แพทย์เตือนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำลายไต ซึ่งพบมากในหนุ่มสาว ก่อนที่จะสายเกินไป
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า โรคไตเคยถูกมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันกลับพบมากขึ้นในคนวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะกลุ่มที่คุ้นเคยกับอาหารจานด่วนที่มีโซเดียมและสารกันเสียสูง
แพทย์ชี้ว่า ไตสามารถเสื่อมได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละวัน โดยคนรุ่นใหม่มักตรวจพบความผิดปกติเมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะรุนแรงแล้ว
สาเหตุที่พบบ่อยคือ
1. การรับประทานอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ดที่มีโซเดียมและสารกันเสียสูง ทำให้ไตต้องทำงานหนักในการขับของเสีย หากสะสมในระยะยาว เซลล์ไตอาจถูกทำลายและเกิดการอักเสบตามมา
2. ดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
การดื่มน้ำอัดลม ชานม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง ขณะเดียวกัน การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญ
3. พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
คนหนุ่มสาวหลายคนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ดื่มน้ำน้อยหรือกลั้นปัสสาวะระหว่างทำงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดนิ่วและการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะ แพทย์แนะนำให้ผู้ใหญ่ดื่มน้ำประมาณ 2-2.5 ลิตรต่อวัน และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารกระตุ้นที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว
4. พฤติกรรมการใช้ยาด้วยตนเอง
การใช้ยาด้วยตนเองเป็นพฤติกรรมเสี่ยงในคนรุ่นใหม่ ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดหรือยาปฏิชีวนะ หากใช้ผิดขนาดหรือใช้ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดพิษต่อไตได้ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนอาจมีโลหะหนักที่ทำลายท่อไต
5. นอนดึก-ไม่ออกกำลังกาย
วิถีชีวิตที่ขาดการออกกำลังกายและการนอนดึกเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตล้า การไม่ขยับร่างกายทำให้เสี่ยงโรคอ้วนและความดันโลหิตสูง ขณะที่การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้กระบวนการฟื้นฟูของไตลดลง
ระยะเริ่มต้นของภาวะไตเสื่อมมักไม่มีอาการชัดเจน สัญญาณบางอย่างที่อาจถูกมองข้าม เช่น ปัสสาวะกลางคืนบ่อย ปัสสาวะมีฟอง อาการบวมเล็กน้อยที่ใบหน้าหรือมือเท้า เหนื่อยล้าเรื้อรัง ผิวหมองคล้ำหรือคัน หลายคนมักคิดว่าเกิดจากความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์เมื่ออ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดเร็ว หรือมีความดันโลหิตสูงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นช่วงที่ไตทำงานเสื่อมลงมากแล้ว
เมื่อโรคเข้าสู่ระยะรุนแรง ผู้ป่วยอาจต้องฟอกไตเป็นประจำหรือเสี่ยงต้องปลูกถ่ายไต ภาวะนี้ยังนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โลหิตจางเรื้อรัง และความผิดปกติของกระดูก
แพทย์เน้นว่าการป้องกันไตต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารอย่างพอเหมาะ การนอนหลับให้เป็นเวลา ลดการใช้สารกระตุ้น ไม่ซื้อยาใช้เอง และออกกำลังกายวันละ 30 นาที การตรวจสุขภาพเป็นประจำแม้ไม่มีอาการผิดปกติก็สำคัญ เพื่อค้นพบสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่น ๆ
อ้างอิงจาก: SOHA
เขียนโดย ตะวัน 2520
เชี่ยวชาญการคัดเลือกและเรียบเรียงข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจแบบเรียลไทม์ ถ่ายทอดเหตุการณ์ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย กระชับ และเข้าถึงอารมณ์ผู้อ่านได้ทันที
3 คณะที่โดนรีไทร์มากที่สุดในประเทศไทย
คุณอยู่ Generation ไหน? เช็กช่วงปีเกิด Baby Boomer, Gen X, Y, Z และ Alpha
10 สมาร์ทวอทช์ที่นิยมที่สุดในปี 2026
รวม เลขปฏิทินจีน งวด 1/7/69
10 มือถือแอนดรอยด์ยอดนิยมในไทย 2026
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
พระดื่มสุราไม่ถึงปาราชิก แต่ผิดพระวินัยข้อไหน
สุดยอดบัตรเครดิตของไทย ที่มีเงื่อนไขการได้บัตรยากมากที่สุด
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
10 นักมวยไทยค่าตัวแพงที่สุดในไทย ใครรับค่าตัวหลักล้านต่อไฟต์?
สัญญาณที่บอกว่าเราเริ่มแก่ขึ้น
คุณอยู่ Generation ไหน? เช็กช่วงปีเกิด Baby Boomer, Gen X, Y, Z และ Alpha
ชีวิตหลังเกษียณกับบ้านสวน ทำไมหลายคนมองว่าอยู่สบายกว่าเดิม
10 นักมวยไทยค่าตัวแพงที่สุดในไทย ใครรับค่าตัวหลักล้านต่อไฟต์?


