หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

บทบาทนางงามไทยในเวที Miss Universe ยุค Donald Trump: เด่นแค่ไหนก็ยังไม่พอ?


เขียนโดย Jujubee

เมื่อพูดถึงยุคทรัมป์ในเวที Miss Universe แฟนนางงามไทยแทบทุกคนมักมีความทรงจำร่วมกันว่าเป็นยุคที่ “ไทยไม่เคยเข้าตา” หรือยุคที่ตัวแทนของไทยมีสิทธิ์ลุ้นน้อยกว่าชาติอื่น แม้จะสวย เดินดี หรือมีออร่าแค่ไหนก็ตาม ภาพจำนี้ถูกพูดต่อ ๆ กันมาหลายปีจนกลายเป็นเหมือนความจริงทางความรู้สึก แต่หากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงของวงการประกวดในช่วงปี 1996–2014 จะพบว่าสถานการณ์ซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะยุคทรัมป์เป็นยุคที่เวที MU ขับเคลื่อนภายใต้ระบบธุรกิจแบบรายการโทรทัศน์ เจ้าของกองมีอำนาจกำหนดทิศทางสูง และการคัดเลือกผู้เข้ารอบมีความเกี่ยวพันกับปัจจัยด้านกระแส ความสนใจของตลาด และความต้องการสร้างเรตติ้งมากกว่ามาตรฐานแบบฟอร์มล้วน ๆ

 

ดังนั้นการที่ไทยไม่เข้ารอบหลายปี ไม่ได้เกิดจากแค่ความไม่ชอบส่วนตัวของใครคนหนึ่ง แต่เกิดจากการผสมกันของหลายตัวแปร ทั้งเรื่องความพร้อมของผู้เข้าประกวดไทย ทีมงานไทยที่ยังใหม่กับเวทีโลก และการวางกลยุทธ์เบื้องหลังที่ในเวลานั้นเรายังไม่ได้แข็งแรงเท่าชาติคู่แข่งอย่างเวเนซุเอลา ฟิลิปปินส์ หรือโคลอมเบีย

อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าใจบริบททั้งหมดนี้ แต่ก็มีบางปีที่ไทย “ควรเข้ารอบแบบไม่ต้องสงสัย” เพราะผลงาน ฟอร์ม ความพร้อม หรือโมเมนต์บนเวทีแข็งแรงกว่าหลายชาติเข้ารอบจริงเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแฟนนางงามยกให้เป็นปีแห่งความเสียดายที่สุด หนึ่งในนั้นคือปี 2005 ปีที่ไทยเป็นเจ้าภาพ และปีที่ “น้อด ชนันภรณ์ รสจันทน์” กลายเป็นความหวังของแฟน ๆ ทั่วประเทศ น้อดเป็นผู้เข้าประกวดที่มีคุณสมบัติเข้ากับสไตล์ MU ยุคทรัมป์แทบทุกด้าน ทั้งความสวยแบบเรียบโก้ หน้าคม มูฟเมนต์สง่า การเดินชุดว่ายน้ำที่เข้าตาแฟนนางงามต่างชาติ และบุคลิกที่มั่นใจแบบไม่เกินพอดี ความพร้อมด้านภาษาก็ถือว่าอยู่ในระดับดีมากเมื่อเทียบกับผู้เข้าประกวดไทยยุคเดียวกัน ซึ่งในสายตาหลายคนเธอ “แข็งแรงกว่าผู้เข้ารอบ” จากบางประเทศแบบเห็นได้ชัดเจน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการหลุด TOP15 ไปแบบเงียบสนิท จนทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นในปีนั้นกันแน่

คำตอบบางส่วนเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยในเวลาต่อมาจากการสัมภาษณ์ของน้อดเอง ซึ่งพูดถึงหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือฟอร์มบนเวที เช่น ระบบการควบคุมการถ่ายทำรอบพรีลิมที่เลือกจับภาพผู้เข้าประกวดบางคนมากกว่า การจัดคิว การกำกับกล้อง และจังหวะที่ใช้ตัดสินใจว่าใครจะถูกนำเสนอมากหรือน้อย ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นของกรรมการ อีกทั้งรูปแบบการคัดเลือกยุคทรัมป์ที่มี “สิทธิ์พิเศษ” สำหรับบางประเทศที่ทางกองต้องการผลักดันเพื่อผลประโยชน์ทางสื่อ ทำให้แม้ไทยจะทำได้ดีเพียงใด ก็อาจยังไม่โดดเด่นพอจะเบียดพื้นที่ของบางชาติที่มีน้ำหนักทางตลาดมากกว่า สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้แฟนนางงามไทยรู้สึกคาใจ เพราะเมื่อดูฟอร์มของน้อดเทียบกับผู้เข้ารอบจากบางชาติ เช่น นอร์เวย์หรืออินโดนีเซีย จะเห็นได้ชัดว่าศักยภาพของไทยไม่ด้อยกว่าเลย และยังดีกว่าในหลายด้านด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่านี่คือโครงสร้างของการแข่งขันยุคนั้นที่ไม่ใช่เรื่องของคะแนนเพียว ๆ อย่างที่แฟน ๆ คาดหวัง

