลกรัมหลังกินอาหารแบบ Paleolithic Diet เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ทั้งยังมีงานศึกษาวิจัยบางชิ้นที่พบว่า ยังอาจช่วยลดรอบเอวได้
3.ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน การกินแบบ Paleolithic Diet เกือบจะตัดน้ำตาลออกไปหมดเลย (และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดริ้วรอย) หรือ ถ้ากินบ้างก็กินเพียงเล็กน้อย จากความหวานที่ได้ที่ได้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อปี 2015 ที่นักวิจัยได้เปรียบเทียบผลของการกินอาหารแบบ Paleolithic Diet และ กินอาหารตามคำแนะนำของสมาคมโรคเบาหวาน พบว่า ทั้งสองวิธีเป็นวิธีที่ดีและช่วยปรับปรุงสุขภาพได้จริง แต่การกินอาหารแบบ Paleolithic Diet อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน และ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าด้วย
4.ลดระดับความดันโลหิต งานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อปี 2014 ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคเมตาบอลิก (Metabolic syndrome) จำนวน 34 คน นักวิจัยได้แบ่งกลุ่มให้กลุ่มหนึ่งรับประกินอาหารแบบ Paleolithic Diet และ อีกกลุ่มกินอาหารตามที่สภาสุขภาพแห่งเนเธอร์แลนด์แนะนำ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า Paleolithic Diet อาจช่วยลดความดัน และ ระดับไขมันในเลือดได้ดีกว่า
สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
สถิติหวย ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 16 เมษายน
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
ทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่น
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
เกาะที่ไม่มีรถยนต์
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้น
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!
ทำไมเวียดนาม ถึงทำนาได้ประสิทธิภาพสูง แซงน่าไทยไปแล้ว
หมูกรอบสูตรนี้ กรอบข้ามวันยังอร่อย ไม่ต้องทอดบ่อยก็ยังมันฟูเหมือนเดิม
ชายจีนพบหินลายแพนด้าที่ชายหาดโดยบังเอิญ
ร้อนนี้มีทางแก้
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
"นิโคลัส มาดูโร" เขาคือใคร? : จากคนขับรถประจำทางสู่เส้นทางแห่งอำนาจ