อีกปีที่ถูกพูดถึงอย่างหนักไม่แพ้กันคือปี 2008 ซึ่งเวทีจัดขึ้นที่ประเทศเวียดนามและส่ง “แก้ม กวินตรา โพธิจักร” ตัวแทนไทยผู้มีความสวยคมและออร่าที่โดดเด่นมากบนเวที MU ยุคนั้น แก้มถูกวิจารณ์ในบางมุมเรื่องภาษาและความมั่นใจ แต่หากย้อนกลับไปดูฟอร์มในรอบต่าง ๆ จะเห็นว่าเธอมีพลังของผู้เข้าประกวดที่เข้ากับความชอบของ MU ยุคทรัมป์อย่างชัดเจน ทั้งการโพสท่า ความนิ่ง ความคมบนใบหน้า และความโดดเด่นในชุดประจำชาติที่สร้างกระแสทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะบนเวทีเวียดนามที่คนดูท้องถิ่นให้การสนับสนุนอย่างมากจนทำให้เธอถูกมองว่าเป็นตัวแทนเอเชียที่แข็งที่สุดคนหนึ่งในปีนั้น สิ่งที่ทำให้ปี 2008 กลายเป็นหนึ่งในปีที่ “น่าจะเข้าแต่ไม่ได้เข้า” คือคำบอกเล่าจากผู้ติดตามวงในที่ระบุว่าไทยติด TOP15 ในขั้นตอนแรก แต่ท้ายที่สุดมีการสลับตำแหน่งให้ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในยุคทรัมป์และไม่ได้ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้น แฟนบางส่วนอาจตั้งคำถามกับข้อมูลนี้ แต่เมื่อดูรูปแบบการคัดเลือกยุคนั้น ก็ถือว่าเป็นไปได้สูงเพราะ MU ชอบให้เจ้าภาพมีพื้นที่ในรอบลึกเพื่อเพิ่มความน่าสนใจของรายการสด

ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2005 และ 2008 กลายเป็นสองปีที่แฟนนางงามไทยยังพูดถึงจนถึงปัจจุบันว่าเป็น “ปีที่ตุ๊บไม่ควรตุ๊บ” คือปีที่ฟอร์มบนเวที ข้อมูลกระแส และปฏิกิริยาจากแฟนสากลบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไทยน่าจะได้เข้า TOP15 แบบสมเหตุสมผลที่สุด แต่ต้องออกเพราะปัจจัยโครงสร้างเบื้องหลังที่ประเทศไทยในเวลานั้นยังไม่สามารถแข่งขันในระดับเดียวกับประเทศที่ MU ต้องการ spotlight และเมื่อย้อนกลับมาดูภาพรวมทั้งหมดของยุคทรัมป์ ไทยไม่ได้แย่จนหมดทางลุ้น แต่เป็นเพราะเกมการแข่งขันในเวลานั้น “ไม่สมดุล” และยังไม่ใช่ยุคที่ทีมไทยมีเครื่องมือพร้อมแบบสมัยนี้ ทำให้หลายปีต้องพลาดโอกาส ทั้งที่ความสามารถของผู้เข้าประกวดไทยหลายคนดีพอจะยืนในรอบลึกอย่างมีศักดิ์ศรีได้อย่างแน่นอน

เนื้อหาโดย: Jujubee
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Jujubee's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 253 ครั้ง
เขียนโดย Jujubee
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
5 VOTES (5/5 จาก 1 คน)
VOTED: Jujubee
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เผย 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟมากที่สุด..อันดับที่ 1 ไม่ใช่แอร์!สิทธิจริงของ "เจ้าบ้าน" vs "เจ้าของบ้าน" ต่างกันอย่างไร ใครใหญ่กว่ากันแน่?มีการค้นพบสัตว์หายาก ที่มีอายุ 100 ปี ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ตัวในโลกเท่านั้นทำไม 2 อำเภอในไทยถึงไม่มีร้านเซเว่นคนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุดคณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”5 โรงเรียน ที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทยอำเภอที่อากาศดีที่สุด ในประเทศไทย5 อันดับเรียนคณะอะไร เงินเดือนสูงที่สุดในไทยประเทศที่งบทางการทหาร มากที่สุดในโลก
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เรียนครูสายไหน? ถึงจะได้เงินเยอะคณะที่เรียนจบแล้ว มีงานทำง่ายที่สุด"งูเขียวล้วงตับตุ๊กแก" มิตรภาพ หรือ เพชฌฆาต
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
พระมหาชนก: มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยวิริยบารมี (Mahajanaka | The Great Effort) (สร้างกับ เอไอ)อาหารชนิดไหนช่วยลดไขมันแท้จริงครูไทยได้ปิดเทอมกี่วัน10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
ตั้งกระทู้ใหม่